27 กันยายน 2551

Detroit Metal City ฤๅเฮวี่เมทัลจะครองเมือง [2]

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

หลังจากสัปดาห์ก่อนกล่าวถึงความโด่งดังของหนังสือการ์ตูนตลกร้ายเสียดสีความคลั่งไคล้ดารานักร้องอย่างหน้ามืดตามัวใน Detroit Metal City (DMC) ไปแล้ว วันนี้จะขอเล่าต่อถึงความโดดเด่นของ DMC ฉบับแอนิเมชั่น (ภาพยนตร์การ์ตูน) จัดทำในรูปแบบ OVA (Original Video Animation) ซึ่งเป็นหนังการ์ตูนจำหน่ายในรูปแบบ DVD โดยไม่ฉายทางโทรทัศน์บ้างค่ะ

ก่อนที่จะกล่าวถึงแอนิเมชั่น DMC ลองนึกย้อนไปถึงหนังการ์ตูนทางช่องเก้าช่วงเช้าๆ ที่เราเคยดูนะคะ หนังการ์ตูนในยุคก่อนแม้ว่าจะสร้างจากเนื้อเรื่องในหนังสือการ์ตูนแต่ก็มักใช้ทีมงานคนละทีมกัน ผลคือภาพที่ออกมาในหนังการ์ตูนจะต่างจากในหนังสืออยู่พอสมควร ลายเส้นก็ไม่เหมือนเพราะใช้คนวาดคนละคนกัน ฉากหรือมุมมองส่วนใหญ่ต่างกันทั้งหมด ดังนั้น จึงให้อารมณ์แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างฉบับหนังสือการ์ตูนและแอนิเมชั่น ตัวอย่างหนังการ์ตูนแนวนี้คือดรากอนบอลและเซนต์เซย่าค่ะ โดยเฉพาะเซนต์เซย่าซึ่ง อ.คุรุมาดะ มาซามิ ผู้วาดฉบับหนังสือการ์ตูนก็โด่งดังมากอยู่แล้ว แต่ฉบับแอนิเมชั่นให้ อ.อารากิ ชินโก ซึ่งโด่งดังมากๆ อีกคนออกแบบตัวการ์ตูนให้ ดังนั้น เซนต์เซย่าในความทรงจำจึงมี 2 เวอร์ชั่นเสมอ

นั่นคือยุคแรกค่ะ ยุคต่อมาของแอนิเมชั่นที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนคือยุคที่เริ่มเอาภาพในหนังสือการ์ตูนใส่ลงไปในแอนิเมชั่นด้วยเนื่องจากบางภาพในหนังสือการ์ตูนเป็นภาพที่น่าจดจำ เวลาชมแอนิเมชั่นแล้วเห็นภาพแบบเดียวกับหนังสือการ์ตูน ความรู้สึกของเราคือหัวใจพองโตขึ้นจากการย้อนระลึกถึงหนังสือการ์ตูนที่อ่านผ่านมา แม้ว่าแอนิเมชั่นจะทำออกมาหยาบหรือแย่แค่ไหน ภาพความงดงามของหนังสือการ์ตูนที่แทรกเข้ามาก็ช่วยหักกลบลบหนี้ไปได้บ้าง แต่ข้อเสียคือนวัตกรรมการทำให้ภาพสองมิติขยับได้ยังไม่ก้าวหน้านักค่ะ ดังนั้น แอนิเมชั่นที่ใช้เทคนิคนี้จึงให้ความรู้สึกเหมือนดู "หนังตะลุง" คือเหมือนดูภาพบนกระดาษขยับไปมาบนแกนเดียว ซึ่งต่างกับหนังสือการ์ตูนที่เราสามารถจินตนาการภาพบนกระดาษให้ขยับในหัวเราเป็นสามมิติได้ ดังนั้น แอนิเมชั่นยุคนี้จึงไม่ขายชื่อเสียงของผู้กำกับฯหรือทีมออกแบบตัวการ์ตูน แต่ขาย "นักพากย์" แทน ซึ่งน่าจะเป็นองค์ประกอบที่ดูศิลป์ที่สุดแล้ว

มาถึงยุคแอนิเมชั่น DMC เสียทีค่ะ เป็นยุคปฏิวัติแอนิเมชั่นอีกขั้นเมื่อแอนิเมชั่นกลายเป็นเพียง "ช่องทางในการถ่ายทอดหนังสือการ์ตูน" อีกประเภทหนึ่งไปเสียแล้ว เนื่องจากแอนิเมชั่น DMC ยกภาพจากหนังสือการ์ตูนมาทั้งกรอบไม่มีตัดทอน อาจเพิ่มบางภาพเข้าไปเพื่อให้การเคลื่อนไหวนุ่มนวล แต่ภาพที่เราเห็นในหนังสือการ์ตูนเป็นอย่างไร ในแอนิเมชั่นก็เป็นอย่างนั้น ส่งผลให้ทั้งลายเส้นและมุมมองซึ่งนักวาดการ์ตูนอุตส่าห์คิดมาอย่างดีไม่สูญเปล่า แล้วต่างจากยุคหนังตะลุงอย่างไร ต่างมากเลยค่ะเพราะแอนิเมชั่น DMC ไม่ให้ความสำคัญกับขนาดจอภาพอีกต่อไป หมายถึงว่าถ้าภาพในการ์ตูนเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวสูง ภาพที่ปรากฏบนจอก็จะเป็นภาพแนวสูงไม่เต็มจอ และล้อมด้วยพื้นหลังสีดำสนิทซ้ายขวา ไม่จำเป็นที่ต้องใส่ภาพให้เต็มจอเหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว พูดง่ายๆ คือเมื่อดูแอนิเมชั่น DMC ก็เหมือนดูแต่ละกรอบในหนังสือการ์ตูนที่ขยับได้และมีเสียงพากย์โดยเราไม่ต้องเมื่อยอ่านตัวหนังสือในบัลลูนนั่นเอง (แต่อาจต้องอ่านซับไตเติ้ลแทน)ความน่าทึ่งของแอนิเมชั่น DMC ยังไม่หมดแค่งานภาพที่ไม่ลดทอนความงามของต้นฉบับเท่านั้นนะคะ เสียงพากย์และเพลงคือจุดเด่นอีกจุดหนึ่งซึ่งทำให้ความฝันของนักอ่านการ์ตูนเป็นจริง บางครั้งเราอ่านการ์ตูนเกี่ยวกับดนตรีก็อยากได้ยินบ้างว่าเพลงในเรื่องมันเจ๋งขนาดไหน แอนิเมชั่น DMC สร้างมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะค่ะ ใส่เพลงที่เจ๋งสมราคาคุยลงไปช่วยให้เรารู้สึกซาบซึ้งในเนื้อเรื่องมากยิ่งขึ้น

ถือเป็นก้าวแรกๆ ที่ทำให้หนังสือการ์ตูนกลายเป็นจินตนาการที่จับต้องได้ง่ายโดยไม่ต้องอาศัยพลังความคิดของเราเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะมีร้านอาหารที่ทำแต่เมนูในหนังสือการ์ตูนเกิดขึ้นก็ได้ค่ะ เรียกว่าอ่านการ์ตูนจบแล้วอยากรู้รสชาติของอาหารที่อยู่ในเรื่อง เราก็สามารถเดินไปกินและ "อิน" กับเนื้อเรื่องได้มากยิ่งขึ้น ไปๆ มาๆ วัฒนธรรมหลายอย่างในอีกสิบปีข้างหน้าอาจมีที่มาจากหนังสือการ์ตูนก็เป็นได้

วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11159 มติชนรายวัน

20 กันยายน 2551

Detroit Metal City ฤๅเฮวี่เมทัลจะครองเมือง [1]

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ดนตรีแนวเฮวี่เมทัล (Heavy metal) อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูนักฟังเพลงส่วนใหญ่เท่าไรนักเพราะไม่ใช่เพลงที่เหมาะกับวันอากาศดีๆ และนอนเล่นอยู่ในสนามหญ้าที่กรุ่นด้วยกลิ่นดอกไม้หวานแหววแน่นอนค่ะ ลองนึกถึงคอนเสิร์ตฮอลล์แคบๆ และเสียงกลองกับกีตาร์ดังสนั่น ผสมกับเสียงแหบพร่าของนักร้องที่ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังจะโดนดูดลงนรกไปพร้อมกับเพลงที่มีเนื้อหารุนแรง โดยส่วนตัวก็ไม่ได้ฟังบ่อยนักค่ะ แต่ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเพลงของวง Metallica ทีไร ไม่ทราบทำไมหัวมันโยกไปเองทุกที เผลอแป๊บเดียว อ้าว...ซื้อ CD ของเขามาตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย

เพลงเฮวี่เมทัลมีอิทธิพลต่อจิตใต้สำนึกเหลือเกินค่ะ และไม่น่าเชื่อว่าวงการที่เต็มไปด้วยความร้อนระอุเช่นนี้จะถูกนำมาวาดล้อเลียนในการ์ตูนและโด่งดังเป็นพลุแตกในญี่ปุ่น นั่นคือตำนานของ Detroit Metal City (DMC) การ์ตูนที่วาดโดย อ.คิมิโนริ วาคาสุงิ ตั้งแต่ปี 2005

"โซอิจิ เนงิชิ" เด็กหนุ่มหน้าเปิ่นเป๋อซึ่งเติบโตในบ้านชานเมืองและทำไร่เลี้ยงวัวเป็นอาชีพในครอบครัวฝันอยากเป็นนักร้องดังในเมืองกรุง เขารักเพลงแนวหวานแหววโรแมนติคและเต็มไปด้วยความรักสีชมพู แน่นอนว่าฝีมือกีตาร์โปร่งแสนหวานของเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร โซอิจิจึงตัดสินใจแน่วแน่มุ่งสู่โตเกียวเพื่อเป็นศิลปินและนักแต่งเพลงให้ได้

และฝันของโซอิจิก็เป็นจริง...บางส่วนค่ะ เพราะเขากับเพื่อนร่วมทีมอีกสองได้เปิดตัวกับค่ายเพลงอินดี้แนวเฮวี่เมทัล กลายเป็นวง DMC และตัวเขาใช้ชื่อปลอมว่า "โยฮาเนส ครอยเซอร์ที่ 2" โซอิจิต้องใส่ชุดประหลาดและแต่งหน้าสไตล์คล้ายๆ วง Kiss ทั้งที่เขามีเสียงใสปิ๊งยามร้องเพลงรัก แต่พอได้สวมชุด DMC โซอิจิก็ประดุจองค์ลง เขาดีดกีตาร์ด้วยเทคนิคอลังการและร้องเพลงด้วยเสียงแหบต่ำอย่างร็อคเกอร์ แน่นอนว่าเนื้อเพลงก็ล้วนกล่าวถึงเรื่องเย้ยศีลธรรมทั้งมวล ทั้งฆ่า ข่มขืน อาชญากรรม จนถึงขนาดมีคนร่ำลือว่าหากครอยเซอร์ที่ 2 ไม่ได้มาเป็นนักดนตรี เขาคงเป็นฆาตกรต่อเนื่องไปแล้ว...ขนาดนั้น

โซอิจิเองกังวลกับบุคลิกสุดขั้วของเขามากเพราะแท้จริงเขาเป็นหนุ่มน้อยขี้อายและสุภาพ แท้จริงเขาอยากเป็นครูโรงเรียนอนุบาลและแต่งเพลงรักที่คนฟังรู้สึกซาบซ่านหัวใจจนแก้มระเรื่อเป็นสีชมพู แต่สุดท้ายเขากลับ "อิน" ทุกครั้งที่สวมบทบาทเป็นครอยเซอร์ ที่สำคัญคือเขามีแฟนเพลงที่ยอมตายเพื่อครอยเซอร์จำนวนมาก ในระหว่างที่โซอิจิตัวจริงๆ ไปยืนดีดกีตาร์ร้องเพลงรักอยู่ริมถนน ไม่มีใครสักคนที่ฟังเขา

การ์ตูนเรื่องนี้ออกมา 5 เล่มในญี่ปุ่นแล้วค่ะ ส่วนในไทยไม่มั่นใจว่ามีบ้างหรือยัง ต้องคิดหนักก่อนจัดทำเลยค่ะเพราะเนื้อหาไม่เหมาะกับเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีเอาเสียเลย ต้องใช้วิจารณญาณขณะอ่านมากๆ เพราะหลายเรื่องเป็นตลกร้ายที่เสียดสีความบ้าคลั่งของมนุษย์ได้อย่างโดนใจ แต่ก็มีแง่คิดที่ดีว่าถึงเราจะต้องทำงานและสวมบทบาทในสิ่งที่เราไม่ได้รักมากนัก สมดุลระหว่างความรับผิดชอบต่องานที่ทำกับเอกลักษณ์ความเป็นตัวเองคือสิ่งสำคัญที่ทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุขในระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับที่โซอิจิไม่เคยทอดทิ้งเพลงรัก เขายังคงแต่งเพลงและร้องริมถนนแบบศิลปินข้างทางเช่นเดิมแม้ว่าจะเป็นศิลปินเฮวี่เมทัลขายดีก็ตาม การ "ไม่ทิ้งความฝันแต่ก็ไม่ปฏิเสธความเป็นจริง" คือบุคลิกที่ทำให้โซอิจิกลายเป็นฮีโร่ของนักอ่านค่ะ

ความโด่งดังของ DMC ฉบับหนังสือการ์ตูนทำให้ DMC ได้รับการจัดทำเป็นแอนิเมชั่นหรือหนังการ์ตูนจำหน่ายแบบ OVA คือไม่ฉายโทรทัศน์แต่ขายเป็น DVD น่ะค่ะ ความน่าทึ่งของแอนิเมชั่น DMC จะขอยกไปกล่าวในตอนถัดไปนะคะ ถือเป็นการปฏิวัติวงการแอนิเมชั่นญี่ปุ่นอีกขั้นหนึ่งก็ว่าได้ค่ะ และอาจจะเป็นคำตอบของผู้ที่ข้องใจว่าทำไมหนังสือการ์ตูนบางเรื่องจึงถูกจัดเป็นสื่อที่ยิ่งใหญ่เทียบเท่าวรรณกรรมและกำลังทิ้งห่างแอนิเมชั่นไปไกลจนแทบไม่รู้ตัว

ล่าสุด DMC ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฉายโรงแล้วค่ะ รายงานจาก Box office ในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปลายเดือนสิงหาคม ปรากฏว่า DMC ขึ้นชาร์ทหนังทำเงินอันดับ 2 รองจากปูเนียว (Ponyo on the Cliff by the Sea) แอนิเมชั่นของฮายาโอะ มิยาซากิผู้เคยสอยออสการ์มาแล้ว โดยผู้แสดงนำคือ "มัตสึยามะ เคนอิจิ" ซึ่งเคยผ่านตาจากบท "L" ใน Deah Noth และบท "ชิน" ใน Nana มาแล้วค่ะ แต่สัปดาห์ถัดมาก็โดน 20th Century Boy ภาพยนตร์ไตรภาคที่สร้างจากการ์ตูนของ อ.อุรุซาวะ นาโอกิ ปัดหล่นไปที่อันดับ 3 เสียแทน อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตว่าภาพยนตร์ทำเงินในญี่ปุ่นหลายเรื่องในช่วงหลังๆ สร้างจากการ์ตูนไม่ก็เป็นการ์ตูนเสียเอง

เหตุการณ์การ์ตูนครองเมืองเช่นนี้พิสูจน์ได้อย่างดีว่าเยาวชนที่เติบโตขึ้นในยุคก่อร่างสร้างตัวของการ์ตูนญี่ปุ่น บัดนี้ได้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ทรงคุณค่าในสังคมเหนือกว่าที่คาดไว้ไปแล้ว

วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11152 มติชนรายวัน

13 กันยายน 2551

Legend of the Galactic Heroes มหากาพย์แห่งจักรวาล [3]

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

เล่ามา 2 ตอนติดกันแบบนี้ เชื่อว่าหลายท่านคงงงกันแน่เลยว่าทำไมเอาการ์ตูนเก่าเก็บที่จบไปแล้วมาพูดถึงเสียยาว แม้ความนิยมเรื่องนี้จะลดลงไปนิดหนึ่งหลังจบ Gaiden 2 เมื่อปี 2000 นิดเดียวจริงๆ ค่ะเนื่องจากคนที่สามารถติดตามมหากาพย์สุดเครียดและพล็อตซับซ้อนเช่นนี้ได้ต้องเป็นแฟนพันธุ์แท้กันจริงๆ ซึ่งรักแล้วไม่มีการเปลี่ยนใจ แต่ความที่เด็กดูลำบากหน่อยจึงมีแต่กลุ่มแฟนที่อายุเกินวัยรุ่นเป็นหลัก แม้ปัจจุบันไม่ค่อยมีแฟนใหม่ๆ เพิ่มเติมเพราะเรื่องจบไปนานแล้ว แต่เหตุการณ์ปลุกผี LoGH ในปี 2008 ก็ทำให้ความนิยมเรื่องนี้กลับมาคึกคักอีกครั้งค่ะ

อย่างแรกคือมีการนำแอนิเมชั่นทั้งหมดมาจำหน่ายเป็น "DVD Box 1-4" ราคากล่องละ 3,990 เยน สำหรับกล่องแรก และกล่องละ 5,565 เยน สำหรับสามกล่องที่เหลือ รวมแล้วก็ประมาณ 6,300 บาทค่ะ แต่หากยังไม่สะใจแฟนพันธุ์แท้ซึ่งตอนนี้ก็อายุ 25-50 ปี มีงานทำรายได้สูงปรี๊ด ทางบริษัทมีจำหน่าย "Legend Box" ฉลองครบรอบ 20 ปีของแอนิเมชั่นเรื่องนี้ซึ่งก็คือปี 2008 นั่นเองค่ะ

Legend Box ประกอบด้วย DVD ทั้ง 165 ตอนจัดเรียงในกล่องอะลูมิเนียมสวยงามพร้อมไก๊ด์บุ๊ก นอกจากนั้นภายในชุดยังประกอบด้วยของที่ระลึกอื่นๆ เช่น เหรียญเงินประทับตราสัญลักษณ์ของทั้งสองจักรวรรดิเก็บในกล่องสวยหรูอย่างดี เหรียญหนึ่งเป็นเงิน 20 มาร์คของฝ่าย Empire ส่วนอีกเหรียญคือ 10 ดินาร์ของฝ่าย Alliance แน่นอนว่าสามารถใช้ได้จริงในการ์ตูน (ถ้าหลุดเข้าไปได้) และยังมี Dog Tag พร้อมซีเรียลนัมเบอร์ด้วยค่ะ ยังไม่หมดนะคะ มี memorial disk ซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์พิเศษจากผู้ประพันธ์และนักพากย์ มีสมุดภาพฉบับพิมพ์ใหม่เพื่อสะสมโดยเฉพาะด้วยค่ะ แถมด้วยรายละเอียดช่วงเวลาในเรื่องกับสมุดเล่มจิ๋วรวมภาพตัวละครทั้ง 108 คนอีกต่างหาก เหล่าแฟนที่น้ำลายหกสามารถสั่งซื้อได้ ราคาขำๆ แค่ 262,500 เยนเท่านั้นเอง (ประมาณ 80,000 บาท) ฮ่าๆๆๆ ขำได้อย่างเดียว ซื้อไม่ไหวค่ะ
หากอยากหลุดไปอยู่ในโลกของ LoGH และร่วมสู้รบกับไรน์ฮาร์ดหรือยังล่ะก็ ทางบริษัทเขาปล่อยเกมคอมพิวเตอร์ (PC game) ออกมาด้วยค่ะ! รายละเอียดเชิญได้ที่ http://gineiden-game.jp/ โอ้...ภาษาญี่ปุ่น อ่านไม่ออกแต่เพลงเราะ ไตเติลอลังการน่าดู เกมนี้สามารถเล่นผ่านระบบ Window - LIVE ได้นะคะ พูดง่ายๆ คือเป็นเกมออนไลน์นั่นเอง เราสามารถเลือกเล่นข้างไหนก็ได้ตามใจเรา รักชอบไรน์ฮาร์ดหรือยังก็เลือกข้างตามอัธยาศัย ใช้ภาพจากแอนิเมชั่นซะด้วย คลาสสิคมากๆ ราคาสำหรับชุดเกมธรรมดาคือ 9,240 เยนค่ะ แต่ถ้าใส่กล่องพิเศษก็ 11,340 เยน รู้สึกว่าจะเปิดจำหน่าย 16 ตุลาคมปีนี้โดยค่าย Bandai เก็บเงินรอก่อนนะคะ วันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ถ้าใครได้ดูช่อง Animax ตอนสามทุ่มญี่ปุ่น (ประมาณหนึ่งทุ่มไทย) คงจะได้เห็นเขาเอาฉากแอนิเมชั่นในเกมนี้มาฉายให้ชมกันค่ะ

แต่ถ้าเป็นคนรักกระดาษและการนอนอ่านสงบๆ ที่บ้าน LoGH ฉบับหนังสือการ์ตูนได้ถูกนำกลับมาพิมพ์ใหม่แล้วค่ะ ตีพิมพ์ในปี 2007 เป็นฉบับ A5 (ครึ่งหนึ่งของ A4) ซึ่งทางญี่ปุ่นนิยมตีพิมพ์ขนาดพิสดารแบบนี้เฉพาะการ์ตูนเพื่อการสะสมหรือโดจินชิที่เหล่านักเขียนพิมพ์จำหน่ายกันเองโดยไม่ผ่านโรงพิมพ์ใหญ่ๆ ค่ะ นอกจากนั้นยังมีภาพ portrait จากเรื่องนี้ขายด้วย ราคา 580 เยนเท่านั้นเอง เป็นขนาด B6 หาซื้อมาแปะฝาบ้านได้นะคะ

สรุปง่ายๆ ว่าสาเหตุที่ LoGH กลับมาดังระเบิดในปีนี้เพราะครบรอบ 20 ปีการจำหน่ายแอนิเมชั่นครั้งแรกนั่นเอง จะว่าไปก็ครบ 20 ปีทานากะ โยชิกิ ผู้ประพันธ์เรื่องนี้ได้รับรางวัล Seiun จากเรื่องนี้สำหรับนวนิยายไซไฟยอดเยี่ยมด้วยเช่นกัน ข้อมูลเพิ่มเติมเชิญได้ที่ http://www.ginei.jp ภาษาญี่ปุ่นค่ะ ถ้าไม่ชำนาญสามารถใช้โปรแกรมแปลภาษาช่วยได้นะคะ

วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11145 มติชนรายวัน

09 กันยายน 2551

Legend of the Galactic Heroes มหากาพย์แห่งจักรวาล [2]

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

กลับมาอีกครั้งค่ะ ยังไม่จบกับการตามหาข้อมูลการ์ตูนมหากาพย์ไซไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น อาจเรียกได้ว่าเป็นสามก๊กอวกาศสำหรับวงการแอนิเมชันก็ไม่ผิด สืบเนื่องจากครั้งก่อนเล่าให้ฟังถึงภาคปกติของ Legend of the Galactic Heroes (LoGH) ซึ่งฟาดไป 110 ตอน แค่เห็นจำนวนก็หนาวแล้ว แต่แท้ที่จริงยังไม่หมดแค่นี่ค่ะ! (มีอีกเรอะ) จะขอกล่าวถึงรายละเอียดของฉบับแอนิเมชั่นนะคะ

ใน 110 ตอนนี้เป็นแอนิเมชั่นฉบับดั้งเดิมตอนละ 25 นาที จำหน่ายครั้งแรกในรูปแบบโฮมวิดีโอซึ่งเป็นตลับวิดีโอระบบ VHS ปัจจุบันนี้หาแทบไม่ได้แล้ว แต่การ์ตูนที่ไม่ได้ฉายทางโทรทัศน์เช่นนี้ ปัจจุบันเรียก Original Animated Video หรือ OAV ค่ะ OAV ของเรื่องนี้ออกมาในปี 1988 (20 ปีก่อน) และจบในประมาณ 8 ปีต่อมา ถ้าใครจำได้ ยุคนั้นเป็นยุควิดีโอบูมและเป็นยุคที่แอนิเมชั่นดีๆ ออกมามากมายเนื่องจากไม่จำเป็นต้องผลิตและรอขายโฆษณาทางโทรทัศน์แบบยุคก่อนหน้านั้นอีกแล้ว แต่ยุค VHS ก็สิ้นสุดลงเนื่องจากการมาถึงของเคเบิลทีวี ก่อนจะกลับมาฮิตอีกครั้งเพราะมีการผลิตเป็น VCD และ DVD ซึ่งราคาพอรับได้ในปัจจุบัน

ถึงแม้ตอนหลักจะยาวจนน่ากลัว LoGH ก็มีตอนสั้นๆ ประมาณ 1-1.5 ชั่วโมง ทั้งแบบ movie และ OAV ออกมาหลายตอนเลยค่ะ แถมยังมี side story เรียกว่า Gaiden ซึ่งเป็นเนื้อเรื่องจากนวนิยาย 8 เล่มนอกเหนือจากเรื่องหลักออกมาอีก 2 เรื่อง เรียกว่าแฟนๆ ดูกันไม่มีวันจบ รายชื่อตอนที่นอกเหนือจาก 110 ตอนได้แก่

Legend of Galactic Heroes: My Conquest is the Sea of Stars เป็น Movie ฉายในปี 1988 ตอนต้นปี ความสำเร็จของแอนิเมชั่นชิมลางนี้น่าจะทำให้ทีมงานมั่นใจที่จะสร้างทั้ง 110 ตอนและจำหน่ายในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ตอนนี้เป็นการเล่าอารัมภบท LoGH แบบย่อๆ ในเวลา 60 นาทีซึ่งมีเนื้อเรื่องหลักที่การพบกันครั้งแรกในสนามรบระหว่างไรน์ฮาร์ดกับยัง สองหนุ่มตัวเอกของเรื่อง ความโดดเด่นอยู่ที่คาแร็กเตอร์ทรงเสน่ห์และจุดยืนพร้อมทั้งปมในใจของทั้งสองคน

Legend of Galactic Heroes: Golden Wings จำหน่ายในรูปแบบ OVA เมื่อปี 1992 คือ 4 ปีหลังออกจำหน่ายครั้งแรก ความยาว 60 นาที ว่าด้วยเรื่องวัยเด็กของไรน์ฮาร์ด ฟอน มิวเซล ลูกชายของครอบครัวขุนนางตกยากที่มีพ่อไม่เอาไหน ส่วนแม่ของเขาเสียชีวิตไปแล้วเนื่องจากโดนรถของขุนนางชน นี่เป็นเหตุให้ไรน์ฮาร์ดเกลียดชนชั้นขุนนางมาก อยู่มาวันหนึ่ง อันเนโรเซ่พี่สาวของไรน์ฮาร์ดเกิดเข้าตาจักรพรรดิเข้าจึงถูกพาตัวไปเป็นสนม ไรน์ฮาร์ดโกรธพ่อของเขามากและเชื่อมาตลอดว่าพ่อขายพี่สาวให้จักรพรรดิ กลายเป็นว่าชนชั้นขุนนางพรากคนสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาไปถึงสองคน สิ่งเดียวที่เขาคิดว่าจะทำได้เพื่อทวงพี่สาวคืนมาคือเข้าเรียนในโรงเรียนทหารร่วมกับเพื่อนในวัยเด็กของเขา "ซิกฟรีด" ซึ่งภายหลังกลายมาเป็นนายทหารคนสนิทของเขานั่นเอง ไรน์ฮาร์ดหวังว่าเขาจะสามารถไต่เต้าขึ้นไปให้ยิ่งใหญ่กว่าจักรพรรดิเพื่อให้พี่สาวกลับมาอยู่กับตนในท้ายที่สุด แอนิเมชั่นตอนนี้ลายเส้นต่างจากตอนอื่นมากเพราะใช้ลายเส้นจากหนังสือการ์ตูนค่ะ เนื้อเรื่องก็ล้อตามที่ปรากฏในหนังสือการ์ตูนด้วยเช่นกัน เนื่องจากฉบับการ์ตูนมีความเป็นดราม่าอยู่มาก ดังนั้น ตอนนี้จึงเป็นตอนที่ซาบซึ้งที่สุดสำหรับคนชอบบทซึ้งแน่นอนค่ะ

Legend of Galactic Heroes: Overture to a New War เป็น Movie ฉายในปี 1993 ความยาว 90 นาที เป็นการเล่าใหม่ในช่วง 2 ตอนแรกของเรื่อง แต่เพิ่มเติมปูมหลังในอดีตของยัง เวนลีอีกนิดหน่อยสำหรับแฟนคลับของเขาโดยเฉพาะ เนื้อหาซ้อนทับกับ My Conquest is the Sea of Stars OAV เรื่องแรกสุดเลยค่ะ เหมือนกันเปี๊ยบๆ ก็ไม่ผิด แต่มีการขยายความให้ละเอียดขึ้น งานภาพผ่านไป 5 ปีสวยและสบายตาขึ้นค่ะ แต่ดูทั้งสองตอนก็ไม่ผิดเพราะให้อารมณ์โบราณที่ต่างกันนิดหน่อย

Legend of Galactic Heroes Side Stories (ซีซั่น 1) บางทีก็เรียก Gaiden 1 หรือ A Hundred Billion Stars, A Hundred Billion Lights ค่ะ จำหน่ายในรูปแบบ OAV จำนวน 24 ตอนในปี 1998-1999 ช่วงแรกของซีซั่นเป็นการขยายความเรื่องราวในอดีตของไรน์ฮาร์ดกับซิกฟรีดช่วงเวลาก่อนจะเกิด 110 ตอน เป็นเรื่องของการเดินทางไปยังดาวเคราะห์น้ำแข็งและความเจ็บปวดที่ถูกทรยศ ผสมกับการต่อสู้อื่นๆ ตามประสาการ์ตูนสงครามค่ะ

Legend of Galactic Heroes Side Stories (ซีซั่น 2) บางที่เรียก Gaiden 2 หรือ Spiral Labyrinth จำหน่ายเป็น OVA จำนวน 28 ตอนในปี 1999-2000 เล่าเรื่องอดีตของยัง เวนลีบ้าง เป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับ Gaiden 1 คือก่อน 110 ตอนนั่นเอง เรื่องนี้คือช่วงที่ยังเป็นวีรบุรุษแห่ง El Facile ส่วนไรน์ฮาร์ดก็ได้รับมอบหมายภารกิจแรกไปที่ Iserlohn แบบเดียวกับใน Gaiden 1 ยังมีเรื่องตามหลังจากนั้นอีกแต่คล้ายกับว่าจะเล่าไปทางไรน์ฮาร์ดมากกว่าหน่อย

ไว้งวดหน้ามาเล่าต่อถึงความยิ่งใหญ่ของเรื่องนี้ค่ะ

วันที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11138 มติชนรายวัน

30 สิงหาคม 2551

Legend of the Galactic Heroes มหากาพย์แห่งจักรวาล [1]

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ขณะนี้ผู้เขียนมาเรียนต่ออยู่ต่างบ้านต่างเมืองค่ะ ดังนั้น แม้จะสามารถสั่งหนังสือการ์ตูนและให้ส่งมาถึงลอนดอนได้ แต่ก็คงใช้ระยะเวลาพอสมควรโดยเฉพาะช่วงแรกซึ่งได้แต่นั่งเหงาอ่านการ์ตูนเล่มเก่าไปเรื่อยๆ วิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดความเบื่อคือ "ดูซีรีส์" หรือหนังชุดขนาดยาวค่ะ และการ์ตูนชุดยาวที่พอจะนึกออกในเวลานี้ก็คือ "Legend of the Galactic Heroes" ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นแอนิเมชั่น (ภาพยนตร์การ์ตูน) มหากาพย์การสู้รบในอวกาศที่ดีที่สุดตลอดกาลค่ะ

Legend of the Galactic Heroes (LoGH) เป็นแอนิเมชั่นที่สร้างขึ้นจากนวนิยายชื่อเดียวกันนี้ ประพันธ์โดยทานากะ โยชิกิ (ผู้ประพันธ์เรื่อง Arslan นวนิยายแฟนตาซีสุดคลาสสิคอีกเรื่อง) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1982 (26 ปีก่อน) จำนวน 18 เล่ม เป็นเรื่องหลัก 10 เล่มกับ side story อีก 8 เล่ม และในปี 1988 ซึ่งเป็นปีแรกที่แอนิเมชั่นออกจำหน่าย ฉบับนวนิยายก็ได้รับรางวัล Seiun ซึ่งเป็นรางวันที่มอบให้นวนิยายแนวไซไฟยอดเยี่ยมประจำปีของญี่ปุ่น

แม้สเกลเนื้อเรื่องจะกว้างมากเนื่องจากเป็นการสู้รบในจักรวาลระหว่างสองจักรวรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งทางช้างเผือก แต่ปมทั้งหมดเกิดขึ้นรอบตัวฮีโร่สองคนเท่านั้น คนหนึ่งคือ "ไรน์ฮาร์ด ฟอน เลินแกรม" นายพลแห่งจักรวรรดิกาแลกซี (Galactic Empire) ซึ่งปกครองโดยระบบกษัตริย์ที่ดูคล้ายปรัสเซียในศตวรรษที่ 19 เขาได้รับสมญานามว่า "หนุ่มผมทอง" เพราะเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่ใครๆ ก็นินทาว่าเขาได้เป็นนายพลเพราะเป็นน้องชายของสนมไกเซอร์แห่งจักรวรรดิ อีกฝั่งหนึ่งคือ "ยัง เวนลี" เสนาธิการทหารอัจฉริยะแห่งฝ่ายปลดแอก (Free Planets Alliance) ซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เป็นคนที่ทำตัวติดดินเสมอและยืดหยุ่นกับชีวิตมากกว่าไรน์ฮาร์ด

ความเคลื่อนไหวในเรื่องทั้งหมดจะมีศูนย์กลางที่สองคนนี้เป็นหลัก อาจเรียกได้ว่า LoGH ให้อารมณ์เหมือนดูสามก๊กอย่างไรอย่างนั้น เพราะนอกจากตัวละครที่โดดเด่นขึ้นมาในแต่ละช่วงมีบุคลิกชวนซาบซึ้งจนเราแทบอยากตั้งแฟนคลับ การสู้รบที่ใช้ทั้งไหวพริบในสนามรบและการเอาตัวรอดจากแรงกดดันทางการเมืองล้วนทำให้ LoGH ดูสมจริงกว่าแอนิเมชั่นแนวไซไฟของญี่ปุ่นในสายตาของชาวโลกทั่วไปซึ่งมักจะระลึกถึงหุ่นรบหรือนักบินฝีมือเทพ ไม่แปลกใจเลยที่เรื่องนี้จะยาวถึง 110 ตอนค่ะ นี่เฉพาะซีรีส์หลักนะคะ ยังมีฉบับภาพยนตร์และ Original Animation Video (OAV) อื่นๆ ที่ตัดบางช่วงของเนื้อเรื่องมาเล่าอย่างละเอียดให้ฟังอีกค่ะ

ที่จริงเวอร์ชั่นแรกที่ได้รู้จักเรื่องนี้คือเวอร์ชัน "Manga" หรือหนังสือการ์ตูนซึ่งวาดโดย "มิจิฮาระ คัทสึมิ" มีพิมพ์เป็นภาษาไทยนานมากแล้วอยู่ 3 เล่ม (คือภาคหลักเล่ม 1-2 และ Golden Wings) แต่ที่ญี่ปุ่นมี 11 เล่ม + 1 Golden Wings ค่ะ ฉบับหนังสือการ์ตูนนี้ได้รับการยอมรับว่าเล่าปูมหลังได้รายละเอียดใกล้เคียงกับฉบับนวนิยายมากกว่าในแอนิเมชั่นเสียอีกเนื่องจากใส่แนวคิดและบุคลิกของแต่ละคนได้ไม่อั้นโดยไม่คิดมากเรื่องฉากสู้รบ อาจเป็นเพราะ อ.มิจิฮาระผู้วาดไม่ได้เขียนเมคานิกหรือบรรดารูปยานรบเองค่ะ ดราม่าจึงโดดเด่นกว่าไซไฟ จำได้ว่าตอนอ่านเรื่องนี้ (น่าจะเป็นสิบปีมาแล้ว) ยังคิดอยู่ในใจว่าทำไมวางปมได้ซับซ้อนและคลี่ลายได้สนุกขนาดนี้ ตอนนั้นเชื่อว่าต้องมีเนื้อเรื่องที่ยิ่งใหญ่อยู่อีกแน่ ซึ่งกว่าจะรู้ว่าแท้จริง LoGH เป็นนวนิยายและแอนิเมชั่นระดับตำนานก็ผ่านไปนานมากแล้ว เหมือนรักแรกที่กลับมาพบกันอีกครั้งยามแก่เลยค่ะ ฮ่าๆๆ

แต่ครั้นจะเริ่มดูตั้งแต่ตอนที่ 1 ถึง 110 แค่เห็นจำนวนตอนก็ไม่กล้าแตะเสียแล้ว สำหรับผู้เริ่มต้นแนะนำให้ดูฉบับสั้นๆ ก่อนค่ะ เช่น My Conquest is the Sea of Stars (movie) ยาว 60 นาที ฉายเมื่อปี 1988 เป็นบทนำเกริ่นให้ฟังก่อนจะเริ่มดูทั้ง 110 ตอน โดยเล่าถึงการพบกันครั้งแรกกลางสนามรบของไรน์ฮาร์ดกับยังซึ่งขณะนั้นยังเป็นนายทหารชั้นผู้น้อยอยู่ แสดงให้เห็นบุคลิกและแนวคิดของทั้งสองคนได้เป็นอย่างดี อีกตอนคือ Overture to a New War (movie) ยาว 90 นาที ฉายเมื่อปี 1993 นำสองตอนแรกมาเรียบเรียงและเล่าใหม่อีกครั้งโดยมีรายละเอียดปูมหลังของยัง เวนลีเพิ่มขึ้นอีกหน่อย

ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia, Anime Nfo, และ LoGH Info Center นะคะ งวดหน้าเดี๋ยวลองมาดูว่าเรื่องนี้มีกี่ตอนกันแน่ค่ะ เยอะจนชักกังวลว่าจะหาได้ครบทุกตอนไหมเนี่ย

วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11131 มติชนรายวัน

24 สิงหาคม 2551

รักอุ่นๆ บนรถเมล์สีชมพู

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

จำได้ว่าสมัยเรียนชั้น ม.5 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งตั้งอยู่กลางเมือง ความที่ขยันขันแข็งอยากเอ็นทรานซ์ได้คณะที่ต้องการก็เลยต้องอดทนเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนจนถึงเกือบหกโมงเย็น หลังจากนั้นก็นั่งรถเมล์กลับบ้าน ถึงบ้านก็ปาไปเกือบสองทุ่ม เหนื่อยค่ะแต่รู้สึกสนุกที่ได้มองผ่านหน้าต่างรถเมล์และดูคนเดินไปเดินมาริมทาง บางทีก็มองเพื่อนร่วมทางบนรถว่าเขาทำอะไรกันบ้าง บางวันก็เจอคนดีๆ ช่วยถือกระเป๋าให้ บางวันก็หวาดเสียวเวลามีผู้ชายท่าทางเมาๆ ขึ้นมาบนรถ เป็นช่วงเวลาที่สนุกกับรถเมล์ก่อนจะห่างไปอีกเป็นสิบปี

วันนี้มาเรียนอยู่ต่างประเทศเลยต้องกลับมาใช้รถสาธารณะอีกครั้ง แต่ใช้รถไฟใต้ดินเป็นหลักนะคะ ไม่ค่อยสนุกหรอกค่ะที่ต้องอยู่บนรถไฟร้อนๆ แล้วออกมาเจออากาศหนาวๆ ข้างนอก แต่ถ้าจำเป็นต้องขึ้นไปเรียนทุกวัน การมองหาสิ่งดีๆ บนรถไฟน่าจะทำให้ชีวิตมีความสุขกว่านั่งเซ็ง ซึ่ง "รักหลากสีกับรถเมล์สายรัก" ช่วยให้สายตามองหาเรื่องเล็กๆ ชวนให้หัวใจกระชุ่มกระชวยได้ดีขึ้นค่ะ

"ชิโฮะ" เด็กสาววัยมัธยมเพิ่งย้ายจากโตเกียวมาเรียนในต่างจังหวัด ทั้งที่เธอเมารถแต่ก็จำเป็นต้องขึ้นรถเมล์ไปเรียน ดังนั้น เธอจึงรู้สึกเบื่อทุกครั้งที่ต้องขึ้นรถแล้วนั่งพะอืดพะอมไปเรื่อย แต่สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เธอลืมอาการคลื่นไส้ไปได้คือเด็กหนุ่มต่างโรงเรียนที่ขี่จักรยานไปเรียนในเวลาเดียวกับที่เธอขึ้นรถ ชิโฮะแอบมองเขาทุกวันและคิดว่าเป็นสิ่งดีๆ ตอนเริ่มต้นวันใหม่ที่ทำให้หัวใจของเธอเป็นสีชมพู

โชคช่วยเมื่อวันหนึ่งรถเมล์เบรกกะทันหันจนชิโฮะหัวกระแทกกระจก เด็กหนุ่มขี่จักรยานเจ้าเก่าจึงหยุดและหันมามองรถเมล์ เขาสบตาเข้ากับชิโฮะและแอบขำในความเปิ่นเป๋อของเธอ นั่นคือครั้งแรกที่ได้ทำความรู้จักกันอย่างไม่เป็นทางการ

ในวันฝนตก รถเมล์แน่นมากกว่าทุกวันจนชิโฮะอดนั่งริมหน้าต่างเพื่อส่องหนุ่มน้อยเหมือนเคย โชคร้ายกลับกลายเป็นโชคดีเพราะหนุ่มจักรยานก็ขึ้นรถเมล์มาด้วย เกือบจะได้ทำความรู้จักอยู่แล้วเชียว วิญญาณละครไทยเข้าสิงคนเขียนแน่ๆ ค่ะ เพราะเพื่อนหนุ่มน้อยจักรยานเรียกให้ไปนั่งด้วยกัน ระหว่างคุยเพื่อนก็ชวนให้นินทาคนเสียนี่ แล้วก็ไปนินทาว่าหนุ่มจักรยาน "มัตซึน" ไม่ชอบผู้หญิงที่พูดสำเนียงโตเกียวเนื่องจากเคยไปทัศนศึกษาที่โตเกียวแล้วโดนดูถูกว่าเขาพูดสำเนียงบ้านนอก

ชิโฮะก็ดันได้ยินเสียงนินทาเสียด้วยค่ะ! แล้วมัตซึนค่อยมาทราบทีหลังว่าชิโฮะก็เพิ่งมาจากโตเกียวเสียด้วย อกหักทั้งที่ยังไม่ทันจีบอย่างนี้ต้องเรียกแห้วค่ะ น้ำเน่ามาก แต่ชอบจังเลยค่ะ

สุดท้ายก็ตามสไตล์การ์ตูนโรแมนซ์ทั่วไป มัตซึนตามมาขอโทษและปรับความเข้าใจ กลายเป็นความรักและคบกันเป็นแฟนในที่สุด

เป็นเรื่องที่ธรรมดาและพล็อตเก่าแก่มากใช่ไหมคะ แต่การอ่านหนังสือหรือการ์ตูนที่เล่าเรื่องราวที่เราคุ้นเคยหรือรู้สึกอ่านแล้วเป็นสุขก็มีประโยชน์ในแง่เป็นงานอดิเรกเพื่อการผ่อนคลาย ไม่ว่าจะอ่านกี่รอบก็รู้สึกสบายใจได้ เหมาะกับการอ่านตอนเครียดๆ หรือชีวิตห่อเหี่ยวเป็นที่สุดค่ะ

ในเล่มนี้ยังมีความรักกุ๊กกิ๊กที่เกี่ยวข้องกับรถเมล์อีกหลายเรื่องนะคะ อ่านแล้วก็รู้สึกว่าชีวิตน่าเบื่อในรถไฟใต้ดินก็ไม่ได้แย่เสียทีเดียวนัก ได้เห็นคนหลากหลายเชื้อชาติแต่งกลายแปลกตาขึ้นรถมาด้วยอารมณ์ต่างๆ แล้วก็สนุกค่ะ แถมก่อนไปเรียนหนังสือต้องเดินข้ามลอนดอนบริดจ์ไปขึ้นรถไฟด้วย อากาศยามเช้ากับสะพานสวยๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ลอนดอนบริดจ์คือวิวร้อยล้านที่นักท่องเที่ยวหลายคนฝันจะมาเห็น แต่เราได้เห็นทุกวัน! ถ้าไม่เรียกว่าโชคดีก็ไม่ทราบจะเรียกอะไรแล้วค่ะ

การมองหาความสุขเล็กๆ ในที่ทำงานหรือสถานที่เรียนถือเป็นหนึ่งในข้อปฏิบัติของการใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขนะคะ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนมุมมองก็ทำให้โลกแห่งความเป็นจริงกลายเป็น "โลกแห่งความเป็นจริงที่สวยงาม" ได้แล้ว

วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11124 มติชนรายวัน

ซามูไรซูเปอร์กุ๊ก" กองทัพเดินด้วยท้องและของอร่อย

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ก่อนที่จะมาเรียนต่อต่างประเทศ รุ่นพี่ที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศก็พูดติดตลกเกี่ยวกับอาหารการกินในต่างแดนว่า "ข้อดีของการที่เราไปอยู่เมืองนอกนานๆ คือเราจะรักเมืองไทยมากขึ้น รักอาหารไทยและมีความสุขเวลากินข้าวสวยร้อนๆ จนแทบไม่อยากกินอาหารของชาติอื่นเลย" พูดเสร็จรุ่นพี่ก็ยิ้มแป้นนั่งดูเรากินขนมปังต่อ

บางทีความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทยก็ทำให้เราลืมไปว่าแค่ข้าวร้อนๆ ก็อร่อยอย่างคาดไม่ถึงได้นะคะ ยิ่งถ้ามีกับข้าวอร่อยๆ มาเคียงก็เหมือนขึ้นสวรรค์

ความรู้สึกซาบซึ้งกับอาหารพื้นๆ ที่ไม่ได้หรูหราเกิดขึ้นเมื่อได้อ่าน "ซามูไรซูเปอร์กุ๊ก" ค่ะ ว่าด้วยทหารเดินเท้าซึ่งเป็นทหารที่มีคุณค่าน้อยที่สุดในกองทัพนายหนึ่งซึ่งไม่เก่งด้านสู้รบเอาเลย แต่เขามีฝีมือในการปรุงอาหารอย่างมาก เขาคือ "ยาฮาจิ" ชายร่างเล็กที่มักจะยิ้มอย่างอารมณ์ดีเมื่อได้ปรุงอาหารใหม่ๆ

ยาฮาจิเกิดในยุคศึกสงครามสมัยที่ยังใช้ธนูเยอะกว่าปืนไฟน่ะค่ะ ในตอนนั้นทุกแห่งประสบปัญหาข้าวยากหมากแพง ชาวไร่ชาวนาอดอยากและล้มป่วยเสียชีวิตมากมาย ทำให้ชายหนุ่มหลายคนจำใจเข้ามาเป็นทหารในกองทัพเพื่อให้มีกินไปวันๆ แต่กองทัพเองก็ใช่ว่าจะอุดมสมบูรณ์ บางทัพของตระกูลที่ผู้นำไม่ได้ร่ำรวยก็อาจให้ทหารได้กินแค่ข้าวตากแห้งชืดๆ กับบ๊วยตากแห้งที่ช่วยเพิ่มรสเค็มปะแล่มเป็นเครื่องเคียงเท่านั้น เนื้อสัตว์แทบจะเป็นอาหารในฝันเสียมากกว่าเพราะต้องล่าเอาตามป่าเขา ดังนั้น ทหารหลายคนในกองทัพจึงสุขภาพทรุดโทรมจากการได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน

คนที่เห็นปัญหานี้และตัดสินใจนำความรู้ที่มีออกมาใช้ปรุงอาหารให้เพื่อนทหารด้วยกันคือยาฮาจินี่ล่ะค่ะ เขายอมทำสิ่งที่เสียศักดิ์ศรีนักรบอย่างการไปหยิบเอาอาหารแห้งในตัวทหารที่เสียชีวิตแล้วมาปรุง หรือการจุดไฟหุงต้มอาหารทั้งที่กลางสนามรบเขาห้ามจุดไฟ นิสัยบ้าบิ่นของยาฮาจิก็ทำให้เขาเกือบต้องหัวกุดเมื่อแม่ทัพทราบเรื่องและโกรธมาก ยาฮาจิได้รับโอกาสให้ทำอาหารมอบให้แม่ทัพขี้โมโหและโชคดีที่เขาทำอร่อยจึงได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าครัวในที่สุด เรียกว่าเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในชีวิตเขาเลยค่ะ

เสน่ห์ของการ์ตูนเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ความมุ่งมั่นของยาฮาจิเพียงอย่างเดียว แต่ผู้ประพันธ์เรื่องนี้บรรยายไว้ละเอียดยิบว่าอาหารจานนั้นมีส่วนประกอบอะไรที่เป็นประโยชน์บ้าง ที่น่าประทับใจจนอยากกินคงเป็นข้าวต้ม 5 สีค่ะ อาหารชุดนี้ยาฮาจิทำเพื่อมอบให้จูเบ นายของตนที่ล้มป่วยและเจ็บคอจนกินไม่ได้แม้แต่ข้าวต้ม เขาปรุงอาหารขึ้นมา 5 ชนิด ซึ่งต้องกินเรียงลำดับกัน ได้แก่ ซุปใสทำจากขิงและน้ำข้าวช่วยลดอาการเจ็บคอ ต่อที่ตัวเพิ่มความอยากอาหารคือข้าวต้มสีทองจากปลาฮาโมะและเห็ดมัตสึทาเคะเป็นซุปลื่นๆ คล่องคอ (อ่านถึงถ้วยที่สองก็เริ่มรู้สึกว่าน้ำลายสอปากแล้วค่ะ) ถ้วยที่สามคือข้าวต้มสีดำผสมสมุนไพรหลากหลาย มีดักแด้กับตัวอ่อนแมลงบดละเอียดเพิ่มสารอาหาร (คงเพิ่มโปรตีนแน่นอน คนไทยเรานิยมมานาน) ถ้วยที่สี่เป็นข้าวต้มขาวจากข้าวสดซึ่งไม่ใช่ข้าวสารแห้งแบบที่เรากินกันทุกวันนี้ค่ะ เป็นข้าวใหม่ซึ่งยังมีคุณค่าทางอาหารอยู่มาก และถ้วยสุดท้ายคือข้าวต้มผสมเห็ดไมทาเคะและเนื้อสัตว์ เจ้าเห็ดไมทาเคะช่วยรักษาอาการอักเสบได้ดีน่าจะช่วยอาการป่วยได้มาก

อ่านจบห้าถ้วยก็ต้องหยิบทิชชูมาซับน้ำลายสักหน่อยค่ะ ไม่น่าเชื่อว่าแค่ข้าวต้มก็ยังมีวิธีการทำหลากหลายและได้ประโยชน์ต่างๆ กันขนาดนี้ ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกทึ่งในอาหารเหลือเกิน

อ่านเรื่องนี้จบแล้วอยากกินข้าวสวยร้อนๆ ขึ้นมาจับใจเลยค่ะ แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในไทย มองซ้ายมองขวาก็เจอแต่ขนมปัง พาสต้า ข้าวอินเดีย คิดถึงวันสุดท้ายที่ได้กินข้าวหอมมะลิหุงใหม่ๆ เม็ดเรียวๆ แล้วน้ำตาจะร่วงค่ะ ไม่ใช่ไม่มีเงินซื้อข้าวกับหม้อนะคะ แต่ไม่มีฝีมือค่ะ...หุงทีไรไม่ดิบก็แฉะทุกที

สรุปว่า ยาฮาจิให้ข้อคิดกับเราว่าการกินอย่างเป็นสุขอาจไม่ใช่เพราะได้กินอาหารอร่อย แต่เพราะเรากินแล้ว "ระลึกในความอร่อย" ของอาหารมากกว่าค่ะ (เพียงแต่ถ้าอร่อยด้วยก็คงจะดีมาก)

วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11117 มติชนรายวัน

10 สิงหาคม 2551

"โอเดตต์"ความเป็นมนุษย์เริ่มที่หัวใจ

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

จากประสบการณ์ในการพูดคุยอย่างจริงจังกับคนที่ไม่ได้ชอบอ่านการ์ตูน ความเห็นของคนเหล่านี้ต่อคนที่อ่านการ์ตูนมีเป็น 2 แบบค่ะ แบบแรกออกในเชิงบวกสักหน่อย คือ มองว่าคนที่อ่านการ์ตูนน่าจะเป็นคนอารมณ์ดีและไม่ซีเรียสกับชีวิตมาก กับแบบที่สอง คิดว่าคนที่อ่านการ์ตูน (ในระดับสะสมคือเกินกว่าอ่านเอาสนุกทั่วไป) เป็นคนไม่รู้จักโต มีความคิดเป็นเด็ก ไม่ยอมเผชิญหน้ากับความเป็นจริงและหลงใหลในโลกของจินตนาการ

ในฐานะคนอ่านการ์ตูนกลับรู้สึกว่าทั้งสองความเห็นมาจากสายตาของคนที่ไม่ได้อ่านการ์ตูนจริงๆ ด้วยค่ะ ความจริงเป็นอย่างไรไม่สำคัญ แต่สายตาจากคนในสังคมที่มองก็ตัดสินไปแล้วให้คนที่เดินถือการ์ตูนอ่านในไทยกลายเป็นประชากรอีกชนชั้นหนึ่ง ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจนี้น่าจะคล้ายๆ กับที่ "โอเดตต์" หุ่นยนต์แอนดรอยด์สาวรู้สึก

"โยชิซาว่า โอเดตต์" คือหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ ผลิตโดยศาสตราจารย์โยชิซาว่า อัจฉริยะด้านหุ่นยนต์ซึ่งอายุยังน้อยและเฮฮาปาร์ตี้กับการสร้างหุ่นให้ใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด สิ่งที่ยังขาดไปสำหรับโอเดตต์คือ "ความเป็นมนุษย์" หมายถึงความรู้สึกสุขทุกข์สนุกสนาน โอเดตต์จึงอยากเข้าโรงเรียนมัธยมปลายเพื่อหาเพื่อนและเรียนรู้สังคมมนุษย์จากเหล่าเพื่อนสาวของเธอโดยปิดเรื่องที่เธอเป็นหุ่นยนต์แรงช้างไว้เป็นความลับ

ยิ่งได้อยู่ร่วมกับมนุษย์ โอเดตต์ก็ยิ่งรัก "ความเป็นตัวเอง" น้อยลงและอยากจะเหมือนเพื่อนให้มากขึ้น พัฒนาการทางจิตใจขั้นนี้เหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไปเลยค่ะ วัยมัธยมเป็นวัยที่สังคมเพื่อนมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง อย่างน้อยเขาก็ใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนมากกว่าอยู่กับครอบครัวเยอะ การยอมรับจากเพื่อนสำคัญกว่าพ่อแม่ด้วยเหตุผลเดียวกัน และการที่ตัวเองแตกต่างจากคนอื่นถือเป็นเรื่องน่าอับอายมากกว่าภูมิใจ จนกว่าจะค้นหาว่าแท้จริงตัวเขาเองก็มีเอกลักษณ์ คือ มีดีในแบบของตัวเองนั่นล่ะค่ะถึงจะได้เข้าวัยผู้ใหญ่เสียที

โอเดตต์เข้าใจตัวเองอย่างแจ่มแจ้งอย่างรวดเร็วเพียงแค่จบตอนแรกค่ะ เธอขอร้องให้ศาสตราจารย์สร้างความรู้สึก "อร่อย" ให้เธอเมื่อกินอาหารทั้งที่อาหารของเธอเพียงแค่ชาร์ตไฟฟ้าก็เพียงพอแล้ว ขอร้องให้ทำน้ำตาที่ไหลออกมาตอนรู้สึกเสียใจ แน่นอนว่าเธอมีน้ำตาไว้ล้างฝุ่นที่ตาแต่ความรู้สึกเสียใจคืออะไรก็ไม่รู้ และขอร้องให้ลดพละกำลังช้างสิบเชือกของเธอเท่ากับมนุษย์คนอื่นๆ สุดท้ายศาสตราจารย์ก็ใจอ่อนยอมทำให้จนโอเดตต์ใกล้เคียงกับมนุษย์ธรรมดา

แต่กลับมีเหตุการณ์ที่ทำให้เธอนึกเสียใจในการทิ้งเอกลักษณ์ของตัวเองไปค่ะ เธอกับเพื่อนตกลงไปในบ่อน้ำแห้งขอดโดยไม่ได้ตั้งใจ โชคไม่ดีที่เพื่อนสาวมีอาการหอบหืดกำเริบและกำลังจะเสียชีวิต แม้โอเดตต์จะพยายามปีนขึ้นไปจากบ่อก็ทำไม่ได้เพราะเธอไม่ใช่หุ่นยนต์แรงช้างอีกแล้ว เธอเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดาและกำลังจะปล่อยให้เพื่อนตาย

ผู้วาดยังไม่ทำท่อน้ำตาแตกตั้งแต่ต้นเรื่องค่ะ โอเดตต์และสหายรักรอดทั้งคู่ แต่สิ่งที่น่าซาบซึ้งยิ่งกว่าการรอดตายคือโอเดตต์เข้าใจแล้วว่าเธอก็เป็นเธอ มีดีที่ความเป็นตัวเธอเอง ซึ่งแม้จะต่างจากคนอื่นอยู่หลายขุมเพราะเป็นหุ่นยนต์แต่เธอก็มีสิ่งที่มนุษย์ไม่มีมากมาย

เรื่องนี้อ่านได้เรื่อยๆ แต่กลับดึงดูดให้วางมือไม่ลงค่ะ เป็นเรื่องเล่าเรียบง่ายของประชากรอีกชนชั้นหนึ่งซึ่งถูกมองว่าต่างจากมนุษย์ทั่วไปทั้งที่ภายนอกก็เหมือนชาวบ้าน ให้อารมณ์คล้ายนักอ่านการ์ตูนหลายคนที่หากหน้าตาเลยวัยรุ่นไปแล้วแต่หยิบการ์ตูนขึ้นมาอ่านเมื่อไร ก็จะถูกมองว่าเป็นประชากรอีกประเภทหนึ่งและถูกตัดสินว่าเป็นคนอย่างนู้นอย่างนี้ไปทันที การค้นหาความเป็นมนุษย์ของหุ่นยนต์อย่างโอเดตต์จึงอาจเปรียบได้กับการค้นหาความภูมิใจในตัวเองของนักอ่านการ์ตูนด้วยค่ะ วันใดที่ภูมิใจว่าตัวเองชอบอ่านการ์ตูน วันนั้นคือวันที่เริ่มก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่แล้ว

แต่ก็ต้องดูความเหมาะสมด้วยนะคะ! ก่อนที่โอเดตต์จะเผยบรรดาสายไฟและแผงวงจรของตัวเองต่อหน้าเพื่อน เธอขอร้องให้เพื่อนหลับตาเสียก่อนเพราะเธอไม่มีเวลามากพอจะอธิบายที่มาที่ไป เช่นเดียวกับจิตแพทย์ที่ชอบอ่านการ์ตูนคนนี้ แม้จะย่องไปร้านการ์ตูนและซื้ออย่างสง่างามแต่ก็จะไม่นั่งอ่านการ์ตูนตามที่สาธารณะค่ะ

ไม่ได้อยากปิดบังแต่ก็ไม่ได้อยากป่าวประกาศ ความภูมิใจในตัวเองต้องสมดุลกับความเหมาะสมของการเป็นส่วนหนึ่งในสังคมด้วย ซึ่งโอเดตต์นำเสนอการทดลองหาจุดสมดุลนี้ได้อย่างสนุกเลยล่ะค่ะ

จากมติชนรายวันฉบับวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11110

02 สิงหาคม 2551

ฝันอันสูงสุดของนักช็อป

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

"ช็อปปิ้ง" หมายถึงการซื้อของในความคิดของคนทั่วๆ ไป แต่สำหรับบางคน การช็อปปิ้งเป็นมากกว่าแค่ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค แต่มันคือ "พิธีกรรม" ที่ส่งผลทางจิตใจในหลายเรื่อง เช่น ผ่อนคลายความเครียด สนุกสนานเฮฮาเหมือนเที่ยวสวนสนุก หรืออาจจะเป็นเป้าหมายในชีวิตเพื่อกระตุ้นให้อดทนสู้ทำงานอย่างมุ่งมั่นโดยหวังว่าสักวันจะเก็บเงินได้เพียงพอที่จะซื้อของที่หมายปอง ถ้าเห็นคนใกล้ตัวบ้าช็อปปิ้งแล้วรู้สึกหงุดหงิด ลองอ่าน "โตเกียว อลิซ" ดูนะคะ รับรองว่าจะหงุดหงิดน้อยลง (เพราะไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนบ้าช็อปได้ขนาดนี้)

"อาริสุกาวะ ฟู" นางเอกของเรื่องคือเด็กสาวทำงานออฟฟิศธรรมดาที่นับถือการช็อปปิ้งเป็นลัทธิประจำใจ หลายคนอาจใช้ความสงบ ความดี หรือบุคคลที่นับถือเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว แต่สำหรับฟูแล้ว เธอปรารถนาเพียงการช็อปปิ้ง ขอให้ได้ซื้อของเถอะ สิ่งร้ายๆ ก็จะถูกปัดเป่าให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

ปัญหาที่เธอมักจะพบเป็นประจำคือตัวเลขในบิลบัตรเครดิตปลายเดือนค่ะ เพราะทั้งที่คิดว่าจะประหยัดเงินอดมื้อกินมื้อเพื่อสอยกระเป๋าชาแนลรุ่นคัมบอนไลน์ (Cambon line) สีชมพูน่ารักมานอนกอด (เธอคิดจะเอามากอดบนเตียงจริงๆ) แต่พอเผลอเห็นข้าวของที่ลดราคาตามห้างทำตาระยิบระยับแล้วขอไปอยู่ด้วย เธอก็ใจอ่อนซื้อมาจนค่าใช้จ่ายเกือบติดลบทุกเดือน แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ลำบากที่สุดแต่ฟูก็ไม่เคยเข็ด เธอยังคงช็อปต่อไปและมุ่งมั่นฝันถึงคัมบอนไลน์ทุกคืน

ในที่สุดวันที่ต้องการก็มาถึง ฟูชวนเพื่อนสาวไปห้างสรรพสินค้าด้วยกันเพื่อซื้อคัมบอนไลน์ให้ได้ เธอถึงขนาดต้องเอาที่ปิดตามาปิดไว้เพื่อไม่ให้เผลอสบสายตาออดอ้อนจากบรรดาสินค้าที่เรียงรายอยู่ก่อนถึงเคานท์เตอร์กระเป๋าชาแนล (ขนาดนั้นเลยนะ) แม้จะเตรียมการอย่างดี แต่ช่วงลดถล่มราคาของบาร์นนี่ส์ก็ทำให้ฟูและเพื่อนขาดสติ ช็อปกระจายจนสิ้นเนื้อประดาตัวและต้องพลาดหวังจากชาแนลสุดรักอีกครั้งค่ะอ่านแล้วก็ตลกทั้งฟูและเพื่อนของเธอค่ะ ลองคิดเล่นๆ ดูว่าถ้าฟูชอบชาแนลมาก อย่างนี้ไปทำงานเป็นพนักงานขายกระเป๋าชาแนลเลยไม่ดีกว่าเหรอ

คำตอบอยู่ในตอนถัดไปไม่กี่ตอนค่ะ เมื่อฟูบ้าช็อปปิ้งอีกครั้งและซื้อช็อกโกแลตมามากจนกินไปถึงชาติหน้าก็ไม่หมด เธอจึงนำมาจัดเป็นดิสเพลย์แล้วยกให้หัวหน้างานของเธอค่ะ เดาว่าเป็นการถ่ายเทสต๊อคสำหรับนักช็อปเพื่อเตรียมพื้นที่ให้ซื้อของมาเพิ่มอีกได้ ฟูมอบให้หัวหน้าในวันวาเลนไทน์โดยไม่คิดอะไรแต่รู้สึกว่าหัวหน้าจะคิดค่ะ เขาเห็นรูปกระเป๋าชาแนลบนโต๊ะทำงานของฟูและทราบว่าเป็นสิ่งที่เธออยากได้ ก็เลยซื้อมาให้เป็นของขวัญขอบคุณซะเลย

อ่านถึงตรงนี้แล้ววี้ดวิ้วในใจค่ะ คิดว่าฟูคงดีใจกรี๊ดกร๊าดที่ได้ของที่ต้องการแน่นอน แต่...ไม่ใช่อย่างนั้นเลยค่ะ! หัวหน้าไม่เข้าใจถึงวิญญาณนักช็อป! สิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่กระเป๋าชาแนล แต่เป็นความรู้สึกที่ได้เก็บเงินและเฝ้ามองอยู่ทุกวัน จนวันที่เงินถึงก็เดินไปซื้อมานอนกอดต่างหาก! ของฟรีที่มีคนยื่นให้มันไร้ค่าสิ้นดี ส่งผลให้ฟูรับกระเป๋ามาและวางไว้ห่างๆ ด้วยความเสียใจ

แม้จะไม่ค่อยเข้าใจสิงห์นักช็อปเท่าไรแต่ก็เห็นใจฟูค่ะ ศรัทธาของคนเราตีความด้วยสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในสังคมเข้าใจไม่ได้ทั้งหมดหรอก แต่ก็ยังงงอยู่ดี งงได้สองวันก็บรรลุเลยค่ะ เมื่อฝากเพื่อนซื้อเครื่องสำอางในร้าน duty free สนามบินเพราะถูกกว่าในห้างสรรพสินค้า เพื่อนก็ใจดีน่ารักมากค่ะ ซื้อแล้วส่งไปรษณีย์มาให้โดยคิดแค่ค่าสินค้ากับค่าส่ง ไม่คิดค่าเหนื่อยหรือค่าแรงแม้แต่นิดเดียว ทีแรกนึกว่าเขาคงเกรงใจเรา แต่ไม่ใช่ค่ะ เธอบอกว่า...

"มีอีกก็ฝากอีกได้นะ ถ้าไม่รู้ราคาก็ถามได้ เรามีบินบ่อยๆ (เป็นแอร์ฯ น่ะค่ะ) รับรองไม่คิดค่าแรง เพราะเราชอบช็อปปิ้งน่ะ"

สรุปว่าเธอชอบความรู้สึกที่ได้เดินดูสินค้า เปรียบเทียบ ตัดสินใจ จ่ายตังค์ (ถ้าจ่ายน้อยจะยิ่งดี หรือเพื่อนจ่ายแต่เราขอไปเดินช่วยเลือกก็จะดีมาก) หลังจากซื้อแล้ว ถ้าเป็นของชอบก็อาจจะเอากลับมากอด แต่ถ้าเฉยๆ อาจจะไม่ใช้ไม่แตะเลยก็ได้ค่ะ นี่น่ะหรือ...ลัทธิช็อปปิ้ง

คงต้องลองศึกษาสัจธรรมนักช็อปจากการ์ตูนเรื่องนี้อีกซักหน่อยค่ะ แค่ทุกวันนี้ช็อปการ์ตูนเดือนละหลายพันบาทก็แทบต้องกินแกลบแทนข้าวอยู่แล้ว อย่าต้องให้ช็อปปิ้งขึ้นสมองแบบสาวฟูเลยค่ะ งานนี้กระทั่งแกลบอาจจะไม่มีให้กินก็ได้

จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับวันที่วันที่ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11103

26 กรกฎาคม 2551

Kobato by CLAMP รอยยิ้มกึ่งสำเร็จรูป

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ชื่อ CLAMP กลายเป็นใบรับประกันไปแล้วค่ะว่าผลงานการ์ตูนที่ได้รับการออกแบบหรือสร้างสรรค์ขึ้นโดยกลุ่มนักเขียนหญิง 4 คนที่รวมตัวกันในนาม CLAMP จะเป็นผลงานที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและบอกถึงความเป็นตัวพวกเธอเอง นั่นคือพล็อตเรื่องมีเอกลักษณ์ แนวคิดอิงปรัชญา และทุกเรื่องสามารถยำรวมไว้ในจักรวาลแคลมป์ที่ให้ตัวละครจากต่างเรื่องเดินสวนไปมาในช่องเดียวกันอย่างไม่เคอะเขิน ผลงานของพวกเธอจึงพะยี่ห้อ "by CLAMP" ได้อย่างน่าภูมิใจค่ะ

โคบาโตะ" คือการ์ตูนอีกเรื่องที่ออกมาพักใหญ่ๆ แล้วของแคลมป์ มีผู้แปลเป็นภาษาอังกฤษให้อ่านฟรีทางอินเตอร์เน็ตมากมายก็ยังไม่เห็นสำนักพิมพ์ในไทยซื้อลิขสิทธิ์ไปเสียทีค่ะ จนกระทั่งมีสำนักพิมพ์ไพเรท (ไม่มีลิขสิทธิ์) ขอแซงพิมพ์ก่อนเลยต้องซื้อมาลองอ่านซักเล่ม แบบว่าอ่านเป็นภาษาอังกฤษก็ได้แต่ไม่อบอุ่นใจเท่าอ่านเวอร์ชั่นภาษาไทยค่ะ"โคบาโตะคือสาวน้อยลึกลับที่เปิดเรื่องมาเราก็ไม่รู้ว่าเธอเป็นใครมาจากไหนกันแน่ แต่ภารกิจสำคัญของเธอคือช่วยเยียวยาบาดแผลในใจของผู้คนเพื่อรวบรวมหัวใจที่มีทุกข์ใส่ขวดให้เต็ม สำเร็จเมื่อไรเธอจะได้ไปยังสถานที่ที่เธอต้องการ

เวทีนี้มีพี่เลี้ยงเป็นตุ๊กตาสุนัขพันธุ์เดียวกับสนูปี้ที่ดุ โหด และเข้มงวดกับโคบาโตะมากค่ะ เขาชื่อคุณอิโอเรียวกิซึ่งมีหน้าที่ให้คะแนนสำหรับภารกิจต่างๆ ที่โคบาโตะทำ สิบตอนแรกเหมือนเป็นการปูเรื่องไปเรื่อยๆ โดยไม่เห็นจุดหมายชัดเจน คือแม่หนูโคบาโตะก็ปฏิบัติภารกิจช่วยคนตามประสาเธอไปเรื่อยๆ แล้วลงท้ายด้วยการโดนตุ๊กตาคุณอิโอเรียวกิดุเอาน่ะค่ะ จะรู้สึกตื่นเต้นก็ตรงชุดของโคบาโตะที่หลากหลายและน่ารักจนอยากลองใส่ดูบ้าง มีปมนิดๆ หน่อยๆ ถูกวางโปรยไว้เหมือนตะปูเรือใบ เหยียบแล้วยางไม่แตก แต่เหยียบเยอะๆ เข้าก็ชักน่าสนใจจนต้องหยุดมองว่าแคลมป์กำลังจะนำเสนออะไรให้เรากันแน่

จนจบเล่มหนึ่ง อืม...ก็รู้สึกว่าเริ่มมีมิติลึกล้ำมากขึ้น ปมถูกผูกไว้เป็นระยะอย่างแยบยล แต่...มันเหมือนไม่ใช่จุดเด่นของเรื่องนี้ค่ะ!!!(CLAMPประกอบด้วย Ohkawa Ageha (leader; story,script),Apapa Mokona (lead artist; colorist),Nekoi Tsubaki (art assistant; chibi artist),และIgarashi Satsuki (design; art assistant)ภาพและข้อมูลจาก : http://www.mangaupdates.com/authors.html?id=208)


มีบางอย่างใน "โคบาโตะ" ที่แม้จะเรียบง่าย ลื่นไหล เนิบนาบหรืออาจเรียกด้วยภาษาชาวบ้านว่า "งั้นๆ" กลับทำให้รู้สึกว่าเปิดอ่านอีกกี่รอบก็สดชื่นค่ะ นั่งพลิกแล้วคิดอยู่หลายรอบมากจึงได้ข้อสรุปว่าเป็นเพราะ "รอยยิ้ม" ของโคบาโตะนี่เอง

สิ่งที่ชอบที่สุดของการ์ตูนเรื่องนี้และคิดว่าทำให้ดอกไม้เล็กๆ บานในหัวใจคือรอยยิ้มและความน่ารักของโคบาโตะนี่ล่ะค่ะ แม้เธอต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการ "ทำความดี" แต่เธอกลับแทบไม่ต้องใช้ความพยายามในการ "มองโลกในแง่ดี" เลย โคบาโตะไปทำงานพิเศษที่ร้านเค้กและได้ค่าจ้างเป็นขนมเค้กที่เธอต้องการ ใบหน้าและแววตาดีใจชวนให้ยิ้มตามจนแก้มป่องเลยค่ะ แต่พอเธอถือเค้กกลับบ้านก็เจอคุณแม่ที่สัญญาว่าจะซื้อเค้กให้ลูกชายแต่ซื้อไม่ทัน โคบาโตะจึงยกเค้กให้และมองดูหิมะด้วยรอยยิ้มเสียแทน อ่านแล้วก็ยิ้มตามจนแก้มป่องเริ่มปริ แม้ในสถานการณ์ที่ไม่เป็นดังคาดหรือผิดหวัง โคบาโตะก็รู้จักเลือกมองสิ่งที่ทำให้จิตใจผ่อนคลายมากกว่าจะเก็บมาคิดแล้วปวดหัวไม่เป็นเรื่องดังนั้น จะอ่านโคบาโตะให้สนุกคงต้องอ่านโดยไม่คาดหวังถึงพล็อตอันซับซ้อนเสียก่อนนะคะ เล่มหลังๆ อาจมีแต่ไม่ใช่ในเล่มแรกแน่ๆ เพียงแต่อ่านแล้วสนุกไปกับรอยยิ้มของโคบาโตะ มองโลกอย่างที่โคบาโตะมอง ยิ้มเมื่อโคบาโตะยิ้ม ก็จะรู้สึกว่าซื้อมาคุ้มเงินแล้วค่ะ

สรุปว่าเป็นการ์ตูนขายรอยยิ้ม เหมือนเป็นรอยยิ้มกึ่งสำเร็จรูปบรรจุหนังสือการ์ตูนที่อ่านแล้วจะอยากยิ้มตามแล้วก็คิดในใจว่า "น่ารักจัง"

จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11096

19 กรกฎาคม 2551

ครอบครัว5+โฮ่ง

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นการ์ตูนเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่เป็นสัตว์เลี้ยงจริงๆ ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงที่มีชีวิตจิตใจอย่างการ์ฟิลด์ซึ่งเป็นการนำเสนอมุมมองของมนุษย์ผ่านสัตว์เลี้ยงค่ะ โดยส่วนตัวไม่ได้เลี้ยงสัตว์แบบชาวบ้านอย่างสุนัข แมว หรือนก แต่เลี้ยงเต่า กินง่าย เลี้ยงง่าย และน่ารักด้วยค่ะ

แม้จะเคยเห็นหลายคนเลี้ยงสุนัขแล้วดูแลเป็นอย่างดี แต่ประสบการณ์ไม่ดีที่เห็นคนเลี้ยงสุนัขก็มีมากเสียจนขยาด ตั้งแต่คนแถวบ้านจูงสุนัขมาแล้วให้ถ่ายตรงพื้นที่สาธารณะข้างบ้านเรา หรือเลี้ยงไม่ไหวก็แอบเอามาปล่อยทั้งที่ปลอกคอยังติดอยู่ ดูแล้วก็รู้สึกโกรธว่าทำไมเขาเลี้ยงแล้วไม่ตั้งใจดูแลดีๆ ปล่อยให้สัตว์เลี้ยงของตัวเองเป็นภาระให้คนอื่น

บ่นๆ เรื่องเจ้าของไม่รับผิดชอบสักนิด แต่ที่จริงคนที่รักและดูแลสัตว์เลี้ยงเหมือนลูกแท้ๆ ก็มีมากเหมือนกัน (เชื่อว่ามากกว่าเจ้าของที่เลี้ยงทิ้งเลี้ยงขว้าง) โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นซึ่งจะทิ้งขว้าง ปล่อยให้สร้างความเดือดร้อนหรือเลี้ยงไม่ไหวก็ปล่อยวัดแบบคนไทยไม่ได้ มาแอบดูเขาเลี้ยงสุนัขในการ์ตูนเรื่องนี้ดีกว่าค่ะ

"5 + โฮ่ง = 6" คือการ์ตูนสัตว์เลี้ยงที่อ่านแล้วเกิดอาการ "เข้าถึง" อย่างประหลาด ตัวเอกของเรื่องนี้คือลูกสุนัขชื่อ "โรคุ" (แปลว่า 6) เพราะเป็นสมาชิกลำดับที่หกของครอบครัว โรคุถูกนำมาทิ้งไว้หน้าบ้านของครอบครัวคาวาระซึกะซึ่งทำธุรกิจขายหินประดับ ห้าคนในบ้านประกอบด้วยคุณตาแสนดุและคุณยายใจดี คุณพ่อเขยแต่งเข้าบ้านท่าทางไม่แข็งแรง แต่ก็ยังช่วยดูแลกิจการขายหินกับคุณแม่ลูกสาวของบ้านนี้ ลูกสาวคนเดียวซึ่งเป็นคนพบโรคุชื่อโคโตมิค่ะ

โคโตมิยังเป็นเด็กประถมและอยากได้ลูกสุนัขมากๆ เพราะเธอเคยเห็นสุนัขของเพื่อนทั้งเชื่องและน่ารัก แต่เสียดายที่คุณตาไม่เห็นด้วย ถึงอย่างนั้นสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวก็ยังเอ็นดูโรคุอยู่มาก ปัญหาสำคัญคือโรคุ "มองแทบไม่เห็น" เนื่องจากมีปัญหาที่เรติน่าแต่กำเนิด ดังนั้น ความหวังของโคโตมิที่จะพาโรคุออกไปวิ่งเล่นนอกบ้าน โยนลูกบอลแล้วให้วิ่งไปเก็บจึงไม่มีทางเป็นไปได้

สัตวแพทย์ที่ตรวจโรคุก็ทราบถึงความคาดหวังของเด็กๆ ได้ดี เขาเสนอทางช่วยให้โรคุไปสบายโดยไม่เป็นภาระให้คนอื่นๆ พูดง่ายๆ คือ ฉีดยาให้เสียชีวิตนะค่ะ แต่สุดท้ายคุณพ่อก็ตัดสินใจเลี้ยงโรคุไว้ เพราะเขาไม่คิดว่าโรคุเป็นสัตว์เลี้ยงของเล่นเอาไว้ดูน่ารักเพลินๆ แต่โรคุเป็นสมาชิกคนที่ 6 ของบ้านที่ควรได้รับการเอาใจใส่เหมือนเป็นลูกคนหนึ่ง ซาบซึ้งค่ะ แต่นี่แค่การเริ่มต้นของอุปสรรคอีกเป็นกระบุง

การมองไม่เห็นของโรคุส่งผลให้โคโตมิจังเรียกเท่าไหร่มันก็ไม่ยอมเดิน อึฉี่ก็ไม่เป็นที่เพราะไม่รู้ว่าห้องน้ำอยู่ไหน เดินชนข้าวของทั่วบ้านจนต้องเอาฟองน้ำบุขาโต๊ะเก้าอี้ไว้ทั่ว แถมไม่ระวังให้ดีก็เดินตกพื้นต่างระดับจนเจ็บตัว ขึ้นบันไดก็ไม่ได้เพราะกะระยะไม่ถูก ยิ่งอ่านยิ่งเศร้าแทนค่ะ แม้จะรู้ว่าไม่ใช่ความผิดของโรคุแต่ก็รู้สึกสงสารทุกคนในบ้านคาวาระซึกะขึ้นมาจับใจ เพราะต้องคอยห่วงคอยระวังทุกฝีก้าวของโรคุจนแทบไม่ได้ทำอย่างอื่น

แต่โรคุเป็นสุนัขฉลาด เพียงไม่นานหลังพยายามฝึกฝนก็สามารถจำกลิ่นคนในบ้านได้ จำสถานที่ตั้งของเฟอร์นิเจอร์ได้และไม่เดินชนอีก ที่สำคัญคือโรคุเองไม่เคยยอมแพ้และกลัวจนนอนอยู่เฉยๆ มันยังคงวิ่งและยอมเจ็บตัวทดลองหลายสิ่งหลายอย่างตามประสาสุนัขและเรียนรู้ให้มากที่สุด ผลคือทุกคนในบ้านยิ่งรักและผูกพันกับโรคุมากขึ้นค่ะ ไม่จำเป็นต้องวิ่งเล่นเก็บบอลเหมือนสุนัขทั่วๆ ไป และไม่จำเป็นต้องเป็นสุนัขชั้นเลิศที่เก่งกาจทุกอย่าง แต่แค่โรคุเป็นหนึ่งในสมาชิกของบ้านก็เพียงพอที่จะได้รับความรักแล้วค่ะ

อ่านจบแล้ววิ่งไปดูเจ้า "แสบแสบ" เต่าญี่ปุ่นที่บ้านเลยค่ะ เลี้ยงไว้ตั้งแต่ตัวเท่าเหรียญสิบจนตอนนี้ใหญ่เท่าฝ่ามือแล้ว ยิ่งดูก็ยิ่งน่ารัก ถึงเวลาอาหารทีไรก็จะยืดคอแล้วพยายามปีนกะละมังทักทายทุกทีค่ะ ว่างเมื่อไรเป็นได้ปีนหินขึ้นมานอนอาบแดด แม้จะคุยกันไม่รู้เรื่องหรือเอามากอดไม่ได้ (เดี๋ยวเปียก) แต่สัตว์เลี้ยงก็ทำให้หัวใจรู้สึกอ่อนโยนและผ่อนคลายมากจริงๆ

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงสุนัขแล้วอยากให้ลูกๆ รักและดูแลสัตว์เลี้ยงบ้าง การ์ตูนเรื่องนี้น่าจะช่วยได้ดีเลยค่ะ

จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11089

ขอแสดงความยินดีที่คุณหมอวินิทรา จะต้องเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศในสิ้นเดือนนี้
'Congratulation to you on the occasion of the great mission for all Thai wisdoms in the new era of education' From Chunpin
สร้าง Comment ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง..คลิ๊กที่นี่

12 กรกฎาคม 2551

ซัมโปะ จอมคนแห่งขุนเขา

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

กิจกรรม "ปีนเขา" เป็นกิจกรรมที่พูดถึงทีไรก็รู้สึกทึ่งในความสามารถของมนุษย์ทุกครั้งค่ะ จากสายตาของมนุษย์ที่เดินขึ้นบันไดชั้นเดียวก็หายใจไม่ทันอย่างตัวเองแล้ว ปีนเขานั้นยากพอๆ กับให้ไปดวงจันทร์เลยทีเดียว เพราะนอกจากจะหายใจไม่ทันจนแทบขาดใจ กลับมาบ้านยังตะคริวกินขาแถมปวดจนเดินไม่ได้ไปอีกหลายวัน

แต่บางคนกลับชอบกิจกรรมขึ้นที่สูงอย่างนี้มากค่ะ "ซัมโปะ" พระเอกของเรื่องนี้คืออีกหนึ่งคนที่หลงใหลภูเขาและกินนอนอยู่บนนั้นเสมือนทิวเขาเป็นบ้านและท้องผ้าเป็นผ้าห่ม

"ซัมโปะ" เป็นอาสาสมัครกู้ภัยบนภูเขาที่ปีนเขามาแล้วหลายประเทศ เขาได้รับการขอร้องจากหน่วยกู้ภัยของสถานีตำรวจของจังหวัดนางาโนะบ่อยๆ เนื่องจากหลายครั้งนักปีนเขาก็กลับลงมาช้ากว่ากำหนดและทางหน่วยกู้ภัยก็มีข้อจำกัดเรื่องดินฟ้าอากาศหลายอย่างจึงไม่สามารถบุกขึ้นเขาไปช่วยได้ทุกราย ซัมโปะซึ่งแทบจะกินนอนอยู่บนภูเขาจึงเป็นหน่วยกู้ภัยที่พึ่งพาได้เสมอ

ตอนที่ชอบที่สุดคือ "สายฟ้า" ค่ะ อ่านแล้วซึ้งจนแทบอยากไปฝึกปีนเขาเลยทีเดียว เรื่องของเรื่องคือ "ชีนะ คุมิ" สาวน้อยสังกัดหน่วยกู้ภัยของสถานีตำรวจนางาโนะกำลังฝึกปีนหน้าผาแนวดิ่งโดยมีซัมโปะเป็นผู้ฝึกสอนให้ หน้าผาแนวดิ่งที่ว่าก็ฝาบ้านดีๆ นี่เองค่ะ ถ้าไม่ใช่คนแข็งแรง ใจกล้า และมือเหนียวเทียบเท่าจิ้งจก รับรองว่าปีนไม่ได้แน่นนอน

ชีนะปีนไปได้ระยะหนึ่งจนถึงเวลา 11 โมงซึ่งฟ้ายังสดใส ซัมโปะกลับบอกว่าได้เวลารีบลงเขาแล้ว แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อกลุ่มที่ปีนขึ้นไปก่อนประสบอุบัติเหตุ ทำให้คนหนึ่งเสียชีวิตเพราะตกลงมาศีรษะกระแทกหินและห้อยต่องแต่งอยู่กับเชือกเซฟ สาเหตุที่ต้องรีบลงเพราะจะมีเมฆฝนลอยมาในช่วงบ่าย แต่ซัมโปะก็อยากช่วยคนที่รอดชีวิตอีกคนหนึ่ง อยากพาศพผู้เสียชีวิตลงไปด้วย แต่ก็ติดที่ต้องคอยดูแลชีนะซึ่งขาดประสบการณ์ เป็นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเลยค่ะ

ในที่สุดซัมโปะก็เลือกทำทุกอย่างตามที่แฟนการ์ตูนเฝ้ารอ

ลองนั่งคิดดูว่าเพราะอะไรอ่านถึงตรงนี้แล้วประทับใจในตัวซัมโปะมากๆ จังเลย ไม่ใช่เพราะเขาเป็นฮีโร่บ้าบิ่นอยากช่วยก็ช่วยนะคะ แต่เพราะเขาได้ศึกษาดินฟ้าอากาศและภูมิประเทศพร้อมกับเตรียมตัวมาอย่างดี ประเมินความสามารถของตนเองและความสามารถของคนอื่นว่าพอทำได้แล้วจึงตัดสินใจ ไม่ได้พร่ำเพรื่อช่วย นี่คือสิ่งที่น่าประทับใจค่ะ

ในที่สุดซัมโปะก็เก็บร่างของผู้เสียชีวิตได้ เขาปีนขึ้นไปแจ้งข่าวที่น่าเสียใจกับนักปีนเขาอีกคนที่นั่งซ่อนตัวเตรียมหลบฝนอยู่ในรอยแยกของหน้าผาและให้ชีนะรีบปีนตามขึ้นมา แต่แหม...นั่งปลอดภัยอยู่ในรอยแยกแล้วใครจะยอมออกมา ในที่สุดซัมโปะก็ตัดสินใจบอกความจริงว่าสายฟ้าบนภูเขาสูงไม่ใช่สายฟ้าที่เราเห็นบนพื้นราบ เพราะมันไม่ได้พุ่งลงพื้น แต่พุ่งแนวขวางไปชนหน้าผาได้ด้วยค่ะ (น่ากลัวมาก อ่านแล้วอินเลยค่ะ) ที่สำคัญคือสายฟ้าชอบวิ่งผ่านรอยแยกเป็นพิเศษ ดังนั้นรอยแยกจึงกลายเป็นสถานที่อันตรายที่สุดยามที่ฝนตกอย่างไม่ต้องสงสัย

เท่านั้นยังไม่พอ สายฟ้าวิ่งผ่านเชือกได้ด้วย หากทุกคนมีเชือกเซฟเชื่อมกันหมดแล้ว แม้โดนผ่าคนเดียวที่เหลือก็จะกลายเป็นไก่ย่างไปด้วย การหลบสายฟ้าจึงทำด้วยความหวาดเสียวสุดขีด คือยืนบนชะง่อนผาที่มีความกว้างแค่รองเท้าคู่เดียว หันหน้าพิงหน้าผาและรอจนกระทั่งเมฆฝนผ่านไป...เฮ้อ...น่ากลัว แม้ซัมโปะจะกลัวจนตัวสั่น แต่ในฐานะผู้มีประสบการณ์ เขาตั้งสติและวางแผนเพื่อความปลอดภัยของทุกคนเป็นอย่างดี ผลลัพธ์ก็คือทุกคนรอดตาย

"ซัมโปะ จอมคนแห่งขุนเขา" ไม่ใช่เรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจให้อยากปีนขึ้นไปเอาชนะขุนเขาเท่านั้น การเตรียมตัวอย่างดี ศึกษาอันตรายทุกอย่างก่อนลงมือทำโดยไม่ประมาท และตั้งสติทุกวินาทีที่เหยียบย่างเข้าไปในดินแดนที่ธรรมชาติยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์คือสิ่งสำคัญที่เรื่องนี้มอบให้ รู้สึกว่าสิ่งท้าทายในโลกก็ไม่ได้น่ากลัวหากเราเตรียมการไว้ให้พร้อมนะคะ

เห็นทีต้องเจอกันหน่อยแล้วนะภูเขา บ้าเห่อถึงขนาดไปซื้อรองเท้าสำหรับลุยพื้นที่ขรุขระมาแล้วค่ะ แต่...ปีนเขาจริงๆ ทั้งที่เดินขึ้นบันไดยังเหนื่อยก็เหมือนฆ่าตัวตาย เอาเป็นว่าขอฝึกเดินขึ้นห้องทำงานชั้น 7 ก่อนแล้วกัน แล้วค่อยเจอกันนะภูเขา!

จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11082

05 กรกฎาคม 2551

ยุทธการจุดตะวัน รักชาติไม่ใช่เรื่องไกลตัว

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

โดยส่วนตัวคิดว่ายากเหลือเกินค่ะที่ใครสักคนจะบอกว่าตัวเอง "เป็นคนรักชาติ" และกล่าวหาว่าอีกคนหนึ่ง "บ่อนทำลายชาติ" นั่นก็เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนและเป็นสัตว์สังคม การดำรงอยู่ของคนๆ หนึ่งอาจหมายถึงความอยู่รอดของคนในครอบครัวอีกหลายคน ดังนั้นการจะตีตราว่าใครสักคนรักชาติหรือไม่จึงยากเหลือเกินค่ะ เพราะไม่รู้จะเอาอะไรวัดดี

ประเทศญี่ปุ่นน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของชนชาติที่ได้ชื่อว่า "รักชาติ" มากที่สุดในยุคหนึ่ง ซึ่งถ้าให้เดาก็น่าจะเป็นยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ช่วงเวลานั้นก็ผ่านมานานเหลือเกินค่ะ แม้ชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันจะมีความเป็นชาตินิยมอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นป้ายบอกทางหรือเอกสารต่างๆ ที่ใช้ในประเทศล้วนเป็นภาษาญี่ปุ่น ยากที่จะหาภาษาอังกฤษในประเทศนี้ค่ะ วัฒนธรรมการกินหรือการแต่งกายก็ล้วนบ่งบอกถึงความเป็นญี่ปุ่นซึ่งเด็กรุ่นใหม่หลายคนก็ภาคภูมิใจในความเป็นญี่ปุ่นของตัวเอง แต่สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่การ "รักชาติ" ค่ะ เป็นเพียง "ชาตินิยม" หรือการมองว่าตนมีวัฒนธรรมที่ดีงามกว่าชนชาติอื่นเท่านั้นเอง แต่...ก็ไม่ใช่คนญี่ปุ่นทุกคนหรอกนะคะ

ที่ต้องเกริ่นพื้นฐานความคิดของคนญี่ปุ่นที่สื่อผ่านการ์ตูนในปัจจุบันเสียก่อนเพื่อจะได้เล่าถึงการ์ตูนที่ออกจะสวนกระแสขาลงของความรักชาติเรื่องนี้ค่ะ "คาวางุจิ ไคจิ" ผู้เขียนการ์ตูนเรื่อง "ยุทธการจุดตะวัน" เป็นนักเขียนการ์ตูนญี่ปุ่นเพียงไม่กี่คนที่ถ่ายทอดความ "รักชาติ" ได้มากพอๆ กับความเป็น "ชาตินิยม" เลยค่ะ เป็นที่ทราบดีว่าวัยรุ่นญี่ปุ่นยุคนี้เกิดในช่วงเวลาแห่งความสุขสบาย ไม่ต้องใช้ชีวิตยากลำบากเหมือนรุ่นปู่ย่าที่อดอยากหลังสงคราม ดังนั้นความ "รักชาติ" จึงจืดจางไปพร้อมๆ กับความสบายที่เพียงปลายนิ้วก็สั่งการได้ทุกอย่าง อ่านการ์ตูนแล้วรู้สึกได้ว่าคาวางุจิ ไคจิไม่ค่อยจะชอบแนวคิดเหลาะแหละแบบนี้เสียเท่าไร

"ยุทธการจุดตะวัน" กล่าวถึงประเทศญี่ปุ่นหลังเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ซึ่งไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน นั่นคือการระเบิดของภูเขาไฟฟูจิ ส่งผลให้แผ่นดินแยกและญี่ปุ่นถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ภัยพิบัติครั้งนี้ส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นเสียชีวิตไปมากมาย พื้นที่บางส่วนจมอยู่ใต้ทะเลจนกระทั่งประชากรจำนวนมากต้องลี้ภัยไปอาศัยอยู่ในค่ายผู้อพยพตามประเทศต่างๆ ในโลก กลายเป็นว่าชาวญี่ปุ่นที่เคยสุขสบายกลับเป็นประชากรชั้นสองในประเทศอื่นเสียแทน แม้จะเกินความจริงไปไกลแต่เชื่อว่าคนญี่ปุ่นที่เคยชินกับความสบายมาอ่านแล้วคงกลัวและเจ็บจี๊ดกันบ้างล่ะค่ะเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดในครั้งนั้นทำให้ "ริว เคนอิจิโร่" เด็กชายวัยประถมที่เกิดในตระกูลนักการเมืองต้องสูญเสียคุณพ่อและคุณแม่ เขาพลัดหลงจากบ้านพักตากอากาศและต้องเผชิญหน้ากับความลำบากเพียงคนเดียว คุณสมบัติของเคนอิจิโร่ที่โดดเด่นเหนือเด็กประถมทั่วไปอย่างชัดเจนคือ "ความเสียสละ" เขาช่วยชีวิตลูกหมาและไม่ยอมทิ้งจนโดนไล่ลงจากรถบรรทุกผู้ประสบภัย เมื่อได้พบชายหนุ่มที่กำลังจะขนของไปช่วยผู้ประสบภัยคนอื่น เคนอิจิโร่ก็ขอร่วมทางไปด้วยแต่กลับขอร้องให้ทิ้งข้าวของทุกอย่างที่บรรทุกบนเรือลงน้ำให้หมดเพื่อช่วยผู้ประสบภัยอีกหลายคนที่กำลังจะจมน้ำ จนสุดท้ายเขาก็ตกน้ำไปเสียเอง นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่มีคนพบเคนอิจิโร่

อ.คาวางุจิสร้างเคนอิจิโร่ออกมาเพื่อเสียดสีการดำเนินชีวิตของชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันอย่างชัดเจนค่ะ เคนอิจิโร่คือตัวแทนของแนวคิด "แม้แต่เด็กประถมยังเสียสละมากกว่าผู้ใหญ่บางคนเสียอีก" เพื่อให้นักอ่านวัยผู้ใหญ่รู้สึกหน้าชาและย้อนกลับมามองตัวเองบ้างว่าทุกวันนี้เรา "รักชาติ" ได้เท่ากับที่เคนอิจิโร่แสดงออกในการ์ตูนหรือยัง

จริงอยู่ว่าเหตุการณ์ในการ์ตูนคงไม่เกิดขึ้นจริงหรอกค่ะ ถึงเกิดขึ้นจริงๆ ต่อให้ประเทศยากลำบากแต่เขาก็ยังเหลือคนเก่งๆ ที่มีค่าอีกตั้งเยอะ ซึ่งนั่นสิ่งที่ อ.คาวางุจิต้องการสะท้อนให้เห็นใน "ยุทธการจุดตะวัน" เลยค่ะ ว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับญี่ปุ่นไม่ใช่การเสียดินแดนหรือทรัพยากร แต่เป็นการสูญเสีย "คน" หรือจิตวิญญาณรักชาติของความเป็นคนญี่ปุ่นนั่นเอง

งวดนี้มาเสียเครียด แต่อ่านการ์ตูนเรื่องนี้แล้วชวนให้ย้อนกลับมามองประเทศไทยบ้างว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศเรากันแน่ ราวกับทุกคนพยายามปกป้องสิ่งที่เป็นเปลือกนอกของประเทศโดยลืมไปว่า "ความเป็นคนไทย" นี่ล่ะค่ะคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เหมือนดังที่ในหลวงของเราต้องการให้คนในชาติสามัคคีกันเพราะอย่างไรเสียก็เป็น "คนไทยด้วยกัน"...ชอบคำนี้จังค่ะ

สรุปว่าอ่านเรื่องนี้แล้วอารมณ์ "รักชาติ" เข้าสิงจริงๆ

วันที่ 06 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11075

ดาวน์โหลดชมวิดีโอ Taiyo no mokushiroku ได้ที่:http://w10.mocovideo.jp/search.php?MODE=DM_TAG&KEY=taiyo และที่
http://downloads.animebw.com/series/Taiyou_no_Mokushiroku.html

28 มิถุนายน 2551

แอนิเมชั่น ก-ฮ อย่าเรียกเขาว่าการ์ตูนเด็ก

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

เมื่อไม่กี่วันก่อน ได้ไปเดินเล่นในห้องการ์ตูนของ pantip.com ห้องพบปะออนไลน์สำหรับคนรักการ์ตูนค่ะ เห็นมีหัวข้อโหวตชื่อแปลกๆ "แอนิเมชั่น ก-ฮ" เลยลองเปิดดูโดยคาดหวังว่าน่าจะเป็นภาพนิ่งมาจัดเรียงกันแล้วเปิดอาขยานกอไก่ถึงฮอนกฮูกแบบที่เคยท่องสมัยเด็กๆ หลังจากดาวน์โหลดอยู่นานมากตามประสาอินเตอร์เน็ตเต่าคลาน การ์ตูนที่ได้ชมทำเอายิ้มแก้มปริเชียวค่ะ

"Thai Alphabet ก เอ๋ย ก ไก่" คือผลงานแอนิเมชั่น 2D (ภาพยนตร์การ์ตูนสองมิติ) ฝีมือคนไทยค่ะ ไม่รู้จักตัวจริงของท่านผู้ทำ ทราบจากในหน้าเครดิตว่าท่านผู้สร้างใช้นามแฝงว่า paitachP และมีชื่อจริงว่า Pairach Pansakoon ค่ะ คุณ Pairach อัพโหลดการ์ตูนฝีมือของตนเองขึ้นไปไว้บน Youtube แต่ปรากฏว่าการ์ตูนเรื่องนี้ได้ถูกเผยแพร่ต่อไปอีกหลายแห่งรวมถึงเป็น forward mail ล้นเข้ามาในอี-เมลเยอะมาก แสดงว่าได้รับความนิยมท่วมท้นจริงๆ

"ก เอ๋ย ก ไก่" ผูกเรื่องราวของคุณพ่อไก่ที่เพิ่งได้ลูกเล็กๆ แสนซนหลายตัว เหล่าลูกเจี๊ยบส่งเสียงหนวกหูเพื่อนบ้านจนคุณพ่อไก่ต้องออกมาขอโทษและแก้ตัวว่าหลังพระอาทิตย์ขึ้น ลูกเจี๊ยบคงเงียบเสียงได้เอง แต่เวลาก็ล่วงมามากแล้ว พระอาทิตย์ก็ยังไม่ขึ้นเสียทีค่ะ คุณพ่อไก่จึงออกปฏิบัติการตามหาพระอาทิตย์ โดยพบเจอเหล่าสิงสาราสัตว์และประสบการณ์มากมายเรียงลำดับตัวอักษรจาก "ค ควาย" ไปจนถึง "ฮ นกฮูก"

น่าชื่นใจที่คนไทยมีฝีมือขนาดนี้ค่ะ!!ความสมบูรณ์ของแอนิเมชั่นที่ไม่ได้มีโปรดัคชั่นใหญ่โตอย่ากพิกซ่าหรือวอลต์ ดิสนีย์ ขั้นนี้ต้องเรียกเทพแล้วค่ะ! ภาพลื่นไหล มุมกล้องสวย เลือกใช้สีได้เหมาะ วาดน่ารักและสื่อได้ชัดเจน ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นแอนิเมชั่น 2D ของคนไทยคุณภาพชวนให้ต้องออกปากชมเช่นนี้

จุดที่ชอบนอกเหนือจากโปรดัคชั่นคงเป็นการผูกเรื่องได้สนุกและชวนลุ้น เรียกว่าดูไปก็คิดว่าอักษรตัวต่อไปจะนำเสนออย่างไร เสียงพากย์ไม่แน่ใจว่าเป็นคนเดียวพากย์หรือเปล่า แต่ท่านนักพากย์ก็พยายามมากที่จะเปลี่ยนเสียงไปเรื่อยๆ ให้เหมาะกับบทบาท นับถือในความพยายามอย่างมากค่ะ ครั้งแรกที่ดูคิดว่าทำไมเสียงพากย์ถึงได้ทื่อๆ เหมือนท่อง แต่ฟังไปฟังมากลายเป็นเอกลักษณ์ให้ดูแล้วหัวเราะ เรียกว่าถ้าพากย์แบบนักพากย์อาชีพคงไม่ขำขนาดนี้

แน่นอนว่าผลงานสาธารณะย่อมมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น ความเห็นที่ออกมามีสิ่งที่น่าสนใจและทำให้เห็นมุมมองของคนไทยที่ดูและอ่านการ์ตูนอยู่หลายแบบเลยค่ะ

แบบแรกซึ่งเป็นคนส่วนน้อยมากคือแสดงความเห็นแบบ "นักวิจารณ์" คือพยายามชำแหละผลงานที่ มี"เอกลักษณ์" ชิ้นนี้ออกมาให้เห็นจุดด้อย และวิจารณ์ให้ปรับปรุงผลงานเพื่อให้เหมือนกับผลงานตามตลาดที่ "ไร้เอกลักษณ์" เช่น น่าจะเปลี่ยนเสียงพากย์ให้โปรหน่อย น่าจะตัดคำแสลงออกเพื่อให้เหมาะกับเยาวชน น่าจะทำดนตรีให้อลังการ น่าจะเรียงอักษรให้ถูกลำดับ น่าจะ...ฯลฯ โดยหลายท่านอาจลืมมองไปว่า ถ้าเปลี่ยนเสียงพากย์ ถ้ามีแต่คำสุภาพคะขาคุณท่านกันทั้งเรื่อง คนดูคงมีแต่เด็กประถมทั้งที่การ์ตูนเรื่องนี้ไม่ใช่การ์ตูนสำหรับเด็กค่ะ

ตรงนี้อาจโทษใครไม่ได้นอกจากท่านผู้สร้างที่ไม่ทันได้แปะไว้ในหน้าแรกสุดว่า "เหมาะสำหรับเด็กอายุเกิน 18 ปีขึ้นไป" ดังนั้นผลงานต่อไปแปะไว้สักนิดก็น่าจะดีนะคะ เพราะเราไม่มีทางทราบว่าเราจะโด่งดังหรือยิ่งใหญ่เมื่อไร อะไรที่เผยแพร่สู่สาธารณะอาจต้องคำนึงถึงคนหลายกลุ่มให้มากขึ้นด้วยค่ะ

อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้คุณ Pairach หวั่นไหวไปกับคำวิจารณ์เพื่อให้สูญเสียตัวตนเลยค่ะ จะมีค่าอะไรถ้าผลงานสร้างสรรค์ถูกปรับกลายเป็นผลงานตลาดที่ใครๆ ก็ทำได้ส่วนความเห็นอีกแบบซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่คือ "ชื่นชม" เชื่อไหมคะว่า "การชม" คือการแสดงถึงพัฒนาการทางอารมณ์ของผู้ใหญ่ ยารักษาความอิจฉาริษยาที่ได้ผลชะงัดที่สุดคือ "ชื่นชมจากหัวใจ" ค่ะ แม้จะเห็นจุดด้อย เราก็ยังชื่นชมได้ว่าเป็นจุดที่สามารถพัฒนาต่อไปได้อีก โชคดีมากที่เห็นหลายท่านวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ด้วยคำชม ถือว่าเป็นโชคดีของวงการการ์ตูนไทยแล้วค่ะ

ทางรอดของวงการการ์ตูนไทยอาจต้องให้ทุกคนร่วมใจกันกินยาขมยี่ห้อ "ชื่นชม" เสียแล้วค่ะ ฝึกชมและดึงจุดดีขึ้นมาเพื่อเป็นกำลังใจ ใครเห็นจุดด้อยก็ให้มองเลยไปอีกว่าถ้าจะให้ดีขึ้นควรทำอย่างไร ความเห็นที่ออกมาจึงจะเรียก "วิจารณ์เชิงสร้างสรรค์"

คงต้องทิ้งท้ายเพื่อเป็นกำลังใจแบบเดียวกับตอนจบการ์ตูนขบวนการว่า...

"สู้ต่อไปนะ เหล่านักสร้างการ์ตูนไทย! จงภูมิใจที่เขาวิจารณ์ดีกว่าเขาดูแล้วเงียบกันหมด!"

จากหนังสือพิมพ์ มติชนฉบับวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11068


ชม Thai Alphabet ( ก เอ๋ย ก ไก่ )จากYouTube

22 มิถุนายน 2551

กังฟูแพนด้า เรื่องบังเอิญไม่มีในโลก


คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

จัดเป็นภาพยนตร์การ์ตูนที่ทำให้หัวเราะได้เต็มเสียงที่สุดในรอบปีนี้เลยค่ะ "กังฟูแพนด้า" ภาพยนตร์การ์ตูน (แอนิเมชั่น) ของค่ายดรีมเวิร์คฝั่งอเมริกันซึ่งถูกพ่อสารถีลากไปดูเนื่องจากพ่อคุณเห็นว่าแพนด้าน่ารักดี โดยส่วนตัวไม่ค่อยสันทัดกับมุขและลำดับภาพของการ์ตูนอเมริกันเท่าไรค่ะ ไปดูด้วยความคาดหวังไม่สูงนักแต่เมื่อดูปรากฏว่าดีกว่าที่คิดมาก

แพนด้าตัวเอกของเรื่องคือ "อาโป" แพนด้าหนุ่มลูกชายคนเดียวของเตี่ยร้านขายก๋วยเตี๋ยว อาโปเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเหล่ากังฟูไฟเตอร์ โดยเฉพาะ 5 นักสู้ ซึ่งประกอบไปด้วยพยัคฆ์, กระเรียน, ตั๊กแตน, อสรพิษ, และวานร (ในเรื่องชื่อหรูกว่านี้แต่จำไม่ได้ค่ะ) นักสู้เหล่านี้เป็นศิษย์ของปรมาจารย์ชิฟูผู้เก่งกาจ นอกจากนั้น ชิฟูยังเป็นผู้เก็บรักษา "คัมภีร์มังกร" ซึ่งกล่าวว่าหากใครได้ครอบครองก็จะกลายเป็นเจ้ายุทธจักร เรียกว่าทางโปรดักชั่นทำการบ้านหนังจีนมาเต็มที่ นำเสนอให้คนชอบดูหนังจีนไม่ขัดเขินเลยล่ะค่ะ

แต่แล้ววันหนึ่งในงานเลือกนักสู้มังกรผู้จะได้รับสืบทอดคัมภีร์ ความบ้าดาราและวงการกังฟูของอาโปทำให้เขาพยายามเข้าไปชมการประลองแต่ก็ไม่ทัน อาโปตัดสินใจเอาดอกไม้ไฟผูกติดตัวเองและบินข้ามกำแพงเข้าไปดู แต่ไม่ทราบโชคดีหรือโชคร้าย เขาตกลงกลางวงขณะอาจารย์เต่ากำลังชี้นิ้วเลือกผู้สืบทอด และบังเอิญอาโปตกลงตรงปลายนิ้วเสียด้วย!

ผลคืออาโปต้องฝึกวิทยายุทธ์เพื่อให้เหมาะสมกับการรับคัมภีร์โดยที่มีอาจารย์ชิฟูกับศิษย์ทั้ง 5 ของเขาแอบดูอย่างไม่พอใจอยู่เงียบๆ

สาเหตุที่ไม่พอใจคืออาโปเป็นแพนด้าตุ้ยนุ้ยที่ไม่มีวิทยายุทธ์เลยค่ะ เขาคือ โอตาคุ (เป็นศัพท์แสลงหมายถึงคนที่บ้าคลั่งในบางสิ่งมากๆ (มักเป็นการ์ตูน) จนถึงขนาดศึกษาประวัติศาสตร์ เก็บของสะสม และพยายามทุกอย่างเพื่อที่จะได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม) ที่ชอบวงการกังฟูมาก รู้ทุกเรื่องและเป็นแฟนเหนียวแน่นของนักสู้ทั้ง 5 เช่นกัน แต่ความรู้ของอาโปไม่ทำให้เขาเก่งกังฟูได้ เหมือนเด็กอ่านหนังสือเรื่องชกมวยโดยไม่เคยฝึกซ้อมก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นนักมวย ผลคือเขาถูกคนส่วนใหญ่ดูถูกว่าไม่คู่ควรกับคัมภีร์

แม้จะโดนคนอื่นไม่ชอบขี้หน้า แต่อาโปก็มองโลกในแง่ดีว่าทุกคนเข้มงวดกับเขาเพราะอยากให้เขาเก่งขึ้น ไม่ได้ต้องการกลั่นแกล้ง (มองโลกเชิงบวกได้น่ารักมาก) นอกจากนั้น เขายังทำสิ่งที่ถนัดให้กับเหล่านักสู้ทั้ง 5 ด้วย นั่นคือก๋วยเตี๋ยวที่ฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก

ชอบใจจุดนี้ของหนังมากค่ะ ฉากนี้ทำให้เด็กๆ รู้ว่าการเป็นฮีโร่อาจต้องเก่งกังฟู แต่การเป็นคนเก่งและได้รับการยอมรับไม่จำเป็นต้องเป็นฮีโร่ เพียงแค่มุ่งมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเต็มที่และรู้จักพัฒนาตัวเองเช่นเดียวกับอาโปฝึกทำก๋วยเตี๋ยว เราก็สามารถเป็นอัจฉริยะในเรื่องเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ของเราได้

กลับมาที่การ์ตูน ข่าวนักรบมังกรรู้ถึงหูของไต้ลุง เสือดาวที่หมายปองคัมภีร์มังกรอยู่แต่แรก เขาอาละวาดเพราะไม่ได้รับเลือกเป็นนักรบมังกรเมื่อ 20 ปีก่อน จึงถูกคุมขังมาตลอดแต่บัดนี้เขาแหกคุกมาเสียแล้ว ด้วยจุดมุ่งหมายคือล้มอาโปและครอบครอบคัมภีร์มังกรให้ได้

อาจารย์ชิฟูหมดหนทางแล้วค่ะ เขาคิดมาตลอดว่าอาโปได้รับเลือกเพราะความบังเอิญ แต่เมื่อระลึกถึงคำผู้อาวุโสเต่า "ความบังเอิญไม่มีจริง" เขาจึงมองดูแพนด้าไม่ได้ความอีกครั้งด้วยดวงตาของครู จนรู้ได้ว่าทำอย่างไรจึงจะสอนศิษย์ตุ้ยนุ้ยคนนี้ให้ได้ผล

ชื่นชมการนำเสนอตรงนี้มากๆ ค่ะ หนังไม่ดำเนินตามรอยหนังจีนโบราณที่ศิษย์ไม่ได้ความมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือพยายามให้มากขึ้นเพื่อจะสำเร็จเคล็ดวิชา กังฟูแพนด้าให้แง่คิดที่ต่างไปหน่อย ชิฟูบังคับอาโปให้ฝึกไม่เคยได้ผลแต่เขาสังเกตว่าอาโปทำได้ทุกอย่างเมื่อมีอาหารมาล่อ เขาจึงฝึกอาโปโดยเอาบรรดาอาหารเป็นรางวัล ผลคือฝึกได้สำเร็จในที่สุด

การเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์และพยายามสื่อสารเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่เราต้องการโดยเอาธรรมชาติของผู้อื่นเป็นที่ตั้งคือทักษะ "ความเป็นครู" ที่เด็กควรได้เรียนรู้

พ่อแม่ก็ควรเรียนรู้ด้วยนะคะ การสอนให้ลูกทำตามไม่ใช่การบังคับแบบชิฟูสอนศิษย์ยุคแรกๆ อีกแล้ว ระเบียบวินัยต้องมี แต่แรงจูงใจเป็นสิ่งที่ใช้ได้ผลกว่าการออกคำสั่งมาก ดังนั้น อาโปจึงเป็นคนที่ทำให้ชิฟูเป็นทั้งครูและพ่อได้อย่างแท้จริง ในทางกลับกันชิฟูและความตั้งใจของอาโปทำให้เขากลายเป็นแพนด้าผู้เยี่ยมวรยุทธ์ได้ในที่สุดเช่นกัน

กังฟูแพนด้าคือการ์ตูนที่เหมาะกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่จริงๆ ค่ะ พล็อตไม่ซับซ้อนทำให้เด็กเข้าใจได้ง่ายและเรียนรู้คุณธรรมอย่างรวดเร็ว ส่วนมุขขำเสียดสีหลายตอนช่วยให้ผู้ใหญ่ดูและหัวเราะได้เต็มเสียงเช่นกัน จัดว่าเป็นพายุลูกใหญ่ที่ทำให้วงการแอนิเมชั่นอเมริกันถล่มญี่ปุ่นจนคลอนได้เลยทีเดียว

จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11061

ตัวอย่างKung Fu Panda จากyoutube

อิคิงามิ 2 : บางทีมนุษย์ก็ต้องเสียสละบ้าง


คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

เมื่อวานนี้นั่งตรวจผู้ป่วยอยู่ตามปกติค่ะ แต่เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น จู่ๆ ผู้ป่วยก็ลุกขึ้นมาอาละวาดตะโกน ญาติที่พามาก็ตัวเล็กๆ ไม่สามารถห้ามผู้ป่วยได้ ความที่ได้รับการสอนมาว่าต้องระมัดระวังตัวเสมอจึงหลบออกทางหลังห้องตรวจอย่างรวดเร็วค่ะ แต่ผู้ป่วยก็ตรงดิ่งเข้ามาจนขนาดเราถอยหนีไปจะสุดกำแพงก็ยังตามมา!

วินาทีสั้นๆ ตอนนั้นคิดแล้วค่ะว่าต้องโดนซักหมัดแน่ๆ หลบอย่างไรก็ไม่พ้น เสียดายชีวิตจริงๆ อุตส่าห์เป็นจิตแพทย์มาหลายปี ระวังตัวเสมอและคิดว่าน่าจะได้เป็นหมออีกนาน ยังไม่ทันได้ดูแลพ่อแม่เลย...แต่สงสัยต้องมาตายวันนี้เสียแล้ว (คิดไปถึงขนาดนั้น สถานการณ์จริงไม่ได้น่ากลัวขนาดนี้หรอกค่ะ)

ไม่น่าเชื่อว่าไม่กี่วินาทีสั้นๆ หลายสิ่งหลายอย่างประดังเข้ามาพร้อมๆ กันเลยค่ะ และคิดว่าถ้าเรามีเวลาอีกซักนิดก่อนตายคงจะทำอะไรได้เยอะ

เช่นเดียวกับ "อิคิงามิ" การ์ตูนที่กระแทกหัวใจหลายๆ คน และกำลังจะสร้างเป็นภาพยนตร์ในญี่ปุ่น ว่าด้วยประเทศญี่ปุ่นในยุคที่ผู้คนขาดความกระตือรือร้น รัฐบาลจึงบังคับให้เด็กทุกคนฉีดวัคซีน ซึ่ง 1 ใน 1,000 เข็มจะมีระเบิดซ่อนอยู่และถูกตั้งเวลาไว้แล้วว่าจะระเบิดตอนไหน เพื่อให้เด็กทุกคนพยายามใช้ชีวิตอย่างเต็มที่เนื่องจากไม่รู้ว่าเราจะแจ๊คพ็อตเป็นคนโดนระเบิดหรือเปล่า ดังนั้น 24 ชั่วโมงก่อนระเบิดทำงานซึ่งหมายถึงว่าคนคนนั้นต้องตาย เขาจะได้รับ "อิคิงามิ" หรือจดหมายแจ้งเพื่อให้ทำสิ่งที่ปรารถนาในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงสุดท้ายของชีวิต

"ทาเคบะ โชจิ" เด็กหนุ่มที่ไม่เคยมีความภูมิใจใดๆ เลยในชีวิตได้รับอิคิงามิค่ะ ตั้งแต่ยังเล็ก เขาเป็นเด็กหัวไม่ดี ทำอะไรก็ไม่เอาไหน แม้ปัจจุบันทำงานเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุในบ้านพักคนชราก็ยังทำงานผิดพลาด มีเพียงคุณย่าของเขาที่บอกว่า "ถึงหลานจะเรียนไม่เก่งก็ยังมีข้อดีอีกมากนะ" คำพูดนี้ทำให้เขายังมีความภูมิใจในความธรรมดาของตัวเองเหลืออยู่บ้าง

หลังได้รับอิคิงามิ โชจิทำใจไม่ได้ เขาต้องเข้ารับการบำบัดและตั้งสติได้ในที่สุดว่าสิ่งที่ต้องทำในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่เหลือไม่ใช่นั่งเสียใจ แต่ต้องทิ้งอะไรไว้ให้คนที่มีชีวิตอยู่ระลึกถึงตัวเขาบ้าง และสิ่งนั้นจะทำให้ความตายของเขาเปลี่ยนเป็นการมีชีวิตในหัวใจผู้อื่นนิรันดร์

เมื่อโชจิตั้งสติได้แล้วจึงไปล่ำลาเพื่อนร่วมงาน เขาได้พบคุณยายที่ดูแลอยู่ คุณยายท่านนี้ไม่ยอมเดินเพราะเป็นโรคสมองเสื่อมจนความทรงจำย้อนกลับไปสมัยยังสาวๆ ที่สามีต้องไปออกรบและเสียชีวิตในสงคราม คุณยายเสียใจมากที่สามีทิ้งเธอไปรบ โกรธประเทศชาติที่พรากครอบครัวอันเป็นที่รัก จึงกลายเป็นไม่ยอมเดินเพราะจำได้ว่าตอนที่ขาเจ็บ สามีจะช่วยประคอง หากเธอไม่เดินเองสามีก็คงไม่ไปรบและกลับมาจากสงครามเพื่อช่วยประคองเช่นกันหลังจากโชจิล่ำลาทุกคนไม่นาน คุณยายก็หนีออกจากบ้านพักและล้มลงในนาข้าว ไม่ยอมลุกขึ้นยืนด้วยตัวเองอีกเลย ครั้งนี้โชจิไม่เข้าไปช่วย เขายื่นอิคิงามิให้ดูเช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่สามียื่นใบเกณฑ์ทหารให้ดู

"เพื่อชาติน่ะ หัดอดทนซะบ้างสิ!"

ใช่ว่าสามีของคุณยายจะไม่รักครอบครัวจึงทอดทิ้งไปสนามรบ แต่เพราะรักจึงต้องยอมไปเป็นกำลังต่อสู้ร่วมกับเพื่อนร่วมชาติอีกหลายคนแม้จะรู้ว่าคงไม่รอดกลับมาก็ตาม เขาเสียสละเพื่อชาติได้แม้ชีวิต ดังนั้น คุณยายก็ต้องเสียสละลุกขึ้นยืนด้วยตนเองและปกป้องครอบครัวที่เหลืออยู่ให้ได้เช่นกัน

ภารกิจตายตามอิคิงามิของโชจิก็ถือเป็นการช่วยชาติทางหนึ่ง (ในการ์ตูนนะคะ เขาเปรียบเทียบ อย่าไปอินมาก) ต่างกันแค่ยุคสมัยแต่ยังคงความหมายของการเสียสละเพื่อชาติไม่เปลี่ยนแปลง ในที่สุดโชจิก็จากไปอย่างสงบท่ามกลางครอบครัวและคุณยายก็ลุกขึ้นยืนด้วยตัวเองเพราะโชจิ เขาได้ทำสิ่งเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเท่าที่มนุษย์ธรรมดาจะทำได้แล้ว ไม่ได้ตีอกชกตัวเรียกร้องให้ประเทศชาติทำอะไรเพื่อเขาบ้าง เขาคิดแค่ว่าได้ทำดีที่สุดเพื่อคนอื่นเท่าที่กำลังและเวลาของตนจะมีก็พอแล้ว

ย้อนกลับมาที่จิตแพทย์ผู้รอดพ้นจากการโดนชกและมานั่งเขียนคอลัมน์ต่อได้ค่ะ ในระหว่างที่ยังตื่นกลัวจนแทบอยากเลิกอาชีพนี้ พออ่านอิคิงามิจบถึงกับร้องไห้เลยค่ะ

"บางทีมนุษย์ก็ต้องเสียสละบ้าง" คือคำที่ผุดขึ้นมา เราร่ำเรียนด้วยทุนรัฐบาลซึ่งมาจากภาษีของประชาชนเพื่อเป็นจิตแพทย์ เราไม่ทำแล้วใครจะทำ ไม่ตอบแทนประชาชนแล้วจะตอบแทนใคร...สติถึงกลับมาอีกครั้ง ตอบตัวเองได้ว่าจิตแพทย์ไม่ใช่อาชีพเสี่ยงตาย เพราะได้มีการเตรียมพร้อมรับมืออย่างดีเราถึงรอดมาได้ไม่ใช่หรอกเหรอ จะว่าไปกระทั่งคนนั่งมอเตอร์ไซค์ก็เสี่ยงตายแต่เขาก็ระมัดระวังเตรียมพร้อมถึงยังยอมขี่ต่อไปนี่นา

ต้องขอบคุณอิคิงามิและโชจิที่ทำให้รู้สึกรักและภูมิใจในอาชีพของตัวเองมากขึ้นค่ะ

ได้มองเห็นว่าแท้จริงแล้วไม่มีมนุษย์คนใดที่ไม่ต้องเสียสละ อย่างน้อยระหว่างที่ยังมีชีวิต เราก็ควรตอบแทนผู้อื่นให้มากที่สุดเท่าที่กำลังของตัวเองจะสนับสนุนได้ แบบนี้จึงจะพูดได้เต็มปากว่าไม่เสียทีที่เกิดมาชาตินี้

จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11054

สู้..สู้ ..!!! และสู้..ต่อไป ในภารกิจเพื่อพิทักษ์ ประชาชน และจักรวาล..!!!


ชมIkigamiจากYouTube

Stormy Night การ์ตูนเด็กที่เหมาะกับคนช่างคิด


คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

สิ่งแรกที่สะดุดตากับกล่อง DVD ของการ์ตูนเรื่องนี้คือ "เขียนชื่อผิดนี่นา" จาก Stormy Night ซึ่งแปลว่าคืนพายุกระหน่ำ กลายเป็น Stromy Night เสียแทน ซึ่งก็ไม่ใช่จุดที่จะมาเอาผิดอะไรหรอกค่ะ เพราะจะเขียนผิดหรือถูกก็จะลองซื้อไปชมอยู่ดี เนื่องจากอ่านเจอบทวิจารณ์จากต่างประเทศที่น่าสนใจว่าภาพยนตร์การ์ตูนสำหรับเด็กวัยอนุบาลถึงประถมเรื่องนี้ สามารถตีความ "เรื่องเพศที่ซ่อนเร้น" ได้อย่างลึกซึ้งในสายตานักวิจารณ์บางคน

Stormy Night หรือชื่อญี่ปุ่น Arashi no Toru Ni สร้างขึ้นโดยได้รับเค้าโครงจากนิทานสำหรับเด็กซึ่งออกมาเป็นซีรีส์ 7 เล่ม ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1997-2005 ฉบับหนังการ์ตูนลงจอฉายครั้งแรกเมื่อ 10 ธันวาคมปี 2005 และติดอันดับท็อป 10 ของบ็อกซ์ออฟฟิศในญี่ปุ่นกว่าเดือนทีเดียว เพียงแค่เดือนแรกก็มียอดผู้ชมสูงถึงหนึ่งล้านสองแสนคน ซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ปกตินักสำหรับภาพยนตร์การ์ตูนจากนิทานเด็ก และในเดือนมกราคมปี 2006 Stormy Night ก็ได้ฉายใน 26 ประเทศทั่วโลก

เล่าเรื่องสักนิดค่ะ Stormy Night คือเรื่องของแพะหนุ่ม "เมย์" และหมาป่า "กาบุ" วันหนึ่งในคืนพายุกระหน่ำจนฟ้ามืดมิด ฝนตกหนักทำให้ทั้งสองตัวต้องหนีเข้ามาหลบฝนในบ้านร้างมืดสนิท ทั้งสองคุยกันถูกคอโดยไม่รู้เลยว่าต่างฝ่ายต่างก็เป็นศัตรูกันโดยธรรมชาติ จนเมื่อพายุเริ่มสงบ เมย์และกาบุสัญญากันว่าวันพรุ่งนี้แดดดีจะนัดไปกินข้าวกลางวันบนยอดเขาด้วยกัน

แล้วความจริงก็ปรากฏเมื่อกาบุเห็นว่าเมย์ที่เขารู้สึกถูกใจกลายเป็นแพะ นี่เขานัดอาหารของตัวเองเพื่อไปกินอาหารด้วยกันหรอกเหรอ!! โชคดีที่กาบุไม่ใช่หมาป่าใจร้ายเหมือนตัวอื่นค่ะ เขาคิดว่ามิตรภาพงดงามกว่าการเข่นฆ่าด้วยสัญชาตญาณ เขาจึงตัดสินใจเป็นเพื่อนกับเมย์ทั้งที่ต้องอดใจไม่ให้เผลองับเนื้อแพะของโปรดอยู่หลายครา

แต่เหตุการณ์ทุกอย่างก็พลิกผันเมื่อฝูงหมาป่าและแพะรู้ว่าสองตัวนี้คบหาศัตรูและอาหารเป็นเพื่อน เมย์และกาบุถูกสั่งให้ทรยศและใช้ประโยชน์จากความเป็นเพื่อน ไม่อย่างนั้นก็ต้องโดนลงโทษ แล้วทั้งสองจะทำอย่างไรดีล่ะ เด็กๆ ช่วยลุ้นต่อได้นะคะ

ยอมรับในความสวยงามของฉากจริงๆ ค่ะ Stormy Night ใช้เทคนิคคอมพิวเตอร์กราฟิคสองมิติสำหรับฉากหลังให้ดูเหมือนเด็กๆ กำลังเปิดหน้าหนังสือนิทานแล้วมีประตูกระดาษเปิดได้ ไม่ก็กังหันลมกระดาษหมุนๆ แต่ฉากสามมิติที่ต้องการความตื่นเต้นเช่นฉากหมาป่าต่อสู้ก็ทำได้สวยอย่างน่าทึ่ง สีจัดจ้านและใช้เทคนิคสีน้ำกลมกลืนจนแทบจะหยุดภาพเป็นงานศิลปะดีๆ ได้หลายฉากเลย

เนื้อเรื่องเป็นการนำเสนอเพื่อเด็กวัยตั้งแต่อนุบาลขึ้นไปจริงๆ ค่ะ เหล่าสัตว์ในเรื่องมีบุคลิกและความคิดเหมือนคน ซึ่งทำให้เด็กวัยอนุบาลรู้สึกเพลิดเพลินและกระตุ้นจินตนาการ แต่ความขัดแย้งระหว่างธรรมชาติกับความรู้สึกยิ่งสนับสนุนให้เด็กประถมเรียนรู้ที่จะเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นไปพร้อมๆ กับระงับความต้องการของตัวเอง เด็กวัยมัธยมต้นน่าจะตื่นตาตื่นใจกับไคลแมกซ์ 2-3 ช่วงที่ตื่นเต้น ส่วนมัธยมปลายก็ซาบซึ้งเมื่อเห็นความรักที่เพื่อนมีให้กัน ยอมรับซึ่งกันและกันและเกิดมิตรภาพแท้จริงที่วัยรุ่นใฝ่หา



ฮู่วววว....ใส่แว่นของเด็กแต่ละวัยมาดูแล้วคิดยิ่งรู้สึกนับถือผู้สร้างค่ะ แต่สิ่งที่ทำให้นักวิจารณ์หลายคนบอกว่ามี "เรื่องเพศที่ซ่อนเร้น" อยู่ ทบทวนเนื้อเรื่องดูแล้วก็ต้องหัวเราะอย่างอารมณ์ดีค่ะว่านักวิจารณ์เขาก็คิดกันได้นะ ลองหยิบแว่นของหนังโรมานซ์ร่วมสมัยมาใส่ดู Stormy Night กลับกลายเป็นการ์ตูนที่นำเสนอการค้นหาตนเอง แสวงหาสังคมใหม่ที่ให้การยอมรับ ต่อสู้กับความขัดแย้งระหว่างมิตรภาพกับความรักที่ผิดธรรมชาติ ฯลฯ...นี่คือพล็อตของหนังรักร่วมเพศระดับรางวัลหลายเรื่องเลยค่ะ ใครคิดว่าดู Broke Back Mountain แล้วซาบซึ้ง ดูเรื่องนี้แล้วจะตกใจค่ะว่าทำไมมัน "ใช่เลย"

ยังยืนยันว่า Stormy Night คือการ์ตูนสำหรับเด็กค่ะ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะไปเจอประเด็นเพศอะไรนั่นเพราะมันไม่มีค่ะ เป็นสิ่งที่นักวิจารณ์ช่างคิดบางคนตีความกันไปเองเพื่อหาเหตุผลมาสรรเสริญความลึกซึ้งของเนื้อหา แท้ที่จริงเมย์กับกาบุคือตัวอย่างที่ดีสำหรับการเรียนรู้มิตรภาพที่ยิ่งใหญ่เท่านั้นเอง

ถ้าอยากให้เด็กๆ เรียนรู้ความเสียสละและจริงใจต่อเพื่อน Stormy Night คืออีกทางเลือกที่น่าสนนะคะ

จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับวันที่ 08 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11047

One Stormy Night(ArashiNoYoruNi)

Arashi no Toru Ni (1)



Arashi no Toru Ni (2)



Arashi no Toru Ni (3)


Arashi no Toru Ni (4)



Arashi no Toru Ni (5)



Arashi no Toru Ni (6)


Arashi no Toru Ni (7)


Arashi no Toru Ni (8)


Arashi no Toru Ni (9)


Arashi no Toru Ni (10)


Arashi no Toru Ni (11)

Sayonara Zetsubo Sensei ลาก่อนคุณครูผู้สิ้นหวัง


คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวละออง

เชื่อไหมคะว่าในยุคน้ำมันแพงเช่นนี้ ความสุขหรือทุกข์ของคนก็ยังไม่อาจวัดได้จากเงินในกระเป๋าสตางค์แต่วัดได้จาก "มุมมอง" ของแต่ละคนเองมากกว่า ถ้าไม่เชื่อต้องลองอ่านการ์ตูนที่แสนสิ้นหวังเรื่องนี้ดูค่ะ แล้วเราจะพบว่า "มุมมอง" มีอานุภาพมากเหลือเกิน

Sayonara Zetsubo Sensei หรือ "ซาโยนาระคุณครูผู้สิ้นหวัง" เป็นผลงานของ อ.คุเมตะ โคจิ ซึ่งเพิ่งตีพิมพ์เป็นรูปเล่มได้ไม่นานนี้ แต่หลายท่านอาจจะเคยผ่านตาในรูปแอนิเมชั่นที่ใช้เทคนิคสวยงามและสอดแทรกคำคมไว้เยอะไปหมด

พระเอกของเรื่องคือ "อิโตชิกิ โนโซมุ" คุณครูมัธยมผู้มองโลกในแง่ร้ายที่สุดเท่าที่สมองจะคิดได้ เขามองว่าทุกอย่างในโลกล้วนสิ้นหวัง ไม่มีอะไรมีค่าควรแก่การมีชีวิตอยู่อีกแล้ว ดังนั้น เมื่อต้นเรื่อง เขาจึงกำลังผูกคอตายใต้ต้นซากุระพอดี แต่โชคช่วยเมื่อเด็กสาวผู้มองโลกในแง่ดีสุดขีด "ฟูระ คาฟุคุ" ผ่านมาเห็นเข้า เธอวิ่งเข้าไปกอดขาจนโนโซมุถูกเชือกรั้งคอเกือบตาย เขาจึงต่อว่าเธอไปว่า "เกิดฉันตายขึ้นมาจำทำยังไง!" (อ้าว)

คาฟุคุบอกว่า ไม่มีใครฆ่าตัวตายในวันที่อากาศดีและซากุระบานสะพรั่งอย่างนี้ได้หรอก (แม้จะเห็นโนโซมุเอาคอพาดเชือกเตรียมแขวนก็ตาม) ดวงตาที่มองเห็นโลกเป็นสีชมพูของเธอบอกว่าโนโซมุไม่ได้คิดฆ่าตัวตาย

"แต่กำลังยืดส่วนสูงอยู่ใช่ไหมคะ พ่อของหนูก็เคยยืดส่วนสูงอยู่เหมือนกัน"

เธอยิ้มด้วยใบหน้าที่แสนบริสุทธิ์ แต่เราคนอ่านทราบดีว่าพ่อของเธอก็ผูกคอตายเช่นกัน กลับมาวิเคราะห์ว่าทำไมอ่านถึงตรงนี้แล้วอ้าปากค้าง คำตอบคือการที่เธอยังยิ้มแย้มและเห็นโลกเป็นสีชมพูได้อยู่แม้ว่าคุณพ่อจะฆ่าตัวตาย เพราะเธอพยายามมองทุกอย่างในแง่บวก มองอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้วันต่อๆ มาของชีวิตคนเป็นไม่สิ้นสุดแบบชีวิตคนตาย

เคยมีคนถามเหมือนกันค่ะว่ามองแบบนี้ก็เหมือนหนีความจริงสิ พูดแบบนั้นก็ไม่ผิดค่ะ แต่เรานิยมเรียกว่า "ถอยมาตั้งหลัก" มากกว่า คือทิ้งความจริงส่วนที่ปวดร้าวไว้สักพักแล้วทำใจให้เข้มแข็งเสียก่อน เมื่อรู้สึกว่าใจพร้อมจึงค่อยหยิบความเศร้ามาปัดฝุ่นและพิจารณาอีกรอบ ถ้าถามว่าหยิบมาอีกทำไม เพราะอะไรไม่แกล้งทำเป็นลืมๆ ไปเสีย คำตอบคือเราต้องหยิบมาเพื่อป้องกันและเตรียมรับมือหากความเศร้านี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตค่ะ

ในตอนที่สองของการ์ตูนเล่มนี้เป็นตอนที่ชอบที่สุดเลยค่ะ เมื่อโนโซมุเป็นคุณครูคนใหม่ประจำห้องของคาฟุคุ เขาแจกกระดาษให้นักเรียนเขียนความหวังในอนาคตของตัวเอง บางคนก็อยากเข้ามหาวิทยาลัยชั้นเลิศ บางคนก็อยากเป็นนักกีฬาทีมชาติ แต่โนโซมุบอกว่าทุกคนล้วน "สิ้นหวัง" เพราะแม้จะหวัง แต่คิดหรือว่าจะมีปัญญาทำได้ (เล่นเอานักเรียนจุกกันหมด) ดังนั้น เขาจึงให้ทุกคนเปลี่ยนจากการเขียนความหวังเป็น "ความสิ้นหวัง" เสียแทน ส่งผลให้ทุกคนลงมือเขียนทุกอย่างที่อยากเป็นแต่ไม่รู้ทำได้หรือเปล่า เช่น เป็นนายกฯ เป็นดารา ฯลฯ ล้วนเป็นความหวังสูงสุดที่ทุกคนพยายามหนีความจริงว่าตนเองไม่สามารถเป็นได้และลืมๆ ไปเสีย

คาฟุคุยกมือคัดค้านค่ะ เธอบอกว่า "ไม่มีอะไรที่สิ้นหวังหรอก ถ้าทุกคนพยายาม ความหวังก็ย่อมสัมฤทธิ์ผล" กระทั่งเป็นนายกฯ เธอก็บอกว่ายังมีหวัง แต่หากบอกว่าสิ่งที่สิ้นหวังจนเป็นไม่ได้จริงๆ ก็คงเป็นพระเจ้าไม่ก็มนุษย์ต่างดาวล่ะมั้ง

สิ่งที่คนสิ้นหวังอย่างโนโซมุทำกลับกลายเป็นการสนับสนุนให้ทุกคนหันหน้าเข้าสู้กับความหวังและความสิ้นหวังเสียแทนค่ะ หลายคนหลีกเลี่ยงความคาดหวังที่สูงเกินไปเพราะกลัวว่าผิดหวังแล้วจะเจ็บปวด แต่ในบางโอกาส การกล้าเผชิญหน้ากับความผิดหวังก็ทำให้เราบินสูงกว่าที่คาดได้มากเลยนะคะ

Sayonara Zetsubo Sensei จึงไม่ใช่การ์ตูนที่สิ้นหวัง แต่เป็นการ์ตูนที่ให้มุมมองใหม่ๆ ทั้งสิ้นหวังและสมหวังอย่างสุดขีดเลยค่ะ ในความตลกโปกฮาต้องยอมรับว่าช่วยบริหารสมองให้รู้จักคิดนอกกรอบอยู่โขเลย ลองสำรวจตัวเองตอนอ่านได้นะคะ ถ้าเราคิดว่า "จะบ้าเหรอ มันจะเป็นไปได้ยังไง" แปลว่ามุมมองของเรายังแคบอยู่ค่ะ

แต่ถ้าอ่านแล้วคิดว่า "เออนะ...มันคิดอย่างนี้ก็ได้เหมือนกันนี่" เรากำลังจะกลายเป็นคนที่คิดนอกกรอบได้อย่างอัจฉริยะแล้วค่ะ

Diamond Life พ่อรวยสอนลูกฉบับการ์ตูนตาหวาน


คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

เป็นการ์ตูนที่ผิดความคาดหมายไปมากเลยค่ะ หลังจากคาดหวังว่าจะได้อ่านการ์ตูนเบาๆ ไม่มีสาระ ทำนองซินเดอเรลล่านางเอกยาจกเจอพระเอกผู้ร่ำรวยแล้วแฮปปี้เอ็นดิ้ง เพื่อให้สมองได้พักผ่อนบ้าง ที่ไหนได้ "ไดมอนด์ ไลฟ์" ทำเอานอนเกือบตีหนึ่งเลยค่ะ

ไดมอนด์ ไลฟ์ เล่าเรื่อง "คานาเอะ" สาวน้อยวัย 22 ปีที่เรียนไม่จบ ม.ปลาย เนื่องจากปัญหาด้านการเงิน พ่อติดการพนันและไม่ยอมทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน ส่วนแม่เมื่อทนพฤติกรรมของพ่อไม่ไหวจึงหนีออกจากบ้าน ส่งผลให้คานาเอะต้องลาออกจากโรงเรียนมาทำงานเป็นแม่บ้านทำความสะอาดเพื่อหาเลี้ยงพ่อที่มักจะแอบขโมยเงินค่าใช้จ่ายในบ้านไปเล่นการพนันเสมอ

วันโชคร้ายที่สุดก็มาถึง เมื่อคานาเอะถูกขโมยเงินสำหรับจ่ายค่าเช่าบ้านไปหมด ตอนนั้นพระเอกผู้ใจบุญ "ฮารุกิ" ผ่านมาเจอและควักเงินสองแสนเยนให้เธอฟรีๆ เพราะว่าเขาคือประธานบริษัทไฟแรงวัย 26 ปี เจ้าของบริษัทที่คานาเอะไปเป็นพนักงานทำความสะอาดอยู่นั่นเอง

ในช่วงแรกเนื้อเรื่องน้ำเน่าได้ถูกใจมากค่ะ อ่านแล้วก็เดาได้ว่าเดี๋ยวเถอะ มันต้องมีเรื่องให้ทะเลาะกันวันละนิด จีบกันวันล่ะหน่อย งอนเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็เป็นแฟนกัน ท้ายเล่มจบชัวร์ แต่ อ.ฟุจิวาระ อากิระ ผู้วาดเรื่องนี้กลับมีกึ๋นกว่าที่คาดไว้มากค่ะ จากการ์ตูนน้ำเน่าสไตล์หนังไทยเรียกพี่ เธอพลิกให้กลายเป็นการ์ตูนที่ให้แรงบันดาลใจกับคนในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้ได้อย่างฉลาด

ทุกอย่างพลิกผันเมื่อคานาเอะได้ไปเป็นพนักงานทำความสะอาดที่บ้านของฮารุกิด้วยความบังเอิญ ความอัจฉริยะในการทำความสะอาดของคานาเอะเริ่มเข้าตาฮารุกิในที่สุด เขาคิดในใจว่า คานาเอะน่าจะพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นกว่าได้ แต่ผู้ชายที่ร่ำรวยจากการทำนาบนหลังคนอย่างเขาก็ยังไม่เชื่อใจคานาเอะอยู่ดี บทพิสูจน์บทแรกทำให้เขาได้รับบทเรียนอันยิ่งใหญ่เลยค่ะ

คานาเอะเล่าให้ฮารุกิฟังว่า เธอต้องการใช้เงินเป็นค่ารักษาพ่อ เธอจึงใช้เงินจากบัตรเครดิตหลายๆ ใบ และค่อยๆ ผ่อนจ่ายแบบลูกโซ่ (คือกู้ใบใหม่โปะใบเก่าไปทีละนิดแล้วค่อยๆ ปิดหนี้ไปทีละใบ) ซึ่งด้วยความรู้ขนาดเธอก็คิดว่าจัดการได้ง่ายกว่าบริษัทเงินกู้ เธอขอคำแนะนำจากฮารุกิในฐานะประธานบริษัท และคำแนะนำที่ได้คือ

"กู้มาเยอะๆ แล้วชักดาบซะเลย"

อ่านแล้วอ้าปากค้างค่ะ!

เฮ้ย! การ์ตูนเด็กนะ! สอนอย่างนี้ได้ยังไง!

ฮารุกิยังยกแม่น้ำอีกร่วมร้อยสายพร้อมทั้งเสนอว่า ถ้าคานาเอะอยากเบี้ยวเงินเจ้าหนี้ เขาจะช่วยบอกวิธีให้เอง ฟังแล้วหากยอมทนหน้าด้านหน่อยก็ไม่มีปัญหา ขนาดตัวเองอ่านยังเผลอมีใจให้วิชามารชักดาบของฮารุกิเลยค่ะ แต่ในที่สุด คานาเอะก็ตอบว่า

"สิ่งเดียวที่ฉันมีอยู่ตอนนี้คือศักดิ์ศรี ถ้ากู้เขามาแล้วก็ต้องใช้คืนให้ได้ กรุณาอย่าเอาสิ่งสุดท้ายที่ฉันมีอยู่ไปเลย"

อ้าปากค้างต่อค่ะ!

นางเอกเท่เป็นบ้า! แม้เธอจะจนและทำงานหนัก แต่เธอก็มีศักดิ์ศรีพอที่จะไม่ทำเรื่องชั่วๆ ที่อาจทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อนและตราหน้าเธอว่าเป็นพวกขี้โกง ฮารุกิถึงค่อยมาเฉลยตอนท้ายว่า หากคานาเอะยอมชักดาบเจ้าหนี้ตามที่เขาแนะนำ สุดท้ายตัวคานาเอะเองน่ะแหละที่จะรับผลกรรมทั้งหมด เธอจะไม่มีใครไว้ใจและยอมช่วยเหลืออีกต่อไป รวมถึงตัวเขาด้วย

ความซื่อสัตย์ของคานาเอะส่งผลให้เธอได้รับความไว้วางใจมากขึ้น และใกล้ชิดฮารุกิทีละน้อย เรื่องหลังจากนั้นออกจะหวานแหววเพื่อให้น่าอ่านรู้สึก "คล่องคอ" มากขึ้น แต่คุณธรรมที่สอดแทรกในเนื้อเรื่องชวนให้ประทับใจจริงๆ ค่ะ ดีไม่ดีพ่อรวยสอนลูกเสร็จแล้ว ลูกจนนี่ล่ะค่ะที่จะช่วยสอนให้พ่อเห็นคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตด้วย

ไดมอนด์ ไลฟ์ จึงช่วยยืนยันว่า คนรวยก็ไม่ได้สมบูรณ์พร้อมเสมอไป และคนจนก็ยังอยู่ได้แม้ต้องอดมื้อกินมื้อ เพราะถึงศักดิ์ศรีไม่ช่วยให้อิ่มท้อง แต่อิ่มใจนะเออ

จากมติชนรายวัน : วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11033

Dragon Zakura เข้ามหาวิทยาลัยน่ะเรื่องขี้ผง


คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

คิดว่าประโยคข้างบน พระเอกของเรื่อง Dragon Zakura หรือ "นายซ่าท้าเด็กแนว" คงพูดกรอกหูนักเรียนอยู่เป็นประจำค่ะ ที่จริงการ์ตูนเรื่องนี้เคยยกมาพูดไปแล้วพร้อมๆ กับช่วงที่ละครญี่ปุ่นซึ่งสร้างจากการ์ตูนเรื่องนี้กำลังฉายอยู่พอดี แต่แล้วหนังสือการ์ตูนก็ขาดช่วงไปนานมาก นานจนลืมเรื่องนี้ไปแล้ว เพิ่งได้ฤกษ์คลอดเล่ม 4 มาไม่กี่วันนี้เอง

"นายซ่าท้าเด็กแนว" เป็นการ์ตูนที่ได้รับรางวัลการ์ตูนยอดเยี่ยมประจำปี 2005 จากสำนักพิมพ์ Kodansha ซึ่งแจกรางวัลทุกปีสำหรับการ์ตูนและผู้รังสรรค์การ์ตูนผู้ทรงคุณค่า หลายเรื่องที่ได้รับรางวัลนี้ไม่ใช่การ์ตูนมหากาพย์ยิ่งใหญ่หรือยอดขายถล่มทลาย แต่เป็นการ์ตูนที่มีศิลปะการเล่าเรื่องได้น่าติดตาม เนื้อหาคุ้มค่าต่อการเสียเวลาอ่าน และสะท้อนภาพแนวคิดร่วมสมัยของญี่ปุ่นผ่านสัญลักษณ์ต่างๆ ในการ์ตูนได้อย่างน่าชื่นชม จึงไม่แปลกที่ "นายซ่าฯ" จะเหมาะสมกับรางวัลนี้ที่สุดสำหรับประเทศที่คิดว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ต่างจากการออกรบ

ซากุระงิเป็นทนายความจนๆ ที่ตัดสินใจเข้าไปทวงหนี้โรงเรียนมัธยมปลายริวซัง โรงเรียนซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมคนหัวขี้เลื่อยและเด็กไม่เอาไหน เขาเห็นว่าการปิดโรงเรียนไม่ใช่ทางแก้ปัญหาจึงเสนอโครงการสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนด้วยการตั้งเป้าหมายว่าจะต้องมีนักเรียนจากริวซังเข้ามหาวิทยาลัยโตเกียวให้ได้! สำหรับความรู้สึกของคนญี่ปุ่นยุคเก่า มหาวิทยาลัยโตเกียวคือสุดยอดของมหาวิทยาลัยสำหรับคนเก่งค่ะ ทุกคนเชื่อว่าจบมหาวิทยาลัยนี้ย่อมมีอนาคตที่สดใสรออยู่แน่นอน (แม้ในความเป็นจริง ปัจจุบันนี้มีมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าในญี่ปุ่นอีกหลายแห่งที่สอนบางสาขาวิชาแจ๋วกว่ามหาวิทยาลัยโตเกียวเพียบ)

ในเล่ม 4 เล่ามาถึงหน่วยกล้าตาย 2 คน ที่ยินดีเข้าคอร์สเรียนพิเศษของซากุระงิ ติวเข้ม 1 ปีเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยโตเกียวให้ได้ ทั้งสองคนกำลังเรียนภาษาอังกฤษค่ะ เด็กไทยบางคนกลัวภาษาอังกฤษเพราะพูดไม่เก่ง และเด็กยุคเก่าหลายคนเรียนแต่ไวยกรณ์โดยไม่ทราบวิธีการใช้ภาษาในชีวิตประจำวันด้วยซ้ำ แต่เชื่อไหมคะว่าญี่ปุ่นลำบากกว่าเราค่ะ

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษเลยก็อยู่ได้ เพราะทุกอย่างในบ้านเมืองเขาหาภาษาอังกฤษได้น้อยมากๆ ประกอบกับลักษณะคำในภาษาญี่ปุ่นไม่มีตัวสะกดและมีเสียงวรรณยุกต์ไม่หลากหลายนัก (ของไทยผันได้ตั้ง 5 เสียงแถมตัวสะกดได้เกือบทุกแบบ) ดังนั้น เวลาคนไทยพูดภาษาอังกฤษจึงฟังง่ายกว่าคนญี่ปุ่นพูด

เริ่มต้นแบบนี้แล้วรู้สึกภาคภูมิใจขึ้นไหมคะ ในการ์ตูนเรื่องนี้ก็หยิบยกความกลัวภาษาอังกฤษของชาวญี่ปุ่นมาพูดเหมือนกันค่ะ ครูพิเศษบอกกับนักเรียนว่าในบรรดาเด็กที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยโตเกียว มีน้อยคนเหลือเกินที่จะเก่งภาษาอังกฤษ และคำว่าเก่งภาษาอังกฤษก็ใช่ว่าจะต้องพูดกับฝรั่งได้เหมือนผีฝรั่งเข้าสิงเสียหน่อย ข้อสอบภาษาอังกฤษเข้ามหาวิทยาลัยโตเกียวไม่ได้ทดสอบว่าเราเก่งภาษาอังกฤษแต่ทดสอบว่าเราใช้ภาษาอังกฤษพื้นฐานสำหรับการเรียนมหาวิทยาลัยได้หรือไม่ต่างหากค่ะ

แบบนี้ก็สบายสิคะ ไวยกรณ์พื้นฐานอาจจำเป็น แต่สิ่งที่พบในวิชามารเรียนลัดของการ์ตูนเรื่องนี้คือการ "จำประโยคพื้นฐาน" ค่ะ ข้อสอบไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมาก เพียงแค่เราจำความรู้พื้นฐานให้ได้และระวังไม่ให้เขียนผิด แค่นี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ

สิ่งที่ได้รับตอนอ่านเล่ม 4 จบไม่ใช่เทคนิคการสอบภาษาอังกฤษ แต่เป็นความเข้าใจถึงธรรมชาติของวิชาและการสอบ ซากุระงิแสดงให้เราเห็นว่าคนเก่งอาจสอบได้คะแนนดี แต่คนที่รู้หลักการทำข้อสอบจะได้คะแนนดียิ่งกว่า เพราะข้อสอบไม่ใช่ตัววัดว่าเราโง่หรือฉลาดแต่วัดว่าความรู้ส่วนที่เขาต้องการให้มี เรามีและแสดงให้เห็นว่ามีจริงได้แค่ไหน ดังนี้ ถ้ามีความรู้เยอะแต่ไม่รู้จักดึงออกมาใช้หรือนำเสนอได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ย่อมสอบได้คะแนนไม่ดีเหมือนกัน

แต่แค่เทคนิคดีก็ใช่ว่าชีวิตจะประสบความสำเร็จนะคะ ไม่อย่างนั้นคนที่เรียนในโรงเรียนกวดวิชาก็ต้องสอบติดมหาวิทยาลัยดีๆ กันหมดแล้วสิ

คำตอบสุดท้ายที่ซากุระงิบอกเราคือต่อให้เทคนิคล้ำเลิศเพียงใด ความใส่ใจทุ่มเทต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จ

ยาจิม่า หนึ่งในสองนักเรียนคอร์สติวเข้มพิเศษของซากุระงิต้องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยโตเกียวให้ได้เพื่อพิสูจน์ให้ครอบครัวเห็นว่าเขาไม่ใช่เด็กเหลือขอ ความไม่มั่นใจในตัวเองของเขาทำให้ท้อและเป๋ไปบ้างเหมือนกัน ส่วนมิซึโนะต้องการเปลี่ยนชีวิตตัวเองจากวังวนของครอบครัวที่สิ้นหวัง เธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ให้ได้และทำงานเลี้ยงตัวเอง สิบกว่าปีที่ทั้งสองใช้ชีวิตขาดทุนมาตลอด จึงหวังว่ายอมขาดทุนยิ่งกว่าที่ผ่านมาโดยการตั้งใจเรียนอย่างยากลำบากเพื่อหวังผลให้ช่วงชีวิตที่เหลืออีกหลายสิบปีมีแต่กำไร

เป็นการ์ตูนที่ดีและเหมาะกับศักราชใหม่หลังประกาศผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบช่วงนี้เลยค่ะ หากอ่านแล้วเกิดแรงฮึดขึ้นมาตั้งแต่ต้นปีการศึกษาแบบนี้ น้องๆ ที่กำลังเตรียมสอบหรือรอสอบใหม่ปีหน้าจะได้มีความหวังว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ใช่ว่าจะมีแต่ความพยายามอยู่ที่นั่น

ความสำเร็จก็อยู่ด้วยค่ะ