27 มิถุนายน 2552

ศิลปะแบบ Superflat กับวัฒนธรรมโอตาคุ (2)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

สัปดาห์ที่แล้วเล่าค้างถึงคำว่า Otaku (โอตาคุ) ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนซึ่งบริโภควัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการ์ตูน, แอนิเมชั่น, และบรรดาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการ์ตูน ไม่ใช่แค่ซื้ออ่านแล้วผ่านไปนะคะ โอตาคุต้องชอบมากถึงขนาดเป็นเจ้าของสินค้าเหล่านี้ด้วย (ไม่ใช่แค่เช่าการ์ตูนอ่านแก้เครียดอย่างเดียว) และอาจมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่สามารถคุยเรื่องเกี่ยวกับการ์ตูนได้ ของสะสมส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการ์ตูนล้วนๆ ค่ะ

ดูแล้วกลุ่มคนเหล่านี้น่าจะน่ารักและเต็มไปด้วยจินตนาการ แต่วงการโอตาคุก็ถูกสาดโคลนจนมัวหมองเมื่อฆาตกรต่อเนื่อง "มิยาซากิ สึโตมุ" ถูกจับในปี 1989 เขาข่มขืนเด็ก 4 คน และกินชิ้นส่วนของศพด้วย เมื่อตำรวจค้นบ้านปรากฏว่าเจอหนังสือการ์ตูนและวิดีโอเทปที่เขาบันทึกภาพเหยื่อกองสุมอยู่ถึงเพดาน! นั่นคือจุดเปลี่ยนที่คนในสังคมญี่ปุ่นตั้งแต่นักการเมือง นักข่าว หรือแม้แต่คนทั่วไปคิดว่า "โอตาคุ" คือกลุ่มคนอันตราย ความที่บุคลิกของโอตาคุเองมักเป็นคนเก็บตัว พูดน้อย ใช้เวลาอยู่กับจินตนาการและการ์ตูนมากกว่าออกไปพบปะผู้คนและไม่ค่อยมีทักษะในการคุยกับคนมากนักเมื่อเทียบกับทักษะการเขียน (เพราะมักติดต่อเพื่อนผ่านอินเตอร์เน็ตมากกว่าเจอตัวเป็นๆ) จึงยิ่งตอกย้ำให้คนทั่วไปคิดว่าโอตาคุคือ "คนผิดปกติ" ที่หมกมุ่นอยู่แต่โลกของจินตนาการเรื่องเพศและความรุนแรง

โดยสรุปคือคนคิดว่าในเมื่อฆาตกรที่อาจจะป่วยเป็นโรคจิตคนหนึ่งเป็นโอตาคุ ดังนั้น โอตาคุทุกคนมีโอกาสเป็นโรคจิตและเป็นฆาตกรได้ซึ่งตรรกะนี้ไม่ถูกต้องนะคะ เหล่าโอตาคุซึ่งทำตัวแตกต่างจากคนทั่วไปถูกกีดกันออกจากสังคมและตราหน้าว่าเป็นคนผิดปกติอย่างง่ายดายจากการเหมารวมนี้ อย่างไรก็ตาม โอตาคุระดับ High function หรือคนที่มีวุฒิภาวะสูงก็ไม่ได้อยากออกมาตีโพยตีพายว่าตัวเองเป็นคนปกติ เพราะคนกลุ่มนี้พอใจกับการคบเพื่อนที่รู้ใจกันเพียงไม่กี่คนและอยู่ในสังคมที่ทุกคนรักชอบสิ่งเดียวกันอย่างจริงใจมากกว่า ดังนั้น ภาพพจน์ทางลบของโอตาคุจึงไม่ได้รับการแก้ไขมาจนถึงปัจจุบันนี้และคงหมดหนทางจะแก้เสียแล้วค่ะ

"มุราคามิ ทาคาชิ" ศิลปินที่ประสบความสำเร็จในอเมริกาและผู้นิยามศิลปะแนว Superflat เป็นคนแรกก็ถูกมองว่าเป็น "โอตาคุ" เช่นกัน สารภาพว่าเห็นงานของเขาชื่อ "My Lonesome Cowboy" ซึ่งเหมือนฟิกเกอร์การ์ตูนสูงเท่าคนจริงกำลังควงบ่วงบาศสีขาวที่เกิดจาก...แฮ่ม...หาภาพเต็มๆ ในอินเตอร์เน็ตแล้วกันนะคะเพราะหวาดเสียวค่ะ ดูแล้วก็คิดว่ายังไงมุราคามิเป็นโอตาคุแน่นอนเพราะผลงานของเขาเปล่งประกายจิตวิญญาณของคนชอบแอนิเมชั่นออกมาแรงกล้าขนาดนั้น แต่มุราคามิกลับประกาศว่าเขาไม่ใช่โอตาคุ (เขาเป็นอาร์ตติสต่างหาก) งานนี้เลยทำให้เหล่าโอตาคุรุ่นเก๋าซึ่งปัจจุบันเป็นนักเขียนการ์ตูนที่ทรงอิทธิพลในญี่ปุ่นออกมาประณามกันใหญ่ค่ะ ทำนองว่างานของเขารับอิทธิพลจากวัฒนธรรมการ์ตูนไปเต็มๆ ขนาดนั้นแถมเอาแรงบันดาลใจจากการ์ตูนไปหากินอย่างงี้ยังมาบอกว่าตัวเองไม่ใช่โอตาคุอีกนะ

เรื่องหลังจากนั้นเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบค่ะ แต่ที่แน่ๆ งานปั้น My Lonesome Cowboy เหมือนฟิกเกอร์การ์ตูนขนาดเท่าคนจริงซึ่งคาดว่าจะมีคนประมูลไปด้วยราคา 3-4 ล้านดอลลาร์กลับขายไปในราคา 15.1 ล้านดอลลาร์ค่ะ! โอย...จะเป็นลม แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นผลงานที่ติดตามากๆ เลยค่ะ มันทั้งน่ารัก ทั้งดาร์ค ทั้งก้าวร้าวและมีสาระในความไม่มีสาระของชิ้นงานจริงๆ

อย่างไรก็ตาม คนซื้อไปน่าจะได้กำไรมากกว่านี้อีกหลายเท่าเพราะกระเป๋าแฟชั่นของฝรั่งเศสที่เราคุ้นเคยกันดี "Louis Vuitton" ให้มุราคามิออกแบบคอลเลคชั่น Multicolor สีสันแสบทรวงที่มองแวบแรกนึกว่าใครเอาสติ๊กเกอร์ลายการ์ตูนมาติดบนกระเป๋าหลุยส์ นั่นล่ะค่ะ Superflat! คือมองแล้วรู้สึกว่า "เหมือนการ์ตูน" นั่นเอง

งวดหน้าต่ออีกนิดเรื่องศิลปินที่โด่งดังจากความเป็นโอตาคุแม้จะบอกว่าตัวเองไม่ใช่โอตาคุคนนี้อีกหน่อยค่ะ


วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11432 มติชนรายวัน

20 มิถุนายน 2552

ศิลปะแบบ Superflat กับวัฒนธรรมโอตาคุ (1)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

หลังจากสัปดาห์ก่อนได้ชม Paprika แอนิเมชั่นไซไฟของผู้กำกับฯคอน ซาโตชิไปแล้วและรู้สึกประทับใจในงานภาพสองมิติกับสามมิติเนียนๆ มาก ตอนนั้นเลยเริ่มสังเกตค่ะว่างานภาพ 3D (สามมิติ) ในการ์ตูนญี่ปุ่นมีความแตกต่าง 3D ตะวันตกอยู่นิดหน่อย ถ้าท่านใดเคยชมการ์ตูนสามมิติของ Pixar คงนึกออกว่าการ์ตูน 3D ของเขามีความนูนเว้าและมีแสงเงาเหมือนเป็นวัตถุจริงๆ แต่งานแอนิเมชัน 3D ของญี่ปุ่นไม่นูนค่ะ! เห็นได้ชัดว่า 3D ของสองซีกโลกมีประวัติความเป็นมาต่างกัน โดยของญี่ปุ่นกำเนิดจากหนังสือการ์ตูนซึ่งต้องการเปลี่ยนลายเส้นการ์ตูนให้ดูเป็นวัตถุจริง ส่วน 3D ตะวันตกกำเนิดจากการเปลี่ยนวัตถุจริงให้ดูเป็นการ์ตูน (แต่ไม่ใช่ลายเส้น) ค่ะ เรียกว่าเป็นพัฒนาการที่สวนทางอย่างสิ้นเชิง

ไม่มีใครให้คำนิยามได้ว่าผลงาน 3D ที่เหมือนจริงมากกว่าการ์ตูนและเหมือนการ์ตูนมากกว่าของจริงเช่นนี้เรียกว่าอะไรกันแน่ ในที่สุดเมื่อ 8 ปีก่อน "มุราคามิ ทาคาชิ" ศิลปินแนวโพสต์โมเดิร์นของญี่ปุ่นจึงนิยามผลงานศิลปะที่ "ดูเหมือนการ์ตูนญี่ปุ่น" ว่า "Superflat" ค่ะ ต้องเหมือนการ์ตูนญี่ปุ่นด้วยนะคะ เหมือนวอลต์ดิสนีย์ไม่ได้ค่ะ

หาข้อมูลอยู่นานก็ไปเจอเล็คเชอร์เรื่อง "Superflat กับวัฒนธรรม โอตาคุ" ซึ่งนำเสนอในปี 2001 ที่ MOCA Gallery ฮอลลีวู้ดเข้าพอดีค่ะ ก่อนจะไปถึง Superflat ต้องอธิบายคำว่า Otaku ซักนิดเนื่องจากครั้งแรกที่ผลงานของมุราคามิออกสู่สายตาชาวญี่ปุ่นและชาวโลก คำถามแรกที่เขาได้รับคือ "เขาเป็นโอตาคุใช่ไหม" เนื่องจากผลงานของเขาไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ได้รับอิทธิพลมาจากการ์ตูนแลแอนิเมชั่นล้านเปอร์เซ็นต์ค่ะ

"โอตาคุ" เป็นคำเรียกคนญี่ปุ่นซึ่งชื่นชอบการ์ตูนอย่างมากในเชิงเหยียดหยามนิดๆ หากเป็นเมืองไทยคงเข้าได้กับการเป็น "แฟนพันธุ์แท้" เพียงแต่คำว่าโอตาคุมีความหมายในแง่ลบมากกว่า น่าสังเกตว่าแม้คนญี่ปุ่นจะรังเกียจคำนี้กระทั่งคนเป็นโอตาคุเองยังไม่ชอบให้คนพูดใส่หน้าว่าเป็นโอตาคุ แต่เหล่าคนรักการ์ตูนในประเทศอื่นกลับยืดอกและเรียกตัวเองว่าโอตาคุอย่างภาคภูมิใจ อาจเป็นเพราะคนชาติอื่นนิยมชมชอบการ์ตูนญี่ปุ่นอย่างจริงใจในระหว่างที่คนญี่ปุ่นเองกลับมีความหลังแสนเจ็บช้ำกับโอตาคุจนกลัวคำนี้ขึ้นสมอง

มาดูประวัติเขาหน่อยนะคะ "โอตาคุ" เป็นศัพท์บัญญัติที่เกิดขึ้นช่วงทศวรรษที่ 70 ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าเป็นยุคทองของการ์ตูน เด็กวัยที่ดูการ์ตูนในยุคนั้นเติบโตขึ้นกลายเป็นศิลปินที่ทรงอิทธิพลในญี่ปุ่นปัจจุบันมากมาย โอตาคุในยุคนั้นคือวัยรุ่นที่บริโภควัฒนธรรมบันเทิงและศิลปะซึ่งวนเวียนอยู่ในกลุ่มการ์ตูน, แอนิเมชั่น, โมเดลตัวการ์ตูน และใช้ชีวิตในสังคมออนไลน์เสียส่วนใหญ่เมื่อเปรียบเทียบกับวัยรุ่นทั่วไปซึ่งอาจจะชอบแฟชั่น พบปะพูดคุยกับเพื่อน หรือเล่นกีฬา

ทีแรกทุกคนคิดว่าโอตาคุเป็นแค่วัฒนธรรมย่อยๆ ตามสมัยนิยมเท่านั้นเอง แต่เพราะของแรงหรืออย่างไรก็ไม่ทราบค่ะ วัฒนธรรมโอตาคุเกิดขยายวงออกไปทั้งในและนอกญี่ปุ่นดังที่เราเห็นการ์ตูนญี่ปุ่นวางขายอยู่ทั่วโลก ในญี่ปุ่นเองก็เกิดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโอตาคุขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านการ์ตูน ร้านโมเดล เกิดบริษัทผลิตแอนิเมชั่นหรือกระทั่งสำนักพิมพ์ที่พิมพ์แต่การ์ตูนอย่างเดียวขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ยืนยันว่าตลาดของเหล่าโอตาคุกว้างไกลเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้มากนัก ผลิตภัณฑ์สำหรับจำหน่ายให้เหล่าโอตาคุกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ส่งออกและทำรายได้มหาศาลให้ญี่ปุ่นรวมถึงสนับสนุนสินค้าทางวัฒนธรรมอื่นๆ ที่ตามมาเป็นพรวน เช่น เมื่อเห็นตัวการ์ตูนกินราเมงญี่ปุ่นเราก็อยากไปกินราเมงบ้าง ถ้าเห็นร้านอาหารญี่ปุ่นอยู่ติดกับอาหารอิตาลี เราอาจจะเลือกกินอาหารญี่ปุ่นมากกว่าเพราะอย่างน้อยก็รู้ว่าอาหารชนิดไหนเรียกว่าอะไรจากที่เคยเห็นมาก่อนในการ์ตูน

แต่แล้วฝันร้ายของโอตาคุก็เกิดขึ้นในปี 1989 ค่ะ จะเป็นเรื่องใดนั้น และจะลากไปถึง Superflat ได้หรือเปล่า ครั้งหน้ามาต่อนะคะ

วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11425 มติชนรายวัน

13 มิถุนายน 2552

Paprika บางทีความฝันก็ต้องเผ็ดบ้าง

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ในเดือนพฤษภาคม 2009 นี้มีนวนิยายไซไฟดัดแปลงจากภาษาญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งวางจำหน่ายในอังกฤษค่ะ ชื่อเรื่องน่าแสบลิ้นว่า "Paprika" ซึ่งฉบับนวนิยายดั้งเดิมได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นสำหรับฉายโรง (Theatrical Anime) ในปี 2006 ที่ผ่านมา ถึงขนาดฝรั่งเอามาแปลแบบนี้ต้องมีดีแน่นอนค่ะ ตามประสาคนที่มักจะรู้จักของดีช้ากว่าชาวบ้านเสมอก็เลยต้องหามาดูเสียหน่อยว่าจะแจ่มแค่ไหน

Paprika เริ่มเรื่องจากนวัตกรรมใหม่ล่าสุดของการทำจิตบำบัดโดยผู้ป่วยไม่ต้องพูดคุยกับนักจิตบำบัดเพื่อค้นหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใต้สำนึกอีกแล้ว จิตใต้สำนึกสามารถถ่ายทอดออกมาผ่านทางจอคอมพิวเตอร์ในรูปของความฝันด้วยเครื่องมือชื่อว่า DC Mini ดังนั้น นักจิตบำบัดจึงมองเห็นความฝันของผู้ป่วยเหมือนกำลังดูโทรทัศน์ แล้วจึงค่อยนำภาพต่างๆ ที่ปรากฏในความฝันมาตีความอีกครั้งหนึ่ง

"ดร.ชิบะ เอ็ตสึโกะ" นักจิตบำบัดสาวที่ดูเป็นนักวิชาการจืดชืดเข้าร่วมทดลองใช้ DC Mini เพื่อรักษาผู้ป่วยด้วยเช่นกัน แต่เมื่อเธอเข้าไปในความฝันของผู้ป่วย เธอจะเปลี่ยนตัวตนเป็นอีกคนหนึ่งและใช้ชื่อว่า "ปาปริก้า" ซึ่งมีทุกสิ่งตรงข้ามกับเธอทั้งหมด ทั้งทรงผม เสื้อผ้า การแต่งหน้า หรือแม้แต่อุปนิสัย เหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นเมื่อหัวหน้าของเอ็ตสึโกะมีอาการเหมือนตกอยู่ในความฝันและกระโดดลงมาจากตึก เธอใช้ DC mini เข้าไปดูความฝันของหัวหน้าที่รอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์และพบว่าเขากำลังฝันถึงขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตุ๊กตา แต่ความฝันนี้กลับเป็นฝันของเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่ง ไม่ใช่หัวหน้าเข้าไปอยู่ในความฝันของคนอื่นแต่ความฝันของคนอื่นกำลังควบคุมเขาอยู่ค่ะ

เมื่อพบผลข้างเคียงของ DC mini เช่นนี้ เอ็ตสึโกะจึงต้องการหยุดโครงการให้เร็วที่สุด แต่เธอกลับถูกดูดเข้าไปในความฝันที่ไร้จุดสิ้นสุดของใครบางคนเสียแทน ทางออกของความฝันอยู่ตอนจบเรื่องค่ะ ปมทุกอย่างคลายลงโดยมีแกนอยู่ที่ความฝันซึ่งมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าของแต่ละคนซ่อนอยู่ภายในจิตใต้สำนึก เอ็ตสึโกะซึ่งปฏิเสธตัวตนของปาปริก้าเข้าใจในท้ายที่สุดว่าชีวิตจืดชืดของเธอจำเป็นต้องมีความเผ็ดร้อนของปาปริก้ามาเติมเต็มให้สมบูรณ์ และรสเผ็ดที่ชีวิตเธอขาดหายไปก็คือความรักนั่นเอง ทุกอย่างจบสมบูรณ์เหมือนนวนิยายขนาดสั้นหนึ่งเล่มที่เมื่อปิดหน้าสุดท้าย สิ่งที่จะเหลือไว้กับเราก็มีแค่ความตื่นเต้นหวาดเสียวและความรู้สึกดีๆ ที่ได้ชมผลงานชั้นเยี่ยมค่ะ

Paprika ได้รับรางวัลภาพยนตร์แอนิเมชั่นฉายโรงยอดเยี่ยมในงานโตเกียวอินเตอร์เนชั่นแนลอนิเมแฟร์ ปี 2007 และได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ว่านี่คือภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่โดดเด่นนับจากเรื่อง Spirited Away ที่ฉายก่อนหน้านี้ 5 ปี และได้รับรางวัลออสการ์

ความสำเร็จของเรื่องนี้น่าจะมาจากหลายปัจจัยค่ะ คนแรกที่ต้องยกความดีให้คือผู้ประพันธ์ดั้งเดิม สึสึอิ ยาสุทากะ ซึ่งตีพิมพ์นวนิยายเรื่องนี้ในปี 1993 และผู้กำกับคอน ซาโตชิ นำมาดัดแปลงเป็นแอนิเมชั่นใน 13 ปีต่อมา การนำเสนอความฝันที่ซ้อนทับกันไปมาและวนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นหลายครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะทำให้ผู้ชมดูอย่างสนุกโดยไม่หลงทางกลางเรื่องเสียก่อน ยกนิ้วให้ผู้กำกับจริงๆ ค่ะ งานภาพทั้งสองมิติและสามมิติที่สวยเนียนต้องยกความดีให้ Madhouse Studios และที่ลืมไม่ได้เลยคือเพลงประกอบของฮิราซาวะ สุสุมุ ที่ผสมเพลงมาร์ชของขบวนพาเหรดกับการร้องเสียงโหยหวนแบบ celtic แนวลูกทุ่งญี่ปุ่นได้ลงตัวค่ะ ฟังแล้วหัวใจเหมือนจะเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วยเลย

รู้สึกว่า Paprika จะมีจำหน่ายเป็น DVD ลิขสิทธิ์ในไทยพากย์ไทยด้วยนะคะ แต่เวอร์ชั่นที่ได้ดูเป็นเสียงญี่ปุ่นซับไตเติ้ลอังกฤษ ขนาดอ่านแทบไม่ทันยังสนุกจนอยากซื้อนิยายมาอ่านเลยค่ะ นิยายเล่มละ 9.99 ปอนด์ ในระหว่างที่ DVD 12.99 ปอนด์ (ประมาณ 675 บาท) โอ้...

มันก็ต้องซื้อ DVD สิคะ! แต่กลับไปซื้อในไทยดีกว่าค่ะ ถูกและดีมีพากย์ไทยอย่างนี้ ที่ไหนจะแจ่มไปกว่าเมืองไทยบ้านเรา

วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11418 มติชนรายวัน

06 มิถุนายน 2552

Bara no Tame ni ครอบครัวกุหลาบ

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนไปเดินเล่นที่ Piccadilly Circus ที่ลอนดอน ซึ่งมีร้านหนังสือญี่ปุ่นมือสองตั้งอยู่ไม่ห่างไปมากนัก แล้วก็ได้เจอการ์ตูนซึ่งทำให้หัวใจเต้นระรัวและคิดว่าวันนี้เป็นวันที่เราโชคดีจริงๆ การ์ตูนเรื่องนั้นคือ "Bara no Tame ni" หรือแปลตามตัวว่า "For the Roses " โดย อ.โยชิมุระ อาเคมิ หนึ่งในนักเขียนในดวงใจค่ะ จำได้ว่าเคยอ่านในไทยซักสิบปีมาแล้ว ตอนนั้นแปลแบบไม่มีลิขสิทธิ์ออกมาหนึ่ง เล่มใหญ่ซึ่งเท่ากับ 2 เล่มของญี่ปุ่น แล้วก็หายไปตลอดกาล ปัญหาคือไม่รู้ชื่อภาษาญี่ปุ่นของการ์ตูนเรื่องนี้ ก็เลยได้แต่เก็บไว้ในใจมาตลอดสิบปี จนได้เจอที่ร้านกลางลอนดอนอีกครั้ง! โอ้...มหัศจรรย์ค่ะ

"Bara no Tame ni" เป็นการ์ตูนผู้หญิงแนวดราม่าเล่าเรื่องของ "ยูริ" หญิงสาววัยสิบแปดที่ตุ้ยนุ้ยแก้มกลมและตัวเตี้ย เธอมองว่าตัวเองเป็นคนไม่สวยและคิดว่าผู้หญิงคนอื่นเกิดมาโชคดีกว่าเธอมากนัก จู่ๆ ยูริก็มีโชคร้ายหล่นทับพร้อมๆ กันหลายเรื่อง เรื่องแรกคือ แฟนหนุ่มบอกเลิกกับเธอ ต่อมาคุณย่าที่เลี้ยงเธอมาตั้งแต่เด็กหลังคุณพ่อเสียชีวิตก็มาด่วนจากไปกะทันหัน ทำให้เธอต้องย้ายออกจากบ้านพักพนักงานที่คุณย่าอาศัยอยู่ เมื่อไม่มีทั้งเงินและที่พัก ยูริจึงหมดสิ้นหนทาง แต่โชคดีที่คุณย่าทิ้งพินัยกรรม ซึ่งมีข้อความน่าตกใจว่า ผู้หญิงที่ไม่สวยอย่างเธอ แท้จริงแล้วเป็นลูกสาวของดาราดาวค้างฟ้าของญี่ปุ่น!

ยูริตัดสินใจเดินทางไปยังบ้านของคุณแม่ที่ไม่เคยเจอกันมาก่อนในชีวิตค่ะ ท่ามกลางอากาศหนาวและหิมะหนาของซัปโปโร ยูริได้พบกับพี่น้องคนละพ่ออีกสามคน ได้แก่ ฟุโยะพี่สาวสุดขี้เกียจที่ไม่ยอมทำอะไรเองเลยแม้แต่ชงชา สุมิเระพี่ชายลูกครึ่งอเมริกันตาสีฟ้านิสัยเถื่อน แต่มักจะใจดีเมื่อเมา และน้องเล็กอาโออิที่เป็นชายหนุ่มผมยาวและหน้าสวยกว่าผู้หญิง แน่นอนว่าสวยกว่ายูริจนทำให้เธอรู้สึกอายที่เกิดมาเป็นผู้หญิงเสียเปล่ากลับสวยสู้ผู้ชายไม่ได้ และสุดท้ายคือคุณแม่ดาราใหญ่ ซึ่งลูกทุกคนไม่รักเธอ เพราะนอกจากคลอดพวกเขาออกมาแล้ว เธอก็ไม่เคยเลี้ยงดูในฐานะแม่เลยจนกระทั่งปัจจุบัน

สิ่งที่ยูริรู้สึกเกี่ยวกับครอบครัวใหม่ของเธอคือ ทุกคนสวยงามแต่ก็ร้ายกาจเหมือนดอกกุหลาบ แต่ละคนวิจารณ์ต่อว่าคนอื่นตรงๆ อย่างไม่เกรงใจ แม้จะรูปร่างภายนอกสวยงาม แต่ถ้าเข้าไปใกล้ก็จะต้องโดนหนามกุหลาบเกี่ยวจนเลือดซิบ ยูรินึกเสียใจที่เดินทางมาค่ะ แต่คุณแม่บ้านที่ทำงานมานานกลับบอกว่านั่นคือข้อดีของกุหลาบไม่ใช่เหรอ

"อย่างน้อยก็มีหนามเห็นเด่นชัดให้คนอื่นระมัดระวังตัวตอนสัมผัส"

ยูริเข้าใจความหมายนี้ในอีกไม่นานค่ะ แม้ทุกคนในบ้านจะปากร้ายแต่ก็พูดทุกอย่างที่อยู่ในใจออกมาตรงๆ เวลาทำผิดก็ขอโทษตรงๆ ไม่มีการนินทาหรือแทงข้างหลังให้ต้องช้ำใจเหมือนพวกดอกไม้มีพิษที่ดูเหมือนไม่อันตรายแต่ที่จริงแสบกว่า

"Bara no Tame ni" ตีพิมพ์ในช่วงปี 1992-1998 (สิบกว่าปีมาแล้ว) และได้รับรางวัลการ์ตูนยอดเยี่ยมโชกักกุคังสาขาการ์ตูนผู้หญิงเมื่อปี 1994 ซึ่งเป็นปีเดียวที่ Yu Yu Hakusho ได้รับรางวัลสาขาการ์ตูนผู้ชาย ปีก่อนหน้านี้รางวัลตกเป็นของ Basara ส่วนปีถัดมาเป็นของ " พี่น้องคู่วุ่น" ซึ่งสยามอินเตอร์ฯเคยตีพิมพ์แล้วทั้งหมด แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ตีพิมพ์ Bara no Tame ni ปล่อยให้เป็นฟันหลออยู่ตรงกลาง โชคดีทีมีฝรั่งใจดีแปลมาถึงเล่ม 7 แล้วค่ะ เหลืออีก 9 เล่ม ไม่รู้ว่าจะได้อ่านจบก่อนแก่หรือเปล่า แต่แค่ได้อ่านการ์ตูนซึ่งรอมาสิบกว่าปีอีกครั้งก็ทำให้ซาบซึ้งใจแล้ว

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า โชคดีมักรอเราอยู่ในวันใดวันหนึ่งเสมอ เช่นเดียวกับที่ยูริได้พบครอบครัวหลังจากกันสิบแปดปี และแฟนผลงานคนนี้ที่เจอการ์ตูนที่เฝ้ารอมาสิบกว่าปีเช่นกันค่ะ

วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11411 มติชนรายวัน

30 พฤษภาคม 2552

Chi"s Sweet Home

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

แมวเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารัก น่ารัก และน่าร้ากกกกกจริงๆ ค่ะ! สำหรับท่านที่คิดว่าแมวเป็นสัตว์หยิ่งผยอง วันๆ เอาแต่เชิดไปเชิดมาเดินอ้วนไปอ้วนมาทั้งวันแบบเดียวกับการ์ฟิลด์ ตอนนี้ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่แล้วค่ะ เพราะ "จี้" แมวน้อยน่ารักตัวล่าสุดจะเข้ามาเขย่าหัวใจเราให้อยากรับแมวมาเลี้ยงกันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว

"จี้" คือลูกแมวน้อยสีขาวลายเทา-ดำ ซึ่งพลัดหลงจากครอบครัวและเจอหนุ่มน้อย "ยามาดะ โยเฮ" เข้าโดยบังเอิญ แม้โยเฮและคุณแม่จะพาจี้กลับมาที่บ้านด้วยความเป็นห่วง แต่ห้องพักของครอบครัวโยเฮก็ไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ ดังนั้น ทุกคนในครอบครัวยามาดะจึงต้องเลี้ยงจี้อย่างหลบๆ ซ่อนๆ แต่ก็มีความสุขที่ได้ดูแลจี้ตัวน้อย แม้ว่าจี้เองจะซนไม่รู้เรื่องรู้ราวกับเขาเท่าไหร่

เนื้อเรื่องส่วนใหญ่เล่าถึงชีวิตประจำวันของจี้และกิจกรรมที่ทำร่วมกับครอบครัวยามาดะ รวมถึงการผจญภัยเล็กๆ ของจี้กับเหล่าสัตว์เลี้ยงเพื่อนบ้านและขาจรหลายตัวค่ะ สิ่งที่ทำให้จี้กลายเป็นแมวน้อยในใจของนักอ่านชาวญี่ปุ่นและชาวไทยคือ ความน่ารักนี่ล่ะค่ะ แม้จี้จะนิสัยไม่ได้แตกต่างจากลูกแมวทั่วไปมากนัก แต่ความน่ารักของหน้าตาท่าทางจากลายเส้นของ อ.โคนามิ คานาตะกินขาดค่ะ เห็นตอนจี้กินข้าวแล้วตีลังกานอนตีพุงเมื่ออิ่มแล้ว คนอ่านก็ใจละลายไปด้วย แมวอะไรน่าร้ากกกก... อยากรับมาเลี้ยงที่บ้านซักสิบตัว
น่าสังเกตอย่างหนึ่งว่า ครอบครัวที่ดูแลจี้นามสกุล "ยามาดะ" ซึ่งเข้าข่าย "โหลมาก" ในญี่ปุ่น และครอบครัวยามาดะนอกจากจี้และโยเฮแล้ว ก็มีคุณพ่อกับคุณแม่ (ไม่มีชื่อ) ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้สวมตัวเองลงไปในครอบครัวยามาดะนี้ และรู้สึกว่าจี้เป็นสัตว์เลี้ยงของนักอ่านทุกๆ คน

ปัจจุบันจี้ตีพิมพ์เป็นหนังสือการ์ตูนในญี่ปุ่นแล้ว 6 เล่ม ตั้งแต่ปี 2004 ค่ะ แต่ในไทยเพิ่งพิมพ์ 4 เล่ม และออกจำหน่ายเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี่เอง แต่ถ้าใครอยากเห็นจี้เวอร์ชั่นเคลื่อนไหวและฟังเสียงน่ารักออดอ้อน จี้ก็มีเป็นแอนิเมชั่นแล้วนะคะ ซีซั่นแรกใช้ชื่อ Chi?s Sweet Home เช่นเดียวกับชื่อหนังสือการ์ตูน ส่วนซีซั่นที่สอง ซึ่งเพิ่งออกฉายเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาใช้ชื่อว่า Chi?s New Address แต่ละตอนเป็นการ์ตูนสั้น 3 นาที เหมาะกับการดูก่อนนอนให้จิตใจเบิกบานนะคะความสำเร็จของจี้คงไม่ได้มาจากความน่ารักเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่เกิดจากความรักแมวของคนญี่ปุ่น ซึ่งทำให้ถ่ายทอดความรักและเอ็นดูผ่านออกมาทางการ์ตูน จนทำให้คนอ่านอย่างเรารู้สึกหัวใจเบิกบานตามไปด้วย มีงานวิจัยเมื่อปี 2006 ของบริษัทจำหน่ายอาหารสัตว์ในญี่ปุ่นรายงานว่า ญี่ปุ่นมีแมวเลี้ยงมากถึง 12.46 ล้านตัว โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนแมวเลี้ยงสูงขึ้นกว่าเดิม 7.85 ล้านตัว ตัวเลขนี้ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับการที่ญี่ปุ่นกลายเป็นสังคมคนแก่ เพราะอัตราการเกิดทารกน้อยลง ก็เลยหันไปเลี้ยงสัตว์กันเสียเยอะหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ คือเขารักแมวมากถึงขนาดมีสปาแมว โรงแรมแมว นวดอโรมาเธราปีแมว ไปจนถึงแคปซูลออกซิเจนแมว เพื่อให้แมวสดชื่นหายเหนื่อยด้วยค่ะ

สำหรับคนรักแมวคงพอนึกภาพออกว่า น้องเหมียวเหล่านี้ไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยงเท่านั้น บางทีน้องแมวก็เหมือนลูกหลาน เหมือนเพื่อน และหลายครั้งก็เป็นหมอนที่กอดแล้วอุ่นทั้งกายและใจ

สำหรับใครที่ยังไม่สะดวกเลี้ยงแมวในตอนนี้ ก็สามารถหาซื้อการ์ตูนจี้จังมาอ่านก่อนได้นะคะ แค่ได้เห็นจี้จังยิ้มอยู่บนกระดาษ บางทีหน้าเราก็ยิ้มตามไปด้วยแล้วค่ะ

วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11404 มติชนรายวัน

23 พฤษภาคม 2552

Higepiyo เจี๊ยบหนวดจอมซ่า

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ช่วงฤดูใบไม้ผลินี้มีแอนิเมชั่น (Animation) เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงออกมาให้ชื่นตาชื่นใจเยอะเลยค่ะ หนึ่งในนั้นต้องยกให้ "ฮิเงปิโยะ" หรือแปลตรงตัวว่า "เจี๊ยบหนวด" ลูกเจี๊ยบตัวเขื่องที่ถ้าหลับตาแล้วเอามือคลำ เราอาจบอกไม่ได้ว่าเขาคือ ลูกเจี๊ยบจริงๆ

"ฮิเงปิโยะ" เป็นฉายาของลูกเจี๊ยบประหลาดตัวหนึ่งที่วางขายอยู่ในงานวัด การขายลูกเจี๊ยบเป็นประเพณีนิยมที่พบได้ตามงานวัดญี่ปุ่น โดยทั่วไปเหมือนขายปลาหางนกยูงตามงานวัดบ้านเรานั่นละค่ะ เพียงแต่ลูกเจี๊ยบงานวัดเหล่านี้ มักถูกเลี้ยงรวมกันโดยไม่ค่อยใส่ใจ จึงมักอายุไม่ยืน แม้ลูกๆ จะรบเร้าให้ซื้อเพราะเห็นว่าน่ารัก แต่คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ที่ทราบดีว่าเหล่าเจี๊ยบพวกนี้ตายแหงๆ ก็มักจะไม่อนุญาตให้ซื้อค่ะ"ฮิโรชิ" เด็กหนุ่มวัยประถมฯ บังเอิญเจอกับฮิเงปิโยะในงานวัดยามที่คนขายลูกเจี๊ยบกำลังเศร้าใจ เนื่องจากเจี๊ยบหนวดของเขาขายไม่ออกเสียที แถมท่าทางป๋าๆ ของเจี๊ยบหนวดยังไล่ลูกค้าอีกต่างหาก ความที่ฮิเงปิโยะคล้ายกับนกแก้วตัวเก่าของฮิโรชิ เขาจึงรบเร้าให้คุณพ่อคุณแม่ซื้อกลับบ้าน แน่นอนว่าทีแรกคุณพ่อไม่ยอมค่ะ แต่เมื่อเห็นท่าทางเถื่อนๆ ของฮิเงปิโยะที่กำลังนั่งแคะขี้มูกอยู่ในคอก (แกเป็นลูกเจี๊ยบจริงๆ เรอะ!) คุณพ่อก็ระลึกถึงคุณปู่ที่เพิ่งเสียชีวิตไปขึ้นมาจับใจ ในที่สุดเจี๊ยบหนวดหน้าตาประหลาดจึงมาเป็นสมาชิกใหม่ในบ้าน โดยมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า " ฮิโยโกะ" แต่คนนิยมเรียนฮิเงปิโยะ "เจี๊ยบหนวด" มากกว่า

ฮิเงปิโยะเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสงสัยยิ่งขึ้น เมื่อกินข้าวราดแกงได้เหมือนชาวบ้านทั่วไป ตื่นเช้ามานั่งอ่านหนังสือพิมพ์และกดรีโมตโทรทัศน์ดูข่าวยามเช้าไปพร้อมกับนอนเกาก้นซะด้วย! จนสุดท้ายสมาชิกครอบครัวของฮิโรชิก็ทราบว่า ฮิเงปิโยะพูดภาษาคนได้และมีนิสัยลูกผู้ชายแบบซามูไรเถื่อนๆ ผสมนักเลงหัวไม้อีกต่างหาก หลายครั้งที่ฮิเงปิโยะสอนให้ฮิโรชิรู้จักคุณค่าของชีวิต แต่...มันก็มีไม่กี่ฉากหรอกค่ะ การ์ตูนเรื่องนี้ไม่ได้เน้นประโยชน์สุขในครัวเรือน เพราะเป็นการ์ตูนตลกค่ะ!แอนิเมชั่นฮิเงปิโยะเริ่มออกฉายทางโทรทัศน์ในญี่ปุ่นเมื่อ 3 เมษายนที่ผ่านมานี้เอง ดั้งเดิมเจี๊ยบหนวดตัวนี้อาละวาดในรูปแบบการ์ตูนแก็กสี่ช่องจบใน "คอรัสแมกกาซีน" ของค่ายชูเอย์ฉะ วาดโดยอิโต้ ริสะ เมื่อฉายทางโทรทัศน์ก็กลายเป็นการ์ตูนสั้นๆ ยาวตอนละประมาณ 5 นาที แต่ระหว่างดูก็นั่งหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็งเลยค่ะ

ความตลกของฮิเงปิโยะน่าจะมาจากการล้อเลียนวัฒนธรรมแนว "ลูกผู้ชาย" ของญี่ปุ่นซึ่งโดนเจี๊ยบหนวดเอามาแซวเสียขำป่นปี้ เราจะเห็นว่าเจี๊ยบหนวดมักจะทำตาขวางๆ มาดขรึมๆ และนั่งชันเข่าซดเหล้าเหมือนซามูไร ทั้งที่ตัวเองสังขารไม่ให้ เพราะเป็นลูกเจี๊ยบตัวอ้วนเหลือง แม้จะพยายามไว้หนวดให้น่าเกรงขาม แต่หนวดเครากลับทำให้ดูฮาขึ้นไปอีก กระทั่งวาทะลูกผู้ชายยามออกมาปกป้องฮิโรชิตอนโดนเพื่อนแกล้ง ก็ทำให้เราขำได้ไม่หยุด ความพยายามใช้ชีวิตอย่างลูกผู้ชายแสนจริงจังของเจี๊ยบหนวด จึงเป็นที่มาของการ์ตูนตลกน่ารักเรื่องนี้ค่ะ

แม้เจี๊ยบหนวดไม่ได้ประเทืองปัญญา แต่ดูแล้วก็อารมณ์ดียิ้มแก้มปริ ในบางอารมณ์เราดูการ์ตูนและมองโลกแบบไม่ต้องหาสาระบ้าง ก็น่าจะทำให้ชีวิตแฮปปี้ขึ้นได้นะคะ

วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11397 มติชนรายวัน

16 พฤษภาคม 2552

Vinland Saga ไวกิ้งเจ้าทะเล

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ไม่บ่อยนักค่ะที่จะมีการ์ตูนเกี่ยวกับตำนานนักรบในแถบยุโรปทางเหนือที่เราคุ้นเคยในชื่อ "ไวกิ้ง" ออกมาวางแผง เขาคือชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นและสู้รบทางทะเลแบบกองโจรด้วยเรือที่มีหัวเรือคล้ายมังกร ความเก่งและโหดของไวกิ้งทำให้เหล่าอัศวินบนหลังม้ายุคนั้นทั้งแค้นและหวาดกลัวเลยล่ะค่ะ

เล่มแรกเปิดเรื่องท่ามกลางไฟสงครามระหว่างชาวแฟรงค์สองกลุ่มที่ต่อสู้กันเพื่อยึดสมบัติในป้อมปราการ ฝ่ายบุกมีกองกำลังมหาศาลแต่ก็ไม่สามารถทลายป้อมที่ล้อมด้วยทะเลสาบได้ ส่วนฝ่ายรับแม้มีกำลังแค่หยิบมือแต่ยังสามารถต้านกองกำลังภาคพื้นดินไว้ได้สบายเพราะอยู่ในชัยภูมิได้เปรียบ หลังจากงัดข้อกันอยู่นานจนล้มตายไปโข กองกำลังไวกิ้งร้อยคนซึ่งนำโดย "อาเชรัด" ก็ตามกลิ่นเงินเข้ามาอย่างเงียบๆ และเห็นว่าทางเดียวที่จะตีป้อมแตกได้คือการบุกทางน้ำ

เด็กหนุ่มตัวเอกของเราได้ออกโรงงวดนี้ล่ะค่ะ "ทอลฟีน" ได้รับมอบหมายให้ไปเจรจากับฝ่ายบุกที่ตีป้อมไม่แตกเสียทีโดยงานของเขาคือเจรจาให้แม่ทัพชาวแฟรงค์จ้างไวกิ้งตีป้อม ภารกิจของทอลฟีนสำเร็จด้วยดีแต่เขายังต้องการอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่า เขาต้องการหัวแม่ทัพศัตรูเพื่อขอรางวัลจากอาเชรัดโดยรางวัลไม่ใช่เงินทอง แต่เป็นการสู้กับอาเชรัดเพื่อล้างแค้นแทนพ่อของเขาซึ่งถูกอาเชรัดฆ่าตายนั่นเอง

แค่ความสัมพันธ์ต้นเรื่องก็ซับซ้อนแล้วค่ะ ในยุคที่ไม่มีบ้านเด็กกำพร้าแบบนี้ ลูกของเชลยที่ถูกฆ่าก็ต้องโดนจับไปเป็นทาส แต่กรณีของทอลฟีนดีกว่านั้นหน่อยเพราะเขามีฝีมือจึงได้รับอนุญาตให้เป็นหนึ่งในนักรบบนเรือไวกิ้งได้ และความซื่อตรงมุ่งมั่นที่จะแก้แค้นให้พ่ออย่างขาวสะอาดทำให้อาเชรัดผู้นำทัพไวกิ้งไว้วางใจว่าจะไม่โดนแทงระหว่างหลับ เสน่ห์ของทอลฟีนอยู่ตรงนี้ล่ะค่ะ แม้เขาจะมีอุดมการณ์เรื่องล้างแค้นให้พ่อ แต่เขาก็ไม่ลืมหน้าที่ในการทำงานใต้อาณัติของอาเชรัดให้สมกับที่ได้รับการดูแลมาตลอด เรียกว่ารู้จักแยกแยะค่ะ อย่างไรก็ตาม การ์ตูนสงครามที่ทำให้อดรีนาลีนสูบฉีดดำเนินไปได้เพียงครึ่งเล่ม อ.ยูคิมุระ มาโคโตะก็เล่าย้อนไปถึงทอลฟีนวัยเด็กสมัยยังใช้ชีวิตอยู่กับพ่อและพี่สาวในหมู่บ้านเล็กๆ บนไอซ์แลนด์ห่างไกลผู้คน เห็นว่าเล่ายาวไป 7 เล่ม เหตุการณ์ก็ยังไม่มาบรรจบกับตอนต้นเรื่องเลยค่ะ

Vinland Saga เขียนโดยยูคิมุระ มาโคโตะ นักเขียนการ์ตูนซึ่งเคยได้รับรางวัลเซย์อุนซึ่งเป็นรางวัลสำหรับผลงานแนวไซไฟสาขาการ์ตูนยอดเยี่ยมจากเรื่อง Planetes เมื่อปี 2002 มีตีพิมพ์ในไทยแล้วค่ะว่าด้วยเรื่องนักเก็บขยะอวกาศ 4 เล่มจบ ส่วน Vinland Saga เองแค่ 5 เล่มแรกก็มียอดจำหน่ายสูงถึง 1.2 ล้านเล่มและตอนนี้ยังเข้าชิงไทโชอวอร์ดประจำปี 2008 ด้วย เรียกว่ารับทั้งเงินและกล่อง

ต้องยอมรับว่าการ์ตูนเรื่องนี้วาดภาพอยู่ในเกณฑ์ "สวยมาก" ชุดและข้าวของในเรื่องรวมถึงโครงเรื่องมีความเกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์ของยุโรปเหนือ ดังนั้นอ่านแล้วนอกจากอินไปกับความสมจริง ยังอินกับเนื้อเรื่องสไตล์ อ.ยูคิมุระซึ่งวาดมาเนิบๆ แต่บทจะกินใจก็ทำเอาเราต่อมน้ำตาแตกเลยทีเดียว แต่แม้จะทั้งสนุกน่าติดตามแค่ไหน การ์ตูนเรื่องนี้ก็เหมาะกับผู้ใหญ่สักหน่อยนะคะ อ่านแล้วจะฮึกเหิมอยากทำงานเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของเราเลยค่ะ!

ส่วนเด็กๆ วัยก่อนมหาวิทยาลัยเรื่องนี้ควรปล่อยผ่านนะคะ ฉากสงครามและความโหดร้ายของมนุษย์อาจทำให้จิตใจห่อเหี่ยวได้ คนอ่านที่มีวุฒิภาวะจึงจะแยกแยะได้ค่ะว่ายุคไวกิ้งกับปัจจุบันมีค่านิยมต่างกันและพระเอกไม่ได้ทำถูกต้องเสมอไป แต่แม้จะจำกัดอายุผู้อ่านขนาดนี้ ยอดขายในญี่ปุ่นเป็นเครื่องยืนยันว่าคนที่มีวุฒิภาวะในประเทศเขาหลายคนก็ยังคงอ่านการ์ตูนอยู่

ถ้าสร้างนิสัยรักการอ่านได้ อ่านอะไรก็ดีทั้งนั้นล่ะค่ะ

วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11390 มติชนรายวัน

09 พฤษภาคม 2552

Umimachi Diary ความทรงจำบนแผ่นกระดาษ (2)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

สัปดาห์ที่แล้วเล่าเนื้อเรื่องตอนแรกของ Umimachi Diary "วันที่เสียงจักจั่นซา" การ์ตูนของ "โยชิดะ อาคิมิ" ซึ่งได้รับรางวัลหนังสือการ์ตูนยอดเยี่ยมจาก Japan Media Arts Festival ครั้งที่ 11 ประจำปี 2007 ค่ะ วันนี้มาลองทำความรู้จักกับนักเขียนคนนี้สักนิดนะคะ การเรียนทางลัดที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งก็คือเรียนจากคนที่ประสบความสำเร็จแล้วนี่ล่ะค่ะ

"โยชิดะ อาคิมิ" เกิดในเดือนสิงหาคมปี 1956 หมายถึงเธออายุ 52 ปีแล้วค่ะ! ขณะที่เธอเป็นนักศึกษาในวิทยาลัยศิลปะและการออกแบบ เธอลองส่งผลงานการ์ตูนมือสมัครเล่นไปประกวดและได้รับรางวัลที่สาม ส่งผลให้เธอหันหน้าเข้าสู่วงการการ์ตูนและได้เปิดตัวครั้งแรกเมื่ออายุ 21 ปี อ.โยชิดะสร้างผลงานการ์ตูนชั้นดีในช่วงปลายยุค 70 ไว้มากมาย หลายสำนักกล่าวว่าเธอคือนักเขียนการ์ตูนผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในบรรดานักเขียนการ์ตูนที่เปิดตัวในช่วงเวลาเดียวกันเนื่องจากผลงานได้รับการตีพิมพ์ในฝั่งตะวันตกและได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม

ผลงานสร้างชื่อของ อ.โยชิดะคือ "Banana Fish" กับ "Yasha" ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการการ์ตูนผู้หญิงฝั่งอเมริกาเหนือ โดยส่วนตัวเคยไปลูบไล้ฉบับภาษาอังกฤษตัวเป็นๆ ในร้านหนังสือการ์ตูนมือสองที่ลอนดอนค่ะ ร้านนั้นขายการ์ตูนและหนังสือภาษาญี่ปุ่นมือสอง (แน่นอนว่าอ่านไม่ออก) แต่มีเรื่องเดียวที่วางครบชุดทั้งที่เป็นการ์ตูนภาษาอังกฤษ เรื่องนั้นคือ "Banana Fish" นั่นเอง เสียดายที่แพงจับจิตไปหน่อยเลยยังไม่ได้ถอยมาอ่าน แต่คิดว่าก่อนกลับจากลอนดอนยังไงต้องหาทางซื้อมาอ่านให้ได้เลยค่ะ

อ.โยชิดะยังเคยได้รับรางวัลการ์ตูนจากโชกักกุคังครั้งที่ 29 และ 47 โดยครั้งหลังได้รับจากเรื่อง Yasha ซึ่งสำนักพิมพ์ในไทยได้ตีพิมพ์ภาคต่อเนื่องของเรื่องนี้ออกมาชื่อ "ธิดามังกร" หรือ Yasha Next Generation สารภาพว่าอ่านแล้วเมานิดหน่อย อาจเป็นเพราะไม่มีพื้นฐานจากเรื่องดั้งเดิมมาก่อนก็ได้

เธอให้สัมภาษณ์หลังได้รับรางวัลจากเรื่อง "วันที่เสียงจักจั่นซา" ว่าสิ่งที่ทำให้สร้างผลงานยอดเยี่ยมชิ้นนี้ขึ้นมาได้คือ "ประสบการณ์อันยาวนาน" ของเธอนั่นเอง และสิ่งที่คิดว่าโดดเด่นที่สุดในผลงานชิ้นนี้คือความ "จริงใจ" หมายถึงตัวการ์ตูนทุกตัวดำเนินเรื่องอย่างเป็นธรรมชาติที่ควรจะเป็น ไม่ได้ถูกบิดเบือนด้วยความนิยมของตลาดหรือความสะใจส่วนตัวแต่อย่างใด เมื่อถูกถามว่าผลงานแบบไหนทรงอิทธิพลกับเธอที่สุด อ.โยชิดะตอบอย่างมั่นใจว่าเธอได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์อเมริกันทั้งในอดีตและปัจจุบัน จึงไม่น่าแปลกใจเลยค่ะที่การนำเสนอใน "วันที่เสียงจักจั่นซา" จะเป็นภาพวาดมุมกล้องสวยๆ ลายเส้นละเอียดแต่เรียบง่ายเหมือนดูภาพยนตร์ที่วาดฉากหลังอย่างมีความหมายและเหลือเฟือ ไม่อู้งานวาดแต่หน้าตัวละครกับช่องคำพูดแบบการ์ตูนยุคหลังซึ่งเป็นอิทธิพลที่ได้รับจากนวนิยายมากกว่าจากภาพยนตร์ค่ะ

อ.โยชิดะตอบคำถามสุดท้ายที่เด็กรุ่นหลังหลายคนอยากรู้ว่าเธอค้นหาความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้มากจากไหน

"ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นเพราะมันเป็นงานของฉัน มันเป็นชีวิตประจำวันของฉันไปแล้ว"

เป็นคำตอบที่เรียบง่ายแต่ชัดเจนค่ะ ความสำเร็จของนักเขียนมืออาชีพที่ยังคงสร้างผลงานชั้นดีจนอายุ 52 ปีคนนี้คือเธอมองว่าการคิดสิ่งใหม่ๆ เป็นงานที่ไม่ใช่รอให้เกิดนิมิตแล้วจึงทำ เธอต้องคิดสิ่งใหม่ๆ ให้ได้ทุกวันเป็นกิจวัตรเหมือนการซ้อมของนักกีฬา ยิ่งฝึกก็ยิ่งเก่ง และยิ่งทำต่อเนื่องก็ยิ่งชำนาญ

ดังนั้น อ.โยชิดะกำลังบอกเด็กรุ่นใหม่ว่าไม่มีทางลัดสบายๆ ไปสู่การเป็นนักคิดชั้นดี อยากเก่งก็ต้องฝึกฝนทุกวันเท่านั้นค่ะ

วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11383 มติชนรายวัน

02 พฤษภาคม 2552

Umimachi Diary ความทรงจำบนแผ่นกระดาษ (1)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

เคยอ่านหนังสือคำคมเล่มไหนสักเล่มกล่าวถึงบริษัทขายฟิล์มถ่ายภาพยี่ห้อหนึ่งว่าเขาไม่ได้ขาย "ฟิล์ม" แต่เขาขาย "ความทรงจำ" ค่ะ ดังนั้นคนเราไม่ได้ถ่ายภาพเพราะแค่อยากได้ภาพถ่ายเท่านั้น แต่ทุกครั้งที่ย้อนกลับมาดูแผ่นกระดาษเก่าๆ ที่เคยมีเราและคนรอบข้างทำอะไรประหลาดๆ สักอย่างในภาพถ่าย ความทรงจำทั้งสุขและเศร้าก็จะหลั่งไหลออกมาได้ราวกับเปิดอ่านไดอารี่ นั่นคงเป็นสิ่งที่ Umimachi Diary "วันที่เสียงจักจั่นซา" ต้องการนำเสนอให้ผู้อ่านรับรู้ผ่านหน้าหนังสือการ์ตูนที่ได้รับรางวัล Excelent Prize ประจำปี 2007 ของ Japan Media Arts Festival ครั้งที่ 11 เรื่องนี้

"วันที่เสียงจักจั่นซา" คือเรื่องเล่าของครอบครัวโคดะซึ่งประกอบด้วยสามสาวพี่น้องวัยทำงาน อยู่มาวันหนึ่งทั้งสามคนทราบข่าวการเสียชีวิตของคุณพ่อที่แยกไปมีครอบครัวใหม่และไม่ได้เจอกันมา 15 ปี สามสาวจึงวางแผนจะไปงานศพด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาดในฐานะลูก นั่นเพราะพวกเธอไม่ได้รู้สึกเศร้าเสียใจ จะว่าไปก็ไม่รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ เพราะสำหรับพวกเธอแล้ว พ่อก็เหมือนคนแปลกหน้าที่แทบไม่มีความทรงจำร่วมกันมาก่อน

"โยชิโนะ" กับ "ชิกะ" น้องสาวตัดสินใจเดินทางล่วงหน้าไปร่วมเคารพศพ เพราะ "ซาจิ" พี่สาวคนโตเป็นพยาบาลและติดอยู่เวรกลางคืนจึงอาจไปร่วมงานไม่ได้ สองสาวได้พบกับ "ซึสึ" เด็กสาวมัธยมต้นที่มีใบหน้านิ่งเรียบเหมือนผู้ใหญ่กว่าวัย ซึสึเป็นลูกติดของภรรยาคนที่สองของพ่อ แต่ภายหลังเมื่อคุณแม่ของซึสึเสียชีวิต พ่อจึงแต่งงานใหม่กับหม้ายลูกสามอีกครั้ง ผลคือซึสึต้องเลี้ยงน้องที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดแม้แต่น้อยและอยู่กับพ่อที่ไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของเธอเช่นกัน ความห่างเหินทางสายเลือดทำให้เธอพยายามเก็บความรู้สึกและทำตัวเป็นประโยชน์กับคนรอบข้างให้มากที่สุด สามพี่น้องคงเป็นคนแรกๆ ที่มีโอกาสได้เห็นซึสึร้องไห้ในงานศพของพ่อเพราะเธอเข้มแข็งเสียจนทุกคนลืมไปว่าเธอก็เป็นแค่เด็กสาวที่เพิ่งสูญเสียพ่อไปเท่านั้น

สามพี่น้องสารภาพว่าพวกเธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับการจากไปของพ่อเลย เพราะตอนที่พ่อจากไป พวกเธอยังเด็กมาก ดังนั้น งานศพครั้งนี้จึงเหมือนงานศพของคนไม่รู้จักเสียมากกว่า จนกระทั่งเมื่อซึสึมอบซองกระดาษหนาซองหนึ่งให้ ทั้งสามคนก็รู้สึกเหมือนบางอย่างกำลังหลั่งไหลออกมาจากความทรงจำ

ซองนั้นบรรจุภาพถ่ายวัยเด็กของทั้งสามคนไว้นั่นเองค่ะ ในภาพอัดแน่นด้วยความทรงจำร่วมกันระหว่างพวกเธอกับพ่อ กระทั่งรายละเอียดเล็กน้อยที่ตอนเด็กไม่เข้าใจก็สามารถเข้าใจได้ในตอนนี้ว่าแท้จริงสิ่งที่พ่อทำล้วนก่อขึ้นจากความเป็นห่วงและรักใคร่ ความทรงจำจากภาพสีจางบนกระดาษเก่าๆ ทำให้ชายแปลกหน้าในโลงศพกลับกลายเป็นพ่อของพวกเธอขึ้นมาอีกครั้ง และทำให้พวกเธอลบความโกรธเมื่อวัยเด็กที่ถูกพ่อทอดทิ้งออกไปได้จนหมดสิ้น

นอนอ่านถึงตรงนี้แล้วน้ำตาหยดแหมะเลยค่ะ

ดูจากเนื้อเรื่องแล้ว "วันที่เสียงจักจั่นซา" ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการ์ตูนแนวฮิวแมนดราม่าที่ดำเนินเรื่องในเมืองเก่าอย่างคามาคุระซึ่งเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณความเป็นญี่ปุ่น สิ่งที่ทำให้ "โยชิดะ อาคิมิ" ผู้วาดได้รับรางวัลการ์ตูนยอดเยี่ยมไม่ใช่แค่เนื้อหานะคะ แต่เป็นการนำเสนอเรื่องที่เป็นพื้นฐานที่สุดของครอบครัว ซึ่งก็คือ "ความผูกพัน" ให้เริ่มด้วยปมยุ่งเหยิงจากอดีตและจบด้วยการคลายอย่างช้าๆ นุ่มนวล ไม่มีความโกรธแค้นบ้าคลั่งในเรื่องนี้ค่ะ ทุกช่องทุกจังหวะเต็มไปด้วยการแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ รื่นไหล แต่เมื่อถึงจุดวิกฤตของครอบครัวกลับถ่ายทอดออกมากระแทกอารมณ์จนน้ำตาร่วงอย่างที่เห็นนี่ล่ะค่ะ

นี่ไม่ใช่รางวัลแรกของ "โยชิดะ อาคิมิ" นะคะ ตอนหน้ามาแกะรอยความสำเร็จของเธอในฐานะนักเขียนการ์ตูนผู้หญิงที่กล่าวกันว่าเป็นนักเขียนที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งในปลายยุค 70 ยุคทองของการ์ตูนญี่ปุ่นกันค่ะ

วันที่ 03 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11376 มติชนรายวัน

25 เมษายน 2552

Cat Street และปัญหาฮิคิโคโมริ [2]

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

สัปดาห์ที่แล้วเล่าให้ฟังเรื่อง "ฮิคิโคโมริ" ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบได้ประมาณ 1% ของประชากรในญี่ปุ่นค่ะ มีลักษณะสำคัญคือทนแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมรอบข้างไม่ไหวจึงตัดสินใจที่จะหนีจากสังคม ไม่พบเจอใคร ไม่ไปโรงเรียน หลายคนอยู่แต่ในบ้านหรือในห้องของตัวเองเป็นสิบปี แน่นอนว่าในจำนวนฮิคิโคโมริเหล่านี้หลายคนอาการแย่ลงและพบว่าเป็นโรคจิตในภายหลัง แต่หลายคนไม่ได้เป็นโรคจิตค่ะ เพียงแต่ต้องการหนีปัญหาวุ่นวายจากสังคมภายนอก ความที่หนีไปเรื่อยๆ นานเข้าก็ไม่สามารถกลับสู่สังคมได้เหมือนเดิมเช่นเดียวกับ "เคโตะ" เด็กสาววัย 16 ปีนางเอกของเรื่องนี้ เธอไม่ไปโรงเรียนเลยตั้งแต่ 9 ขวบ และไม่คบหาสมาคมกับใคร มีความรู้แค่จบประถมและสุดท้ายความที่แทบไม่ได้พูดกับคนอื่นเลย เธอจึงไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกผ่านทางคำพูดออกมาได้ดีเท่าไหร่นัก

การแก้ปัญหาฮิคิโคโมริในความคิดของหลายท่านอาจทำได้โดยบังคับให้ไปโรงเรียนหรือปล่อยให้อยู่บ้านต่อไปเพียงแต่จ้างครูมาสอนที่บ้านแทน แต่ Cat Street มีทางออกที่ดีกว่านั้นอีกค่ะ ในเมื่อเด็กที่เป็นฮิคิโคโมริไม่ยอมไปโรงเรียนและไม่ยอมเจอเพื่อน เป็นไปได้ไหมที่จะมีโรงเรียนที่ไม่บังคับว่าต้องไปนั่งเรียนทุกวัน ไม่อยากเจอเพื่อนก็ไปนั่งเรียนด้วยตัวเองที่ไหนก็ได้ในโรงเรียน อย่างน้อยวิธีนี้ก็ทำให้เหล่าฮิคิโคโมริเลิกวิ่งหนีความจริงและหลบซ่อนตัว แต่สามารถลุกขึ้นเริ่มต้นเผชิญหน้ากับคนรอบข้างโดยเริ่มจากสถานที่ที่เต็มไปด้วยคนแบบเดียวกันก่อนค่ะ

สถานที่นั้นคือโรงเรียน "เอล ลิสตัน" เป็นฟรีสคูลหรือโรงเรียนเปิดซึ่งรวบรวมนักเรียนที่ไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนปกติด้วยสาเหตุบางอย่างไว้ด้วยกัน นักเรียนสามารถเข้าไปนั่งเล่นนอนเล่นหรือเกิดฮึดอยากเรียนรู้ก็สามารถเข้าไปนั่งศึกษาด้วยตนเองในห้องสมุดได้ คนที่แนะนำโรงเรียนนี้ให้เคโตะพูดได้น่าฟังค่ะ เขาถามเคโตะว่า "รอบๆ ตัวเธอตอนนี้มีที่ให้ยืนหรือเปล่าล่ะ" คำถามนี้แทงใจดำเคโตะอย่างจังจนเธอมองเห็นความไร้ค่าของตัวเอง จะว่าไปเธอก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยการวิ่งหนีความจริงไปเรื่อยๆ พร้อมกับโทษคนรอบข้างที่ทำให้เธอต้องเป็นแบบนี้ เธอไม่มีที่ให้หยุดยืนและเลือกก้าวไปทางใดทางหนึ่งจริงๆ เสียด้วย ได้แต่วิ่งวนอยู่ในเขาวงกตแห่งเดิมจนรู้ตัวอีกครั้งก็ผ่านมา 7 ปีแล้ว

ในที่สุดเคโตะตัดสินใจทำความรู้จักกับคนในเอล ลิสตัน และพบว่าฮิคิโคโมริอย่างเธอกลายเป็นคนธรรมดาไปเลยเมื่อเทียบกับคนอื่น เคโตะรู้จักกับเด็กหนุ่มนักฟุตบอลอัจฉริยะที่สุดท้ายก็ต้องออกจากโรงเรียนเพราะเก่งเกินหน้าเพื่อนจนไม่มีใครคบ เจอเด็กหนุ่มไอคิว 200 ที่เอาแต่นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน หรือสาวน้อยที่แต่งตัวด้วยชุดโกธิคโลลิต้า (ลูกไม้ฟูฟ่องและดัดผมเป็นหลอด) ตลอดเวลาจนดูประหลาดกว่าคนอื่น เมื่ออยู่ท่ามกลางคนเหล่านี้ เคโตะจึงหยุดวิ่งหนีและหันกลับมามองตัวเองอีกครั้งว่าชีวิตเธอต้องการอะไรกันแน่ เอล ลิสตันจึงเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่และการหลุดจากความเป็นฮิคิโคโมริของเธอค่ะ

Cat Street เป็นการ์ตูนที่น่าทึ่งอีกเรื่องหนึ่งของคามิโอะ โยโกะผู้วาด "สาวแกร่งแรงเกินร้อย" ที่ถูกนำไปสร้างเป็นละครจนโด่งดังทั่วเอเชียมาแล้วนะคะ เรื่องนี้ก็มีสร้างเป็นละครในญี่ปุ่น 6 ตอนจบ (ทำไมสั้นจัง) บางทีปัญหาฮิคิโคโมริพบมากในสังคมแบบญี่ปุ่นเนื่องจากเด็กเก่งๆ กลับถูกจำกัดด้วยค่านิยมที่ต้อง "เหมือนเพื่อน" และสังคมตะวันออกที่ต้อง "อ่อนน้อมถ่อมตน"

Cat Street ไม่ได้บอกเราว่าทางออกของปัญหาคือไปเปลี่ยนค่านิยมของคนส่วนใหญ่ แต่กำลังบอกว่าถ้าเราเก่งจริง เราก็ต้องยืดอกอย่างมั่นใจและกล้าที่จะแตกต่างเพื่อเป็นคนสร้างค่านิยมใหม่ให้คนเดินตามเราแทนที่เราจะเดินตามคนอื่นต่างหาก

วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11369 มติชนรายวัน

19 เมษายน 2552

Cat Street และปัญหาฮิคิโคโมริ [1]

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

เคยได้ยินปัญหาสุขภาพจิตของวัยรุ่นที่เรียกว่า "ฮิคิโคโมริ" (Hikikomori) ไหมคะ ชื่อญี่ปุ่นจ๋าขนาดนี้เดาดูก็คงพอทราบค่ะว่าเป็นปัญหาที่พบมากในประเทศญี่ปุ่นและเป็นปัญหาที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ เนื่องจากผู้ที่เป็นฮิคิโคโมริเองมีลักษณะสำคัญคือหลีกหนีจากการเข้าสังคมอย่างรุนแรงเลยค่ะ โดยอาจจะอยู่แต่ในบ้านไม่พบเจอผู้คน ออกมาซื้ออาหารในร้านสะดวกซื้อตอนกลางดึกเพื่อไม่ต้องเจอใครมาก ไม่พูดคุยกับใคร ไม่ไปโรงเรียน หลายคนใช้ชีวิตอยู่แบบนี้เป็นสิบปีก็มี หนึ่งในสาวน้อยที่เป็นฮิคิโคโมริคือ "อาโยยามะ เคโตะ" เด็กสาววัย 16 ที่ไม่ไปโรงเรียนเลยตลอด 7 ปีที่ผ่านมา

เคโตะเคยเป็นดาราเด็กที่โด่งดังจากคณะละครเพลงแห่งหนึ่ง แม้เธออายุเพียง 9 ขวบ แต่ก็สามารถแสดงและเต้นได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยความสามารถที่โดดเด่นและหน้าตาน่ารัก เคโตะจึงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและบดบังรัศมีของ "มาโกะ" ดาราเด็กอีกคนซึ่งต้องแสดงละครเพลงสลับวันกับเธอ เนื้อเรื่องก็เป็นไปตามพล็อตน้ำเน่าคลาสสิคทั่วไป เคโตะถูกเพื่อนในชั้นเรียนรังเกียจเพราะเธอได้รับสิทธิพิเศษไม่ต้องเรียนเต็มวันเนื่องจากมีงานแสดง ความที่เคโตะเป็นคนพูดน้อยจึงไม่ได้แก้ตัวอะไรออกไป ได้แต่เก็บความเสียใจไว้และหันไปสนิทกับมาโกะแทนโดยเคโตะสอนการแสดงให้มาโกะจนสุดท้ายเมื่อฝีมือการแสดงทัดเทียมกัน มาโกะจึงหางโผล่และบอกว่าที่จริงรังเกียจเคโตะเต็มทน

"คนที่ไม่มีเพื่อนซักคนอย่างเธอน่าขยะแขยงจะตาย"

คำพูดนี้ทำให้เคโตะเสียใจและยืนอยู่กลางเวทีโดยไม่ขยับไปไหนเลยจนกระทั่งต้องยกเลิกการแสดงในวันนั้น และนั่นคือจุดจบของชีวิตการเป็นดาราเด็ก การไปโรงเรียน และการเข้าสังคมของเคโตะในวัย 9 ขวบ

เราอาจนึกภาพ "ฮิคิโคโมริ" ว่าต้องอุดอู้อยู่แต่ในห้อง กลัวการพบปะผู้คน แต่เคโตะไม่ใช่แบบนั้นค่ะ เธอไม่เกลียดตัวเอง ไม่เกลียดคนอื่น และไม่ได้เกลียดโลกใบนี้เพราะเธอยังคงแต่งตัวสวยออกไปเดินเล่นนอกบ้านได้เป็นประจำ สิ่งที่เธอกลัวคือ "ความคาดหวัง" ทั้งของตัวเองและจากคนรอบข้าง เธอกลัวที่จะมีคนจำได้ว่าเธอคือดาราเด็กผู้ล้มเหลวเมื่อ 7 ปีก่อน ดังนั้น จึงเลือกที่จะเดินหนีทุกคนและไม่คาดหวังว่าตัวเองจะได้รับความเห็นอกเห็นใจจากใครแม้แต่จากคนในครอบครัว

คุณแม่ของเคโตะก็อ่อนแอเกินกว่าจะลุกขึ้นมาบีบบังคับลูกสาวให้ไปโรงเรียนจึงทำได้มากที่สุดแค่ทำหน้าที่แม่อย่างเต็มที่ ทำอาหารให้ ไม่ดุด่าว่ากล่าวและพยายามเข้าใจความเป็นฮิคิโคโมริของเคโตะโดยที่ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ตัวเองทำก็คือการวิ่งหนีปัญหาเช่นเดียวกัน น้องสาวของเคโตะเองแสดงท่าทีรังเกียจพี่สาวอย่างชัดเจนและพยายามพูดเสียดสีต่อว่าทุกครั้งที่เจอหน้า ดูเหมือนเธอจะเป็นคนตรงไปตรงมาและไม่หนีปัญหาแต่สุดท้ายเคโตะก็ทราบความจริงว่าน้องสาวก็กำลังประสบปัญหาถูกเพื่อนรีดไถเงินอยู่ ทางออกของน้องสาวจึงมีแต่ขอเงินแม่ไปให้เพื่อนเพื่อรักษาสถานะความเป็นเพื่อนไว้ซึ่งก็เป็นการหนีปัญหาเช่นกัน

ฮิคิโคโมริอย่างเคโตะซึ่งตัดสินใจหันหลังให้กับแรงกดดันภายนอกและสายตาของคนในสังคมดำเนินมาถึงจุดพลิกผันค่ะ ลองเดาได้ไหมคะว่าเราจะช่วยเหลือคนเป็นฮิคิโคโมริอย่างไรดี ผลักดันกึ่งๆ บีบบังคับให้ไปโรงเรียนเพื่อไม่ให้หนีปัญหาต่อไปจนกลายเป็นปัญหาที่เกินเยียวยาหรือเปล่า หรือว่าจะยอมตามใจให้อยู่บ้านเพียงแต่จ้างครูมาสอนที่บ้านเสียแทนเพื่อให้ฮิคิโคโมริไม่ต้องเผชิญกับแรงกดดันภายนอกแต่ในทางกลับกันก็ยังได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสมด้วย

Cat Street มีทางออกที่ดีกว่านั้นค่ะ คำตอบของการรักษาฮิคิโคโมริในเรื่องนี้คืออะไร งวดหน้ามาเล่าต่อนะคะ

วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11362 มติชนรายวัน

11 เมษายน 2552

"Jelly Beans" เอกลักษณ์คือความกล้าที่จะแตกต่าง

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

สำหรับท่านใดที่เคยผ่านวัยรุ่นมาแล้ว จำช่วงชีวิตหนึ่งที่เรารู้สึกไม่สบายใจหากทำอะไร "ไม่เหมือนเพื่อน" ได้ไหมคะ ในช่วงนั้นถ้าใครฮิตอะไรกันเราต้องทำตามถึงจะน่าภูมิใจ หนังสือแฟชั่นคือไบเบิลของเหล่าวัยรุ่นผู้อินเทรนด์ แต่จะไปว่าเขาไร้สาระไม่ได้นะคะเพราะสิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเติบโตขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ก็ได้ สูตรสำเร็จในการเป็นผู้นำทางความคิดของคนอื่นคือ เมื่อเดินตามแรงบันดาลใจเหล่านี้จนอิ่มตัว อยากเห็นผลงานที่ไม่ได้เกิดจากสมองคนอื่นแต่เกิดจากสมองเราเองบ้าง ตรงนั้นล่ะค่ะคือจุดเริ่มต้นของ "เอกลักษณ์" และเป็นตัววัดคุณค่าของเราได้อย่างดีเยี่ยม

Jelly Beans คือการ์ตูนที่อ่านแล้วเกิดความรู้สึกเหมือนมีไฟลุกท่วมตัวและอยากจะลุกขึ้นมาสร้างผลงานที่มี "เอกลักษณ์" ของตัวเองขึ้นมาเหลือเกินค่ะ!

"มาเมะโกะ" สาวน้อยวัย 14 ปี เรียนอยู่ในโรงเรียนต่างจังหวัดไกลปืนเที่ยงที่ไม่มีโอกาสได้เดินกระทบไหล่เหล่าผู้คนที่แต่งตัวกันเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดเหมือนคนเมืองค่ะ เธอชอบเสื้อผ้าสวยๆ และใฝ่ฝันอยากเป็นนางแบบ แต่ความจำกัดเรื่องเงินทองและอุปกรณ์ทำให้เธอไม่สามารถซื้อเสื้อสวยๆ แพงๆ มาใส่ได้ ดังนั้น มาเมะโกะจึงพยายามเรียนรู้การตัดชุดด้วยตัวเองเพื่อให้เสื้อผ้าแสนธรรมดาที่มีอยู่กลายเป็นเสื้อผ้าทันสมัยแห่งบ้านทุ่งขึ้นมา ความผิดหวังครั้งแรกของมาเมะโกะคือ เมื่อเพื่อนสนิทของเธอกลายเป็นนางแบบและทิ้งห่างเธอไปไกล สิ่งเดียวที่มาเมะโกะทำได้เมื่อหันกลับมามองตัวเองและรู้ตัวว่าการเป็นนางแบบคือความฝันที่ไกลเกินไป คือเธอหันไปตัดชุดให้เหล่านางแบบเสียแทนก็ได้นี่นา

ก้าวแรกที่มาเมะโกะเดินเพื่อทำให้ความฝันเป็นจริงคือ สอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายซึ่งเป็นแหล่งรวมของเหล่าหนุ่มสาวที่รักแฟชั่น เธอไม่เลือกฝันว่าเรียนจบแล้วจะได้ทำงานหาเงินเพื่อไปซื้อเสื้อผ้าสวยๆ แต่เธอเลือกที่จะเรียนรู้และเปลี่ยนตัวเองเป็นคนสร้างเสื้อผ้าสวยๆ ให้คนอื่นได้ใส่กันเสียแทน

ตรงนี้อ่านแล้วน่าสนใจค่ะ Jelly Beans ไม่ได้นำเสนอค่านิยมการ "บ้าของแบรนด์เนม" เลยแม้แต่นิดเดียวเพราะทราบดีว่าแม้ของแบรนด์เนมเหล่านั้นจะมีคุณค่าแต่ก็เทียบไม่ได้กับผลงานที่คิดและตัดออกมาด้วยตนเอง การซื้อของแบรนด์เนมที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันส่วนหนึ่งก็คือ การซื้อประสบการณ์และฝีมือของดีไซเนอร์ เช่นเดียวกับการสวมเสื้อที่ตัดเองกับมือย่อมหมายถึงเราให้เกียรติประสบการณ์และฝีมือของตัวเอง การสร้างค่านิยมให้เด็กเหล่านี้ชื่นชมในพลังแห่ง "เอกลักษณ์" คือจุดสำคัญของเรื่องนี้นะคะ ดังนั้น ของก๊อบปี้แบรนด์ทั้งหลายนอกจากจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์แล้ว ยังเป็นการย่ำยีคุณค่าของเหล่าดีไซเนอร์ที่สร้างผลงานอย่างยากลำบากด้วยค่ะ

สังคมที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับแฟชั่นที่ลอกคนอื่นมาจะไม่สามารถสร้างผลงานที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ได้เลยนะคะ

และตามธรรมเนียมของการ์ตูนแนวแฟชั่น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าลายเส้นสวยๆ เป็นออปชั่นบังคับสำหรับการ์ตูนแฟชั่นค่ะ อาจารย์โมโยโกะ อันโนะ ผู้เขียนเรื่องนี้วาดด้วยลายเส้น (ในขณะนั้น) อยู่ในเกณฑ์ "ไม่สวย" เลยค่ะ ขออภัยแฟนๆ ของอาจารย์อันโนะที่ต้องพูดตรงๆ นะคะ แต่ทั้งที่ไม่สวย เชื่อไหมคะว่าตอนอ่านต้องคอยสังเกตแฟชั่นในเรื่องว่าเหล่าหนุ่มสาวในการ์ตูนแต่งตัวกันอย่างไรบ้าง กระทั่งหน้าตาที่วาดเบี้ยวๆ ขอไปทีกลับซ่อนเทคนิคการแต่งหน้าที่เข้ากับแฟชั่นไว้ภายใต้ลายเส้นยุ่งๆ ค่ะ! มันเก๋มาก! แม้ศัพท์จะโบราณไปหน่อยแต่อยากสื่อให้เข้าใจค่ะว่าการ์ตูนเรื่องนี้ไม่ควรมาวิจารณ์เรื่องลายเส้นเพราะ "เอกลักษณ์" อยู่ที่เนื้อเรื่องซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เหล่าวัยรุ่นผู้รักแฟชั่นได้อย่างล้นหลาม อาจารย์อันโนะได้แสดงให้เห็นด้วยตัวเธอเองแล้วว่าการ์ตูนแฟชั่นไม่จำเป็นต้องเดินตามธรรมเนียมวาดสวยลายเส้นเทพเหมือนที่ใครๆ ว่าไว้ เธอกล้าที่จะแตกต่างและงานของเธอก็กลายเป็นงานที่มีเอกลักษณ์และน่าจดจำค่ะ

Jelly Beans คือการ์ตูนที่ดีกว่าที่คาดไว้มากนะคะ อาจจะไม่ได้ดีถึงขนาดที่ต้องกล่าวขานไปชั่วลูกชั่วหลาน แต่ก็โดดเด่นพอที่จะทำให้ลืมไม่ลงจากความแหวกแนวนี่ล่ะค่ะ

วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11355 มติชนรายวัน

07 เมษายน 2552

Winter Sonata the Animation

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ที่ผ่านมาเราเคยเห็นการ์ตูนญี่ปุ่นถูกนำมาสร้างเป็นละครและภาพยนตร์จนถือเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วค่ะ หนึ่งในเรื่องที่สร้างความมหัศจรรย์แก่วงการการ์ตูนและละครคือหนังสือการ์ตูนเรื่อง Hana Yori Dango สาวแกร่งแรงเกินร้อยหรือรักใสหัวใจเกินร้อยซึ่งกลายเป็นละครทั้งญี่ปุ่น, ไต้หวัน, และเกาหลี นอกจากนั้นยังมีเวอร์ชั่นภาพยนตร์ซึ่งก็ฮิตติดลมบนเช่นกัน ในเมื่อการ์ตูนของญี่ปุ่นพิสูจน์ตัวเองไปแล้วว่าเป็นผู้นำของสื่อบันเทิงฟากเอเชียตะวันออก อีกขั้วอำนาจหนึ่งซึ่งเติบโตเป็นดอกเห็ดตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21 ก็เริ่มเลื่อยขาเก้าอี้อย่างเงียบๆ ขั้วนั้นคือละครเกาหลีนั่นเองค่ะ

หลังจากที่ The Legend (Tae Wan Sa Shin Gi ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์) ละครเกาหลีฟอร์มยักษ์ข้ามฟากไปเป็นหนังสือการ์ตูนในญี่ปุ่นมาแล้ว มาวันนี้ละครอีกเรื่องซึ่งถึงเป็นคลื่นลูกแรกสุดของกระแสเกาหลีฟีเวอร์ได้ถูกนำไปสร้างเป็นแอนิเมชั่น (ภาพยนตร์การ์ตูน) ของญี่ปุ่นจนได้! ญี่ปุ่นปล่อยแอนิเมชั่นออกมาให้คนคลั่งไคล้กันทั่วโลกหลายทศวรรษ งวดนี้ถึงคราวของที่ปล่อยกลับมาเข้าตัวแล้วค่ะเพราะต้องไปซื้อลิขสิทธิ์จากประเทศอื่นเอามาสร้างเป็นแอนิเมชั่นบ้างแล้ว แถมยังเป็นลิขสิทธิ์ของรุ่นน้องอย่างเกาหลีซึ่งญี่ปุ่นเคยถือว่าตนเองเป็นรุ่นพี่ในวงการสื่อบันเทิงมาก่อนเสียด้วย ของแรงที่ว่าก็คือ Winter Sonata หรือ Winter Love Song ละครโทรทัศน์ที่ถล่มยอดผู้ชมในเกาหลีเมื่อปี 2002 และทำให้คนไทยรู้จักประเทศเกาหลีมากขึ้นกว่าที่เคย น่าสังเกตว่าละครทั้งสองเรื่องที่กลายเป็นการ์ตูนในญี่ปุ่นแสดงนำโดย "แบยองจุน" พระเอกมาดนุ่มของเกาหลีค่ะ

โปรเจ็คต์แอนิเมชั่น Winter Sonata มีข่าวออกมาตั้งแต่ปลายปี 2007 ว่าทางผู้สร้างละครในเกาหลีตัดสินใจเซ็นสัญญาร่วมกับบริษัทสร้างแอนิเมชั่นในญี่ปุ่นโดยจะร่วมทุนและร่วมผลิตแอนิเมชั่นเรื่อง Winter Sonata ซึ่งหลังจากฉายในเกาหลีปี 2002 และในญี่ปุ่นปี 2004 แบยองจุนพระเอกของซีรีย์นี้ก็ได้กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ขวัญใจแม่ยกชาวญี่ปุ่นไปทันที และจากการฉายในไทยสองรอบก็ทำให้สาวไทยหลายคนใจละลายด้วยเช่นกัน ความสำเร็จของ Winter Sonata ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ญี่ปุ่นและหลายประเทศฝั่งเอเชียตะวันออกนำเข้าละครเกาหลี (ทั้งที่เดิมไม่ใช่ธุรกิจส่งออกแม้แต่น้อย) และกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้น Korean Wave หรือเกาหลีฟีเวอร์นั่นเอง

อีกสิ่งหนึ่งที่ยืนยันความสำเร็จในวงการการ์ตูนของ Winter Sonata คือละครเรื่องนี้ได้นำมาดัดแปลงเป็นหนังสือการ์ตูนเกาหลี (ปัจจุบันเรียกทับศัพท์ว่า manhwa เช่นเดียวกับที่เรียกหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นทับศัพท์ว่า manga) แถมญี่ปุ่นก็นำเข้าการ์ตูนเรื่องนี้ด้วยค่ะ! ดังนั้น มั่นใจได้ว่าสร้างเป็นแอนิเมชั่นก็ต้องมีคนดูชัวร์ แต่แม้จะได้รับความนิยมล้นหลามขนาดนี้ก็ยังมีข้อสงสัยว่าอะไรคือกุญแจสำคัญของความสำเร็จกันแน่ ระหว่างละครเองหรือแบยองจุน (หรือทั้งคู่) ดังนั้น เพื่อกันเหนียว ทาง Total Promotion ของญี่ปุ่นซึ่งเป็นทีมผู้สร้าง Winter Sonata the Animation จึงเซ็นสัญญากับทั้งผู้กำกับละครและผู้ประพันธ์รวมถึงขออนุญาตใช้บุคลิกและหน้าตาของพระเอกในแอนิเมชั่นแบบเดียวกับแบยองจุนด้วย แม้จะขลุกขลักในช่วงแรกแต่ก็ได้รับอนุญาตในที่สุด แถมยังได้ทุนร่วมสร้างมาจากค่าย Key East ของเกาหลีด้วยค่ะ เนื่องจากแบยองจุนเองถือหุ้น Key East อยู่กว่าหนึ่งในสาม ดังนั้น งานนี้ไม่ใช่ได้แต่กล่อง แต่พระเอกมาดนุ่มคงได้ทรัพย์มาเพียบเช่นกัน โปรเจ็คต์ช้างครั้งนี้คาดหวังให้แบยองจุนกลายเป็นสัญลักษณ์ซุปเปอร์สตาร์ของเกาหลีและขยายฐานแฟนๆ เพิ่มเติมจากแฟนละครในเอเชียไปสู่นักชมแอนิเมชั่นทั่วโลกด้วย

ในงาน Tokyo International Anime Fair (TAF) 2008 ช่วงต้นปีที่แล้วมีการประกาศการสร้าง Winter Sonata the Animation อย่างเป็นทางการในชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า Fuyu no Sonata โดยจะฉายในซีซั่นฤดูใบไม้ผลิของปี 2009 ของญี่ปุ่นซึ่งเป็นซีซั่นที่กำลังจะถึงนี้แล้ว ส่วนทางเกาหลีไม่แน่ใจว่าฉายเมื่อไร แบยองจุนและชอยจีวูคู่พระนางจากละครก็รับพากย์เป็นตัวเอกในแอนิเมชั่นด้วยเช่นกัน ใครเป็นแฟนละครเรื่องนี้ติดตามได้จาก http://anime-wintersonata.com/ นะคะ มี Trailer หรือภาพยนตร์ตัวอย่างให้ชมด้วย วาดแบยองจุนออกมาหล่อไม่แพ้ตัวจริงเลยค่ะ

ก้าวเล็กๆ ที่น่าตื่นเต้นนี้ทำให้คาดเดาผลลัพธ์ได้หลายแบบเลยค่ะ อย่างแรกคือแฟนละครเกาหลีและแฟนของแบยองจุนจะได้สัมผัสการนำเสนอผ่านสื่อแบบใหม่คือแอนิเมชั่น ในระหว่างที่แฟนการ์ตูนอาจจะอยากลองย้อนไปดูต้นฉบับละครเกาหลีและติดใจจนกลายเป็นแฟนละครเกาหลีไปด้วยก็ได้ เป็นวิธีขยายตลาดที่ฉลาดที่สุดในวงการสื่อบันเทิงขณะนี้แล้วค่ะ

พูดแล้วก็ชักอยากดูละคร Winter Sonata เสียแล้วสิ โปรเจ็คต์ขยายฐานการตลาดครั้งนี้ประสบความสำเร็จไปอีกนิดแล้วค่ะเพราะแฟนการ์ตูนตรงนี้คนหนึ่งกำลังจะหันไปเริ่มดูละครเกาหลีแล้ว

วันที่ 05 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11348 มติชนรายวัน

28 มีนาคม 2552

Spirited Away จินตนาการกลั่นตัวเป็นการ์ตูน (2)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ต่อจากสัปดาห์ที่แล้วค่ะ ว่าด้วย Spirited Away แอนิเมชั่นเรื่องแรกของญี่ปุ่นที่ได้รับรางวัลออสการ์เมื่อปี 2002 โดยเป็นแอนิเมชั่นไม่ได้พากย์อังกฤษเรื่องเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ และเป็นหนึ่งในสองเรื่องในประวัติศาสตร์ออสการ์สาขาแอนิเมชั่นที่สร้างโดยใช้การวาดมือ (stop-motion) เข้ามาประกอบ นอกจากนั้นยังทุบสถิติหนังทำเงินตลอดกาลในญี่ปุ่นโดยเขี่ยไททานิคตกและขึ้นเป็นอันดับหนึ่งเสียแทน เมื่อรวมรายได้จากการฉายทั่วโลกแล้ว Spirited Away คือภาพยนตร์ที่ทำกำไรสูงสุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นค่ะ

สิ่งที่ทำให้ Spirited Away อาจเป็นตัวแทนวัฒนธรรมญี่ปุ่นของยุคสมัยที่จะอยู่ยงคงกระพันไปอีกหลายสิบปีหลังจากที่ผู้กำกับฯอากิระ คุโรซาว่า เคยสร้างปรากฏการณ์นี้มาแล้วและทำให้ญี่ปุ่นถูกมองว่าเป็นวัฒนธรรมซามูไรคือการแทรก "ความเป็นญี่ปุ่น" ลงในแอนิเมชั่นอย่างชาญฉลาด ดูไปก็ต้องโหยหวนไปว่า "สุดยอด...คิดได้ยังไงเนี่ย เขาใช้สมองส่วนไหนคิด" ทุกอย่างในเรื่องแสดงความเป็น "วัฒนธรรมญี่ปุ่น" ไม่ใช่เพราะเหตุการณ์เกิดในญี่ปุ่นหรือตัวละครเป็นญี่ปุ่น แต่ลองสังเกตตอนดูนะคะ จิฮิโระหนูน้อยนางเอกเป็นเด็กน่ารักในสายตาคนรอบข้างเพราะอะไร คำตอบคือเพราะเธอ "กล้าแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ อ่อนน้อม ให้เกียรติผู้อาวุโส" เธอโค้งขอบคุณทุกครั้งเมื่อได้รับความช่วยเหลือ และกระทั่งเดินผ่านผีไร้หน้าซึ่งคงอาวุโสกว่า เธอยังก้มหลังนิดๆ ตอนเดินผ่าน! การให้เกียรติผู้อื่นซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่งดงามของตะวันออกยังแสดงผ่าน "การเรียกชื่อ" ด้วยค่ะ จิฮิโระจะเรียกคนที่แก่กว่าด้วยคำที่แสดงความอ่อนน้อม เช่น "คุณลุง" "คุณย่า" โดยไม่เรียกชื่อตัวซึ่งวัฒนธรรมตะวันตกพบไม่บ่อยค่ะ ดังนั้น การเรียกคำแทนตัวเช่นนี้น่าจะทำให้ฝรั่งงงไปพอสมควรแต่คนไทยน่าจะคุ้นเคย นี่คือ "ค่านิยมความอ่อนน้อมถ่อมตน" นั่นเองนอกจากนั้น "ค่านิยมการทำงานหนัก" ในคนวัยทำงานถือเป็นเรื่องสำคัญ ดังเช่นตอนที่ฮาคุบอกจิฮิโระว่าถ้าเธอไม่ทำงานเธอจะถูกสาปเป็นหมู แต่ถ้าเธอทำงานแม้จะเล็กน้อยแค่ไหนก็ไม่มีใครสาปเธอได้ หมายถึงคนทำงานคือคนที่ได้รับการยกย่อง ในระหว่างที่คนไม่ทำงานและอาศัยข้าวคนอื่นกินถือเป็นคนที่ควรดูถูกและจะทำประโยชน์ได้มากที่สุดก็ตอนตายแล้วเท่านั้น (สำหรับคนคือไม่เป็นภาระอีก สำหรับหมูคือได้เป็นอาหาร) เด็กญี่ปุ่นที่ทำงานพิเศษจึงถือเป็นเรื่องปกตินะคะ ส่วนเด็กไทยไม่ต้องเลียนแบบค่ะ เราเป็นครอบครัวขยายมีคุณปู่คุณย่าให้ดูแล มีงานบ้านให้ช่วยเป็นกระบุง การช่วยงานที่บ้านอาจเป็นการแสดงออกถึงการทำงานหนักในวัยรุ่นและรับผิดชอบต่อครอบครัวที่ดีกว่าทำงานนอกบ้านเยอะค่ะ

จิฮิโระยังนำเสนอ "ค่านิยมในการกตัญญู" เมื่อเธอไม่สนใจทองคำกองโตที่ผีไร้หน้าเสนอให้ด้วยเหตุผลว่า "ฉันไม่อยากได้ ฉันจะรีบไปช่วยฮาคุ" ซึ่งเธอแสดงให้เห็นว่าความร่ำรวยของตัวเองไม่ได้สำคัญไปกว่าการช่วยเพื่อนที่มีบุญคุณกับเธอซึ่งกำลังบาดเจ็บ วัฒนธรรมตะวันตกในหมู่คนบ้างานไม่มีแบบนี้นะคะ หลายคนถือว่าในการทำงานต้องเอาตัวเองรอดก่อน ผลกำไรของบริษัทสำคัญกว่าเพื่อนซึ่งหมายถึงการเสียสละเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมสำคัญกว่าพวกพ้อง และหลายคนเป็นเพื่อนเพราะเรื่องงานมากกว่าอยากรู้จักกันจริงๆ (เขาจึงต้องพัฒนาการทำงานเป็นทีม ในระหว่างที่ไทยต้องพัฒนาศักยภาพส่วนบุคคลเสียแทน) เมื่อเราดูจึงไม่ได้รู้สึกขัดเขินแต่รับรองว่าฝรั่งต้องรู้สึกเหมือนโดนแทงจี๊ดๆ อยู่ในใจค่ะ

วัฒนธรรมอื่นๆ ที่สอดแทรกความเป็นญี่ปุ่นและพบได้ในเรื่อง เช่น การกระซิบผ่านประตูแทนที่จะเป็นเคาะประตู นั่นเพราะบ้านญี่ปุ่นใช้ประตูกระดาษไงคะ หรือแม้แต่การอาบน้ำในโรงอาบน้ำสาธารณะซึ่งเป็นเรื่องปกติในญี่ปุ่น แต่คนไทยอาจนึกถึงอาบอบนวดและฝรั่งนึกถึงสปาเสียแทน การเห็นลูกค้าเป็นพระเจ้าซึ่งก็บ่งบอกความเป็นพ่อค้าอันดับหนึ่งในเอเชียได้ดี และการเดินทางด้วยรถไฟของจิฮิโระซึ่งบ้านเรามีไม่มากนักเพราะเราใช้รถส่วนตัวกับรถเมล์เป็นหลักเสียมากกว่า ภาพเหล่านี้เป็นการนำเสนอวัฒนธรรมญี่ปุ่นผสานผลงานที่เปี่ยมด้วยจินตนาการกลั่นออกมาเป็นแอนิเมชั่นเรื่องนี้ค่ะ แม้เล็กน้อยแต่ก็ทำให้เราคุ้นเคยกับญี่ปุ่นมากขึ้น ถ้าอนาคตต้องเลือกซื้อของจากญี่ปุ่นหรือประเทศ A เราอาจมีโอกาสเลือกจากญี่ปุ่นเพราะคุ้นเคยกว่าโดยไม่รู้ตัวอย่างไรก็ตาม ไม่แน่ใจว่า Studio Ghibli เดินหมากผิดหรือต้องการเปิดตลาดใหม่ที่ลูกค้าต่างชาติย่อยง่ายขึ้น เพราะหลังได้ออสการ์ก็สร้างแอนิเมชั่นจากวรรณกรรมเยาวชนของตะวันตกแทนที่จะเป็นเรื่องของญี่ปุ่นแท้ๆ ผลคือคนญี่ปุ่นตีโจทย์วัฒนธรรมตะวันตกไม่แตก ในระหว่างที่ผู้เขียนวรรณกรรมเองก็ไม่ได้เข้าใจว่าแอนิเมชั่นกับการ์ตูนสำหรับเด็กมันไม่เหมือนกัน

คงต้องเชียร์แล้วค่ะว่า Studio Ghibli ขาลงหลังยุค Spirited Away จะกลับมาผงาดได้อีกเมื่อไหร่ ดีไม่ดีหนังไทยอาจแซงหน้าไปก่อนนะคะเพราะเราตีโจทย์แตกแล้ว วัฒนธรรมไทยคือการท่องเที่ยวและมวยไทยนี่เอง มาอยู่ต่างประเทศพอบอกว่าเป็นคนไทยเขาก็จะรู้จักภูเก็ตกับโทนี่ จา เลยนะคะ ในสถานีรถไฟใต้ดินที่ลอนดอนก็มีโปสเตอร์หนังไทยที่เขียนชื่อโทนี่ จา ติดอยู่แผ่นใหญ่เท่าหนังฮอลลีวู้ดด้วย น่าภูมิใจกว่าโดนถามว่าเมืองชื่อไทยแลนด์อยู่ในประเทศอะไรตั้งเยอะค่ะ

วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11341 มติชนรายวัน

21 มีนาคม 2552

Spirited Away จินตนาการกลั่นตัวเป็นการ์ตูน (1)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

สำหรับแฟนผลงานแอนิเมชั่น (ภาพยนตร์การ์ตูน) ของ Studio Ghibli ค่ายแอนิเมชั่นที่เปรียบดั่งวอลต์ ดิสนีย์ ของญี่ปุ่น เรื่องนี้ย่อมเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีแน่นอนค่ะเนื่องจากเป็นแอนิเมชั่นเรื่องแรกของญี่ปุ่นที่ประกาศศักดาบนเวทีออสการ์ด้วยการคว้ารางวัลแอนิเมชั่นยอดเยี่ยมในปี 2002 เอาชนะ Ice Age ซึ่งดังเป็นพลุแตกในบ้านเรา ที่น่าสนใจคือ Spirited Away กับ Ice Age เป็นแอนิเมชั่นที่เจาะตลาดคนละกลุ่มอย่างเห็นได้ชัด และเวทีออสการ์พิสูจน์แล้วว่า "แอนิเมชั่น" ซึ่งเป็นศิลปะการถ่ายทอดภาพยนตร์ผ่านภาพวาดกับ "การ์ตูน" สำหรับเด็กต่างกันอย่างชัดเจน สิ่งที่ทำให้ Spirited Away เรียกเสียงฮือฮาได้มากกว่านั้นคือเป็นแอนิเมชั่นที่ไม่ได้พากย์ภาษาอังกฤษเพียงเรื่องเดียวในประวัติศาสตร์รางวัลนี้ และเป็นหนึ่งในสองเรื่องในประวัติศาสตร์รางวัลที่สร้างแอนิเมชั่นแบบวาดด้วยมือ (stop-motion) ในระหว่างที่เรื่องอื่นสร้างด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิคล้วน (และส่วนใหญ่เป็นแอนิเมชั่นสำหรับเด็ก)
ก่อนจะตัดสินใจดูเรื่องนี้ต้องเรียนให้ทราบก่อนค่ะว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การ์ตูนสำหรับเด็กเล็กๆ นะคะ เด็กโตและผู้ใหญ่ดูได้แต่จะตีความออกมาต่างกันนิดหน่อยเนื่องจากบทภาพยนตร์สร้างได้ละเมียดและตีความได้หลายชั้นมาก ขณะดูถึงกับต้องหยุดภาพแล้วค่อยๆ คิดเป็นระยะว่าถ้าเราเป็นเด็กเราจะสนุกเพราะอะไร ถ้าเราเป็นผู้ใหญ่แล้วจะสนุกตรงไหน โดยส่วนตัวครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ได้ดูเรื่องนี้ค่ะ (ครั้งแรกดูหลังได้รับออสการ์ใหม่ๆ และสารภาพว่าดูไม่รู้เรื่อง) แถมดูหลังจากเพิ่งชม Mononoke Hime แอนิเมชั่นที่ขณะดูเชื่อว่านั่นคือจุดสูงสุดของ Studio Ghibli แล้ว ถ้า Spirited Away ออกมาไม่สมกับออสการ์ล่ะก็ เราจะสับให้เป็นบะช่อเชียว

แล้วก็สับไม่ลงค่ะ มัน...มันดีมาก!

Spirited Away เล่าถึงการผจญภัยของ "จิฮิโระ" เด็กสาววัยประถม เธอกำลังย้ายบ้านพร้อมกับคุณพ่อคุณแม่แต่เธอไม่พอใจเนื่องจากไม่ต้องการย้ายโรงเรียนและแยกจากเพื่อนๆ ระหว่างทางไปบ้านใหม่ ทั้งสามคนบังเอิญไปพบกับร้านรวงมากมายและอาหารอร่อยน่ากิน คุณพ่อคุณแม่ของจิฮิโระลงมือกินโดยไม่ทราบว่านั่นคืออาหารของเหล่าภูติและเทพเจ้า ผลคือทั้งสองถูกแม่มด "ยูบาบะ" สาปให้เป็นหมู ระหว่างที่จิฮิโระหนี เธอพบกับ "ฮาคุ" เด็กหนุ่มที่ช่วยให้เธอรอดพ้นจากคำสาปและแนะนำให้เธอเข้าไปทำงานในโรงอาบน้ำของยูบาบะเพราะคนทำงานจะไม่โดนสาป ระหว่างนั้นจึงค่อยคิดหาทางช่วยคุณพ่อกับคุณแม่ให้พ้นคำสาปก่อนโดนจับมาทำอาหาร

จิฮิโระได้เข้ามาทำงานในโรงอาบน้ำในที่สุดโดยเธอโดนยึดชื่อเป็นตัวประกัน (ซึ่งนิทานญี่ปุ่นเชื่อว่าถ้าโดนยึดชื่อก็จะถูกกักความทรงจำและพลังไว้) และได้รับชื่อใหม่ว่า "เซ็น" ผลงานแรกของเซ็นคือช่วยอาบน้ำให้ภูติเหม็นซึ่งส่งกลิ่นตลบอบอวลจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เธอช่วยดึงเอาของที่ติดอยู่ในตัวภูติออกไปและในที่สุดจึงปรากฏความจริงว่าภูติตนนั้นคือเทพเจ้ามังกรแห่งแม่น้ำนั่นเอง ดูถึงตรงนี้แล้วอมยิ้มเลยค่ะ อยากคารวะผู้กำกับฯฮายาโอะ มิยาซากิ ซักสามจอก แท้จริงสถานที่นี้คือ "สถานที่ชำระวิญญาณให้บริสุทธิ์" นั่นเอง คนเราทำได้โดยการปฏิบัติธรรมแต่จะให้สร้างสถานปฏิบัติธรรมในการ์ตูนมันก็ดูน่าเบื่อไปหน่อย ผู้กำกับฯมิยาซากิจึงสร้าง "โรงอาบน้ำ" เสียแทนซึ่งให้นัยยะเหมือนกัน โอ้...น่าทึ่งค่ะน่าทึ่ง

ผลงานของเซ็นช่วยให้แม่มดยูบาบะพอใจมาก แต่ก็ไม่นานเพราะเซ็นเชิญแขกที่น่ากลัวเข้ามาในโรงอาบน้ำเสียแล้ว แขกคนนั้นคือ "คาโอนาชิ" หรือผีไม่มีหน้า (แต่มีหน้ากาก) ซึ่งเข้ามาป่วนด้วยการเอาทองคำมาล่อเหล่าพนักงานในโรงอาบน้ำให้เอาอาหารมาให้กินจนตัวอ้วนพี สุดท้ายก็กินพนักงานเสียด้วยเลย ดูแล้วคาโอนาชิอยากเป็นเพื่อนกับเซ็นแต่เซ็นไม่ว่างเล่นด้วยเนื่องจากเธอต้องการช่วยฮาคุเด็กหนุ่มที่ช่วยเธอในตอนแรกด้วยการนำของที่ฮาคุขโมยจากแม่มด "เซนิบะ" พี่สาวฝาแฝดของยูบาบะไปคืนให้เร็วที่สุด
การผจญภัยยกสองของเซ็นเริ่มขึ้นเมื่อเธอต้องขึ้นรถไฟไปหาเซนิบะเพื่อคืนของพร้อมสหายอีก 3 หน่อ ประกอบด้วยคาโอนาชิที่สิ้นฤทธิ์ไปแล้ว กับ "โบ" หลานของยูบาบะที่ถูกเลี้ยงมาแบบขังไว้ในห้องไม่ให้ออกไปโลกภายนอกเพราะกลัวเชื้อโรคจะทำให้หลานป่วย โบถูกประคบประหงมจนยืนไม่ได้แม้ถึงวัยที่ควรเดินเองได้แล้ว อีกตัวคือนกที่ยูบาบะเลี้ยงไว้ให้ช่วยดูแลโบนั่นเอง การที่หลานหนีออกไปจากบ้านทำให้ยูบาบะตกใจมากและยอมทำข้อตกลงกับฮาคุเพื่อให้พาโบกลับมาแลกกับให้เซ็นและพ่อแม่กลับสู่โลกปกติเช่นเดิม

เนื้อเรื่องคร่าวๆ เพียงเท่านี้ค่ะ ถ้ามีซับไตเติ้ลดีๆ ที่อ่านรู้เรื่องรับรองว่าสนุกจนแทบกะพริบตาไม่ได้ งวดหน้ามาต่ออีกนิดว่านอกจากเนื้อเรื่องดี ภาพสวย บทแจ่ม ลำดับภาพเยี่ยม เพลงเพราะ มีรางวัลการันตี ทำรายได้ถล่มทลายในญี่ปุ่นและทั่วโลก ฯลฯ สิ่งที่ทำให้ Spirited Away กลายเป็นตัวแทนวัฒนธรรมแอนิเมชั่นของญี่ปุ่นในสายตาชาวโลกนอกเหนือจากการเอาหุ่นมาสู้กันแบบกันดั้ม หรือปล่อยพลังสู้กันแบบดราก้อนบอลล์คืออะไร งวดหน้าค่ะ

วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11334 มติชนรายวัน

14 มีนาคม 2552

Mononoke Hime (2)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ต่อจากสัปดาห์ที่แล้วว่าด้วยแอนิเมชั่น (ภาพยนตร์การ์ตูน) ที่สร้างเมื่อปี 1997 โดยฮายาโอะ มิยาซากิและ Studio Ghibli ซึ่งเป็นแอนิเมชั่นที่ใช้ทุนสร้างสูงที่สุดในขณะนั้นและกวาดรายได้ถล่มบ๊อกซ์ออฟฟิศในญี่ปุ่นอย่างล้นหลาม การต่อสู้ของ 3 กลุ่ม ได้แก่ ธรรมชาติ, เหมืองแร่, และจักรพรรดิกลายเป็นนัยยะของการต่อสู้ระหว่างคนญี่ปุ่นยุคเก่าอนุรักษนิยม, คนญี่ปุ่นยุคใหม่ที่ทั้งเป็นทุนนิยมและวัตถุนิยม, และต่างชาติที่แอบแฝงมาในรูปมิตรแต่แท้จริงกลับกดดันด้วยการขอร้องโดยเอาปืนจ่อหัว เรื่องราวดำเนินมาถึงตอนที่ฝ่ายเหมืองแร่ซึ่งนำทีมโดย "เอโบชิ" ดูแล้วน่าจะเป็นฝ่ายธรรมะและผู้เสียผลประโยชน์ตอนต้นเรื่องกลับกลายเป็นฝ่ายที่รุกรานธรรมชาติจากการเป่าหูและหลอกใช้จากตัวแทนของจักรพรรดิ แม้เอโบชิต้องการตัดหัวเทพเจ้ากวางผู้ปกปักรักษาผืนป่าเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อจักรพรรดิแต่เธออ่านเกมพลาดไปหน่อยค่ะ ถ้าลองคิดดีๆ แล้วจักรพรรดิไม่สนทั้งความจงรักภักดีและหัวเทพเจ้ากวางหรอก จักรพรรดิอาจจะต้องการแค่ให้เอโบชิพินาศตอนจบจากการหันดาบเข้าสู้กับธรรมชาติก็ได้ เช่นเดียวกับคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่มองเห็นว่าวัตถุเป็นเรื่องสำคัญ การทำตามค่านิยมของต่างชาติก็เพื่อความอยู่ดีกินดีของคนทั้งประเทศและคนทำงานก็ควรได้รับผลตอบแทนแบบนี้มันผิดตรงไหน คนเหล่านี้ลืมไปว่าคนที่มาเป่าหูไม่ใช่มิตรแท้ค่ะ คนในชาติเดียวกันที่ต่อสู้กันอยู่ต่างหากคือมิตรที่อยู่เคียงข้างกันมาตลอด

การที่เอโบชิตัดสินใจเป็นศัตรูกับธรรมชาติเผยออกในตอนท้ายๆ ว่าเธอทำไปเพราะกลัวจักรพรรดินั่นเอง เธอปรารถนาจะทำธุรกิจอย่างสงบสุขต่อไปด้วยการหันไปแทงมิตรที่ไม่เคยให้โทษกับเธออย่างธรรมชาติและยอมปวารณาตัวเป็นข้ารับใช้คนที่หวังจะฆ่าเธอในตอนแรกอย่างจักรพรรดิเสียแทน เปรียบเหมือนเด็กรุ่นใหม่ที่ต่อว่าคนรุ่นเก่าว่า "หัวโบราณ" หรือ "ไม่ทันยุคสมัย" แล้วหันไปชื่นชมค่านิยมตะวันตกที่ทำงานแลกเงินและซื้อความสุขสบายด้วยเงินที่หามาค่ะ ฟังดูแล้วก็แฟร์ดีนะคะ แต่คนเหล่านี้ลืมคิดถึงตอนที่ตัวเองทำงานไม่ได้และกลายเป็นคนรุ่นเก่าบ้าง ถึงตอนนั้นเขาจะเรียกร้องอะไรจากเด็กยุคหลังในเมื่อตัวเองเป็นคนทำลายคุณค่าของตัวเองในอีก 50 ปีข้างหน้าไปเสียแล้ว จุดจบนี้นำเสนอด้วยความพินาศของเหมืองแร่ในเรื่องค่ะ หนึ่งในสาวเหมืองแร่พูดได้น่าประทับใจตอนที่ทุกคนมองดูเหมืองแร่ลุกท่วมด้วยไฟต่อหน้าต่อตาว่า "จะกลัวอะไร ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ก็สร้างใหม่ได้อยู่แล้ว" ถือเป็นการตอกตะปูปักลงในใจอีกว่าไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่า "ความอ่อนแอ" ของตัวเองค่ะ ตราบใดที่ยังเข้มแข็งทั้งกายและใจก็ย่อมลุกขึ้นยืนใหม่ได้เสมอ ในเมื่อหมดสิ้นที่ทางทำมาหากินแต่ยังมีแขนขาและเพื่อนพ้อง จะกลัวอะไรกับจักรพรรดิที่สุดท้ายก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเสียหน่อย ธรรมชาติต่างหากที่จะทำให้สร้างเหมืองและใช้ชีวิตต่อไปได้ในท้ายที่สุด

เกือบจะลืมกล่าวถึงความสำคัญของ "อาชิทากะ" พระเอกของเรื่องเสียแล้วค่ะ อาชิทากะน่าจะเป็นพระเอกไม่กี่คนของ Studio Ghibli ที่มีบทบาทมากกว่านางเอก แม้เขาจะไม่ได้มีเอกลักษณ์เป็นที่จดจำหรือดึงดูดให้เอาไปทำเป็นโปสเตอร์หนังเท่านางเอกอย่างซัน แต่นั่นคือสิ่งที่ถูกต้องแล้วค่ะ อาชิทากะไม่ได้ปรากฏตัวในฐานะฮีโร่หรือต้องการให้คนจดจำ เขามาในฐานะ "ผู้ไกล่เกลี่ย" ซึ่งปลุกทุกคนให้มองเห็นความจริงว่าใครคือมิตรแท้และศัตรูจริงกันแน่ นอกจากนั้นอาชิทากะยังเป็น "ผู้ให้อภัย" เขามองเห็นว่าทุกคนมีเหตุผลที่ต้องทำผิดต่อผู้อื่น เขาไม่โทษใครเลยแต่เลือกที่จะช่วยทุกคนให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบค่ะ คนแบบนี้คือคนที่ผู้กำกับมิยาซากิเลือกให้มาปฏิวัติญี่ปุ่นนั่นเองคือนอกจากเก่งและมีคุณธรรมแล้ว ยังต้องกล้าหาญและมีดวงตาที่มองเห็นความถูกผิดอย่างชัดเจนด้วยไม่แปลกใจเลยที่ดูโมโนโนเกะฮิเมะแล้วจะรู้สึกฮึกเหิมนิดๆ ในตอนจบค่ะ แอนิเมชั่นเรื่องนี้สร้างค่านิยมใหม่ในการกตัญญูขึ้นในจิตใต้สำนึกของคนดูอย่างแนบเนียนและน่าชื่นชมสมเป็นงานของฮายาโอะ มิยาซากิ ครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า "ต่อให้การทำแอนิเมชั่นใช้ CG (คอมพิวเตอร์กราฟิก) เข้ามาช่วยให้สะดวกสบายมากขึ้น แต่จงอย่าลืมกระดาษกับดินสอ" ไม่ได้หมายความว่าแอนิเมชั่นที่ดีต้องร่วมกันทั้งสองอย่างนะคะ เชื่อว่าผู้กำกับมิยาซากิไม่สนใจหรอกค่ะว่าแอนิเมชั่นจะสร้างจากอะไร แต่เขากำลังบอกว่างานที่ดีเกิดจากสมองและประสบการณ์ที่ประมวลออกมาจากมนุษย์ (เปรียบเหมือนกระดาษกับดินสอ) ไม่ใช่จากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของคอมพิวเตอร์ (เปรียบเหมือน CG)

ฮายาโอะ มิยาซากิแห่ง Studio Ghibli จึงเป็นปราชญ์ผู้ทำให้มนุษย์มองเห็นคุณค่าในตัวมนุษย์ด้วยกันอย่างแท้จริงค่ะ

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11327 มติชนรายวัน

07 มีนาคม 2552

Mononoke Hime (1)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

หลังจากได้ดูการ์ตูนที่มีกลิ่นความเชื่อของญี่ปุ่นโบราณอย่าง Natsume Yuujinchou และ Mushishi ไปแล้ว ความรู้สึกตื่นเต้นกับเรื่องเหนือธรรมชาติก็ยังไม่หมดค่ะ แอบเหล่ดูกองการ์ตูนที่ยังดูไม่จบก็สะดุดตากับ Mononoke Hime แอนิเมชั่น (ภาพยนตร์การ์ตูน) ของ Studio Ghibli ที่สร้างเมื่อปี 1997 และกวาดรายได้จากการฉายถล่มทลายในขณะนั้น นอกจากเป็นแอนิเมชั่นที่สร้างความฮือฮาในด้านเนื้อหาแล้ว โมโนโนเกะฮิเมะยังเป็นแอนิเมชั่นที่ใช้ทุนสร้างสูงที่สุดในญี่ปุ่นขณะนั้นด้วย แม้ว่าการใช้คอมพิวเตอร์กราฟิค (CG) จะก้าวหน้าขึ้นมาก แต่เรามักพบบ่อยๆ ว่า CG ที่ผสมกับเทคนิคการทำการ์ตูนแบบเก่าด้วย cel (แผ่นใส) หลายเรื่องให้ความรู้สึก "ไม่เนียน" และกลายเป็นงานที่ดูลูกผีลูกคนจนน่าหงุดหงิด แต่โมโนโนเกะฮิเมะไม่ได้เอาทุนสร้างไปถมทะเลค่ะ นี่คือแอนิเมชั่นที่ใช้เทคนิคดั้งเดิมผสมกับ CG ได้อย่างลงตัว สวย นุ่มนวล ลื่นไหล และแม้จะมีฉากธรรมชาติที่งดงามมากมายเราก็ไม่ได้เคลิ้มจนหลับขณะดูค่ะ

ย้อนกลับมาที่เนื้อเรื่องสักนิด โมโนโนเกะฮิเมะไม่ใช่ "การ์ตูนสำหรับเด็ก" นะคะ นี่คือภาพยนตร์ดีๆ เรื่องหนึ่งที่ไม่ได้ใช้คนแสดง แต่ใช้ตัวการ์ตูนแสดงค่ะ เนื้อเรื่องเล่าถึงการต่อสู้ของ 3 กลุ่ม ได้แก่ ฝ่ายธรรมชาติ, จักรพรรดิ, และชาวเหมืองแร่ แรกสุดเนื้อเรื่องโอนเอียงไปทางชาวเหมืองแร่นิดหน่อยเมื่อ "เอโบชิ" หญิงสาวเจ้าของเหมืองแร่เหล็กผูกขาดการค้าเหล็กชั้นดีและดูแลชาวเหมืองให้อยู่ดีมีสุขรวมถึงเสมอภาคเท่าเทียมกันทั้งชายหญิง หากเทียบกับเมืองอื่นๆ ซึ่งต้องเผชิญกับสงครามชิงดินแดนและเหล่าทหารกับซามูไรที่เข่นฆ่าชาวบ้านเป็นว่าเล่น เหมืองเหล็กแห่งนี้คือสวรรค์เพราะตราบใดที่ยังทำงานได้ ทุกคนก็จะมีข้าวกินและได้รับการยอมรับ เหมืองแร่ของเอโบชิจึงเปรียบเสมือนตัวแทนของคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ซึ่งงานคือสิ่งที่สำคัญพอๆ กับการรับประทานอาหาร เราจะสังเกตได้ว่าเหมืองแร่นี้แทบไม่มีภาพครอบครัวลูกเด็กเล็กแดงเลย ทุกคนล้วนแต่ทำงานและภูมิใจที่ได้เสียสละตัวเองเพื่องานส่วนรวมค่ะ

"ซัง" หรือโมโนโนเกะฮิเมะคือนางเอกของเรื่องนี้ซึ่งเป็นตัวแทนของฝ่ายธรรมชาติค่ะ เธอต่อสู้กับเอโบชิเนื่องจากการทำเหมืองแร่ส่งผลให้ต้นไม้โดนโค่นทำลายไปมาก ซังเป็นเด็กสาวที่เติบโตจากการเลี้ยงดูของหมาป่าเทพเจ้าทำให้แม้เธอเป็นมนุษย์แต่เธอก็ปรารถนาจะยืนอยู่ฝ่ายธรรมชาติอย่างเต็มภาคภูมิ เธอเกลียดมนุษย์เช่นเดียวกับเผ่าพันธุ์สัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าทุกตัวแต่การได้พบกับ "อาชิทากะ" พระเอกของเรื่องทำให้เธอเปลี่ยนความคิด อาชิทากะเดินทางตามหา "เทพเจ้ากวาง" ที่ดูแลป่าในแถบนี้เพื่อถอนคำสาปที่แขนขวาซึ่งเกิดจากความบ้าคลั่งของธรรมชาติ แม้อาชิทากะจะเข้าใจธรรมชาติแต่เขาก็ไม่ได้เกลียดมนุษย์แต่อย่างใด ซังจึงอาจเป็นตัวแทนของคนหัวเก่าและอนุรักษนิยมในญี่ปุ่นซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวขัดขวางความเจริญและอยู่ดีกินดีในตอนต้นเรื่องในระหว่างที่อาชิทากะคือคนที่มาเพื่อรักษาสมดุลทั้งมวลค่ะ นานๆ จะเห็น Studio Ghibli สร้างพระเอกที่โดดเด่นแบบนี้ออกมาซักที อาชิทากะน่าจะเป็นผู้ชายในฝันของสาวๆ เลยล่ะค่ะ เพราะนอกจากเขามีฝีมือแล้ว เขายังช่วยเหลือทุกคนโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชังด้วย

แล้วจักรพรรดิมีบทบาทอย่างไร ในเรื่องจักรพรรดิต้องการเหล็กชั้นดีจากเหมืองของเอโบชิค่ะ (ยุคนั้นจักรพรรดิคือหัวหน้าแก๊งใหญ่สุด แต่ก็มีหัวเมืองใหญ่น้อยเป็นแก๊งเล็กๆ ที่ทำสงครามอยู่ด้วย ไม่ได้สงบสุขทั้งประเทศนะคะ) ไม่แน่ใจว่าต้องการผูกขาดเหล็กทั้งหมดหรือเปล่าแต่การกีดกันทางการค้ายุคนั้นไม่ได้เกิดจากกำแพงภาษี แต่เกิดจากแรงกดดันทางกายภาพ พูดง่ายๆ คือ จักรพรรดิยกทัพไปตีเหมืองน่ะค่ะ เอโบชิจึงตัดสินใจส่งของไปบรรณาการจักรพรรดิเพื่อให้เหมืองของตัวเองยังรอดอยู่ได้ และของบรรณาการคือศีรษะของเทพเจ้ากวางผู้ดูแลป่านั่นเอง จักรพรรดิจึงเปรียบเสมือน "ต่างชาติ" นี่ล่ะค่ะ คนกลุ่มนี้อาจทำลายญี่ปุ่นอย่างเงียบๆ ด้วยการยุยงให้คนรุ่นใหม่ฆ่าคนรุ่นเก่าทิ้งไปให้หมด เช่นเดียวกับที่จักรพรรดิส่ง "จิโกะ" หน่วยสืบราชการลับมาโน้มน้าวให้เอโบชิหันหน้าไปสู้กับธรรมชาติเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง หว่านล้อมว่าเทพเจ้ากวางคือต้นเหตุที่ทำให้เหมืองของเธอโดนเล่นงานตลอด (ซึ่งซังและเหล่าสัตว์เทพก็เล่นงานเอโบชิจริงๆ) คนที่มองเกมของจักรพรรดิออกเป็นคนแรกคืออาชิทากะนั่นเองค่ะ เขาจึงช่วยทุกฝ่ายอย่างเต็มใจเพราะทราบดีว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นความผิดของใครแม้แต่จิโกะซึ่งก็ทำเพราะเจ้านายสั่งมาอีกที

ยังไม่จบแค่นี้นะคะ งวดหน้ามาเล่าต่อถึงความยิ่งใหญ่ของโมโนโนเกะฮิเมะและความสามารถในการปลุกอารมณ์ฮึกเหิมอย่างชาญฉลาดของฮายาโอะ มิยาซากิ แห่ง Studio Ghibli หลายคนวิจารณ์ว่านี่คือแอนิเมชั่นที่ปลุกจิตสำนึกรักธรรมชาติ แต่ไหงดูแล้วเหมือนปลุกความเป็นชาตินิยมเสียมากกว่าค่ะ

วันที่ 08 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11320 มติชนรายวัน

28 กุมภาพันธ์ 2552

Mushishi ธรรมชาติคือมารดาของสรรพสิ่ง

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ขึ้นต้นชื่อเรื่องด้วยประโยคที่ได้ยินตั้งแต่เด็กแต่ไม่เคยซาบซึ้งมาก่อน "ธรรมชาติคือมารดาของสรรพสิ่ง" อาจเป็นเพราะอาศัยอยู่ในเมืองจึงไม่เห็นว่าแท้จริงธรรมชาติยิ่งใหญ่เพียงใดค่ะ (เว้นตอนฝนตกหนักแล้วน้ำท่วม) แต่แอนิเมชั่น (ภาพยนตร์การ์ตูน) "Mushishi" ทำให้ความทึ่งในธรรมชาติพอกพูนขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งที่เนื้อเรื่องไม่ได้เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ป่าไม้หรือวิกฤตโลกร้อนแต่อย่างใด

Mushishi (มุชิฉิ) เป็นเรื่องราวการเดินทางของ "กิงโกะ" ชายหนุ่มซึ่งเป็นหมอรักษาโรคที่เกิดจาก "มุฉิ" แปลตรงตัวคือ "แมลง" ค่ะ แต่มุฉิในเรื่องนี้ไม่ใช่แมลง กลับเป็นสิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างธรรมชาติซึ่งไม่มีชีวิตกับเหล่าสรรพสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลายในโลกนี้ บางคนอาจมองว่ามุฉิคือวิญญาณของธรรมชาติที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น หรือบางคนคิดว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของพลังงานที่เกิดจากธรรมชาติแต่มีชีวิต โดยสรุปคือ หากมุฉิมีจริงก็สามารถอธิบายโรคภัยและปรากฏการณ์ประหลาดทั้งหลายในโลกนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นอาการตาบอดโดยไม่ทราบสาเหตุ หูหนวกทั้งที่ไม่พบความผิดปกติ หรือแม้แต่โรคหลงลืมในคนอายุน้อย หลายโรคเหมือนที่เคยพบคนไข้ในชีวิตจริงเลยค่ะ ความรู้ในโลกความเป็นจริงทำให้เราวินิจฉัยโรคที่ตรวจไม่พบความผิดปกติว่า "มีสาเหตุจากจิตใจ" ในระหว่างที่โลกของมุชิฉิบอกว่า "มีสาเหตุจากมุฉิ" เสียแทนเนื้อหาทั้ง 26 ตอนของแอนิเมชั่นเป็นเรื่องสั้นจบในตอนของคนในหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งกำลังประสบกับเหตุการณ์ประหลาดหรือโรคภัยที่หมอหาสาเหตุไม่ได้ และโชคดีที่กิงโกะผ่านไปขายยาพอดี เรื่องนี้เกิดขึ้นในยุคที่ยังไม่มีไฟฟ้า จึงให้อารมณ์ของภูตผีได้แจ่มชัดมาก การดำเนินเรื่องไม่ได้ซ้ำไปซ้ำมาเหมือนการ์ตูนเด็ก ซึ่งจะต้องมีฮีโร่มาปราบมุฉินะคะ ทุกตอนเหมือนนิทานก่อนนอนซึ่งเต็มไปด้วยจินตนาการน่าตื่นเต้น แต่กลับให้จังหวะเนิบนาบ กิงโกะใช้หลักวิทยาศาสตร์โดยการเข้าไปสอบถามประวัติคนป่วยและเก็บตัวอย่างมุฉิที่สงสัยมาตรวจดูก่อนที่จะวินิจฉัยโรค (ใช้กล้องจุลทรรศน์เสียด้วย ขอย้ำว่ายุคนี้ยังไม่มีไฟฟ้า) หลังจากนั้นจึงให้ยาซึ่งก็มีทั้งยาที่รักษาแล้วหายขาดกับยาประคองอาการ ความเป็นวิทยาศาสตร์ของมุชิฉิทำให้ผู้ใหญ่ดูแล้วไม่รู้สึกขัดเขินนักค่ะ แม้เหตุผลจะดูขี้โม้แต่วิธีการให้ได้มาซึ่งต้นเหตุของโรคภัยจากมุฉิไม่โม้ค่ะ สร้างแรงบันดาลใจให้เรามองเหตุการณ์เหนือธรรมชาติตามหลักวิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำ

นอกจากเนื้อเรื่องที่ให้อารมณ์แบบภูตผีญี่ปุ่นแล้ว จุดเด่นของแอนิเมชั่นมุชิฉิคือ "ภาพและเสียง" ซึ่ง...เหนือคำบรรยายค่ะ ทุกฉากทุกภาพเต็มไปด้วยธรรมชาติซึ่งใช้สีโทนเอิร์ธเทาน้ำตาลนุ่มๆ แต่ละฉากสามารถเซฟออกมาทำเป็นวอลเปเปอร์สวยๆ บนคอมพิวเตอร์ได้สบาย หรือต่อให้พิมพ์ออกมาติดฝาบ้านก็ยังงามไม่มีที่ติ แน่นอนว่าผู้กำกับฯไม่ได้จงใจทำฉากสวยๆ เพื่อแปะไว้เฉยๆ นะคะ ภาพที่นำเสนอเห็นชัดเจนว่าเมื่อกิงโกะหรือคนในเรื่องอยู่กลางธรรมชาติ มนุษย์จะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ บนหน้าจอซึ่งทำให้สายตาเราจับจ้องไปที่ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติเบื้องหลังเสียแทน ลายเส้นของตัวละครในเรื่องเรียบง่ายตรงข้ามกับฉากธรรมชาติที่สวยไม่มียั้ง ยืนยันคอนเซ็ปต์ของเรื่องนี้ว่ามุฉิและธรรมชาติยิ่งใหญ่ที่สุด มนุษย์เป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ แต่ก็มีหัวใจที่เปี่ยมด้วยความพยายามที่จะต่อสู้กับธรรมชาติและโรคภัยที่เกิดจากมุฉิด้วยเหมือนกันเสียงเพลงในเรื่องนี้ให้ความรู้สึกเหมือนดึงเราเข้าสู่โลกของมุฉิเลยค่ะ เป็นเพลงประกอบเรื่องแรกที่ได้ยินแล้วสามารถพูดได้เต็มปากว่านี่คือ "เสียงวิญญาณของธรรมชาติ" นอกจากสงบเยือกเย็นแล้วยังออกมาได้ถูกจังหวะทุกครั้ง เรียกว่าอารมณ์นี้ต้องมีเสียงแบบนี้ออกมาให้เราขนลุกวาบนิดๆ (คล้ายเสียงอังกะลุง) หรือจังหวะนี้มีเพลงให้เราเศร้าแต่ซึ้ง ถ้าภาพวาดแบบจีนซึ่งเห็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติสามารถส่งเสียงได้ก็คงเป็นเสียแบบเดียวกับเรื่องนี้เลยค่ะ

โดยสรุป "มุชิฉิ" เป็นแอนิเมชั่นที่สวย สนุก สร้างสรรค์ แต่ไม่กระตุ้นให้สมองหลั่งอะดรีนาลีนเท่าไร เพราะไม่ได้ตื่นเต้นเร้าใจหรือน่าติดตามถึงขนาดหยุดดูไม่ได้ ดูไปดูมาแล้วอาจหลับจากความเนิบนาบของเรื่องค่ะ (หลับไปแล้ว 5 ยกระหว่างดู 26 ตอน) แต่ใช่ว่าช้าเนิบนาบแล้วไม่ดีเสมอไปนะคะเวลาเรานั่งริมทะเลฟังเสียงคลื่นสงบๆ หรืออยู่บนยอดเขาฟังเสียงลมและดูเมฆลอยไปเรื่อยๆ เราก็มีความสุขแม้ว่าจะหลับในอีกไม่กี่นาทีต่อมาก็ตาม มุชิฉิให้อารมณ์แบบเดียวกันเป๊ะเลยค่ะ

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11313 มติชนรายวัน

22 กุมภาพันธ์ 2552

Natsume Yujin-Cho เพื่อนดีเริ่มที่ใจ

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

วันที่นั่งเขียนคอลัมน์นี้เป็นวันหลังจากที่มีหิมะตกหนักที่สุดในรอบ 18 ปีของลอนดอนค่ะ สำหรับคนที่ไม่เคยเห็นหิมะ การได้เห็นนอกบ้านขาวโพลนถือเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อยู่ แต่คิดในทางกลับกันหิมะทำให้รถหยุดวิ่ง มหาวิทยาลัยยกเลิกการสอน ทุกคนอยู่แต่ในบ้านและรอบตัวเงียบจนเหงา ยามที่ความเหงารุมเร้าแบบนี้ วิธีที่ดีที่สุดคือดูการ์ตูนที่ทำให้อบอุ่นหัวใจค่ะ และเรื่องที่ทำให้อุ่นไปทั้งตัวก็คือ Natsume Yujin-Cho มีตีพิมพ์เป็นหนังสือการ์ตูนภาษาไทยชื่อ "นัตซึเมะกับบันทึกพิศวง" แต่เวอร์ชั่นที่ดูเป็นแอนิเมชั่นซึ่งออกมาถึงซีซั่นที่สองแล้วค่ะ

"นัตซึเมะ ทากาชิ" คือเด็กหนุ่มที่เย็นชาเหมือนหิมะ เนื่องจากเขามีความสามารถพิเศษในการมองเห็นภูตผีได้เช่นเดียวกับ "เรย์โกะ" คุณย่าของเขาทำให้เขาต้องเจอเรื่องที่เลวร้ายพร้อมกันถึงสองสิ่งตั้งแต่เด็ก สิ่งแรกคือเหล่าภูตผีที่เขามองเห็น (ในแอนิเมชั่นวาดออกมาน่ารัก ไม่กระตุกขวัญค่ะ) และอีกสิ่งคือคนรอบตัวที่รังเกียจเพราะคิดว่าเขาพูดโกหกเรื่องมองเห็นภูตผีได้ ความเจ็บปวดหล่อหลอมให้นัตซึเมะตัดสินใจไม่บอกใครเรื่องที่เขามองเห็นภูตผีอีก แม้เขาจะมีเพื่อนที่โรงเรียนแต่ก็บอกไม่ได้ว่าที่ต้องวิ่งจนหอบลิ้นห้อยเพราะกำลังวิ่งหนีภูตผีอยู่ จนกระทั่งวันที่เขาได้รับสมุดที่มีภาษาประหลาดเขียนอยู่ภายในซึ่งตกทอดมาจากคุณย่าเรย์โกะ รอบตัวเขาก็มีศัตรูนับไม่ถ้วนขึ้นมาอัตโนมัติเนื่องจากสมุดเล่มนั้นคือสมุดบันทึกชื่อของภูตผี เหล่าภูตผีที่ต่อสู้และพ่ายแพ้ให้กับเรย์โกะจะต้องถูกผนึกชื่อลงสมุดส่งผลให้นัตซึเมะโดนภูตผีเหล่านั้นตามมาขอชื่อคืนไม่เว้นแต่ละวัน

"มาดาระ" หรือ "อาจารย์เหมียวหง่าว" คือหนึ่งในเหล่าภูตผีที่ทราบเรื่องสมุดบันทึกของนัตซึเมะค่ะ มาดาระเองต้องการครอบครองสมุดเล่มนี้เนื่องจากต้องการพลังของเหล่าภูตผีที่ถูกผนึกชื่อในสมุดเช่นกัน แต่ไปๆ มาๆ เขากลับยอมสิงในร่างตุ๊กตาแมวกวักน่าเอ็นดูและกลายเป็นฝ่ายที่ช่วยปกป้องนัตซึเมะจากภูตผีที่ต้องการชิงสมุดเสียแทน แม้นัตซึเมะจะไม่ได้ชอบเหล่าภูตผีนักเพราะชีวิตเขาต้องถูกทอดทิ้งและถูกกลั่นแกล้งมาตลอดจากการมองเห็นภูตผี แต่เขาก็ไม่คิดจะเก็บผนึกเหล่านี้ไว้เป็นตัวประกัน ทางออกที่ดีที่สุดคือการคืนชื่อในสมุดให้เหล่าภูตผีไปเรื่อยๆ เพราะนัตซึเมะเชื่อว่าทุกคนเป็นเพื่อนกันได้โดยไม่จำเป็นต้องกุมจุดอ่อนซึ่งกันและกันไว้

เมื่อได้มีโอกาสสัมผัสกับภูตผีมากกว่าเดิมที่เอาแต่วิ่งหนีลูกเดียว นัตซึเมะจึงเริ่มเข้าใจว่าไม่ใช่เขาคนเดียวที่เหงา เหล่าภูตผีเองก็เหงาและปรารถนาจะเป็นอิสระจากความทรมานที่ต้องเวียนว่ายอยู่ในโลกนี้เช่นกัน หลายครั้งที่นัตซึเมะถูกหลอกจนเกือบโดนภูตผีจับกินแต่สุดท้ายเขาก็ยังศรัทธาในความเป็นเพื่อนเสมอ เขาเชื่อว่าถ้ามีโอกาสได้คุยเปิดใจและสร้างสัมพันธ์ด้วยการคืนชื่อให้ เหล่าภูตผีก็คงยอมเป็นมิตรกับเขาแน่นอน

สิ่งที่ทำให้ Natsume Yujin-Cho ไม่ใช่ "การ์ตูนผี" แม้มีภูตผีป้วนเปี้ยนเต็มเรื่องแต่เป็น "การ์ตูนเพื่อการรักษาแผลใจ" คือการดำเนินเรื่องในแต่ละตอนซึ่งไม่เน้นจิตหลอนหรือกระตุกขวัญสั่นประสาทแต่เน้นความรู้สึกสับสนในใจของนัตซึเมะเองค่ะ เขาปรารถนาที่จะเชื่อใจคนรอบข้างแต่ก็ต้องหันหน้าหนีตลอดเนื่องจากกลัวที่จะต้องถูกทอดทิ้งหรือหัวเราะเยาะ และเมื่อเขาปรารถนาที่จะเชื่อใจภูตผี แสดงเจตนาดีด้วยการยินดีมอบชื่อที่ผนึกในสมุดคืนให้ เขาก็ยังคงถูกเหล่าภูติผีหลอกเอาหลายครั้งจนต้องให้อาจารย์เหมียวหง่าวออกโรงช่วยเหลือ สุดท้ายแม้ความจริงใจของนัตซึเมะจะไม่ได้ทำให้ภูตผีบางตนกลับตัว เขาก็ยังเชื่อมั่นเสมอว่าถ้าอยากเป็นเพื่อนกับอีกฝ่ายก็ต้องเป็นคนทุ่มเทและเปิดใจให้เสียก่อน ความมุ่งมั่นของนัตซึเมะนี่ละค่ะที่ช่วยเยียวยาหัวใจคนดูให้รู้สึกว่าความปรารถนาดีต่อกันอย่างจริงใจก็มีอยู่จริงในโลก

เนื่องจากเหล่าภูตผีหน้าตาเหมือนในภาพวาดญี่ปุ่นโบราณ บรรยากาศของเรื่องจึงให้ความรู้สึกถึงแฟนตาซีย้อนยุคสุดคลาสสิค นอกจากนั้นใบหน้าเย็นชาแบบหิมะเรียกพี่ของนัตซึเมะยังช่วยให้คนดูไม่รู้สึกหวาดผวาเวลาเจอภูตผี เราแทบจะไม่เจออะไรในสีหน้าหรือคำพูดของนัตซึเมะว่าเขาเกลียด กลัว หรือรัก แต่การกระทำของเขาที่ยอมทุ่มเทเสียพลังงานในการคืนชื่อให้เหล่าภูตผีก็ทำให้เราเชื่อว่าคำพูดสวยงามไม่ใช่เครื่องแสดงความจริงใจได้เท่าการกระทำที่เป็นมิตร

Natsume Yujin-Cho ไม่ได้เป็นการ์ตูนที่ให้ข้อคิดอะไรมากมายค่ะ แต่เป็นการ์ตูนที่ดูแล้วรู้สึกอุ่นในหัวใจ นัตซึเมะทำให้คนดูเชื่อว่ามิตรดีมีจริงในโลกและคนชั่วที่หลอกลวงหักหลังก็มีในโลกเช่นเดียวกัน แต่จะเก็บมาคิดมากเป็นสาระทำไมในเมื่อเราก็ยังมีเพื่อนดีๆ รอบตัวอีกตั้งเป็นกระบุง

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11306 มติชนรายวัน

20 กุมภาพันธ์ 2552

Kadokawa Anime on Youtube เปลี่ยนปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์เป็นเงิน

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

หลายท่านคงเคยได้ยินคำว่า "คลิปวิดีโอ" หรือบางคนเรียกสั้นๆ ว่า "คลิป" มาบ้างแล้วนะคะ คลิปวิดีโอมักหมายถึงวิดีโอหรือภาพเคลื่อนไหวที่ถ่ายเก็บไว้ในรูปไฟล์ สาเหตุที่คลิปเหล่านี้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น เนื่องจากมีเว็บไซต์ที่สามารถอัพโหลดคลิปและเผยแพร่ให้ผู้ชมได้รับชมทั่วโลกผ่านอินเตอร์เน็ตอย่างง่ายดาย (Video Sharing Web Sites) หนึ่งในเว็บไซต์ที่รู้จักกันดีคือ YouTube นี่ล่ะค่ะ นอกจากวิดีโอที่คัดลอกมาจากแหล่งอื่นแล้ว วิดีโอหลายเรื่องยังสร้างขึ้นเองด้วยฝีมือของนักตัดต่อสมัครเล่น เราอาจเรียกวิดีโอเหล่านี้ว่า User Generated Video ซึ่งเป็นการปฏิวัติวงการสื่อและก้าวพ้นข้อจำกัดของโทรทัศน์ โดยผู้ชมสามารถพลิกบทบาทมาเป็นผู้สร้างเสียเองได้ด้วย

ปัญหาของคลิปวิดีโอซึ่งทำให้วงการการ์ตูนปวดหัวมาเนิ่นนานคือปัญหา "ละเมิดลิขสิทธิ์" นั่นเองค่ะ ยกตัวอย่างง่ายๆ คือถ้ามีคนนำภาพยนตร์การ์ตูนมาฉายให้ดูฟรีทางอินเตอร์เน็ตเสียแล้ว ใครจะซื้อ DVD ให้เปลืองเงินถ้าไม่ได้อยากสะสมจริงๆ หรือจะนั่งรอชมทางโทรทัศน์ดึกดื่นไปเพื่ออะไรในเมื่ออินเตอร์เน็ตมีให้ชมได้ตลอดเวลา ปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์บนอินเตอร์เน็ตนี้กระทบต่อทั้งยอดขาย DVD และรายได้จากโฆษณาทางโทรทัศน์ แต่โชคดีที่มีการกวาดล้างผลงานละเมิดลิขสิทธิ์เหล่านี้ไปพอสมควรโดยเฉพาะในเว็บไซต์เผยแพร่คลิปใหญ่ๆ ดังนั้น วงการภาพยนตร์การ์ตูนจึงยังอยู่รอดปลอดภัยดีค่ะ

ปัญหาคลิปละเมิดลิขสิทธิ์หมดไปไม่เท่าไร ทางบริษัทผู้ผลิตแอนิเมชั่น (ภาพยนตร์การ์ตูน) ก็ต้องกุมขมับอีกครั้ง เมื่อคลิปที่เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตไม่ใช่การ์ตูนเป็นตอนๆ เหมือนอดีต แต่เป็นวิดีโอที่นำภาพในการ์ตูนมาตัดต่อเองกลายเป็นมิวสิควิดีโอเก๋ๆ หรือแม้แต่วิดีโอเล่าเรื่องย่อคุณภาพดีเทียบเท่าหนังตัวอย่างที่ฉายในโรงภาพยนตร์ แน่นอนว่าทางบริษัทมีสิทธิให้หยุดเผยแพร่เนื่องจากเป็นการละเมิดลิขสิทธ์เช่นกัน แต่การคุมกำเนิดคลิปที่โผล่เป็นดอกเห็ดเหล่านี้ไม่ใช่งานง่ายๆ เลยค่ะ ที่สำคัญคือคลิปเหล่านี้มีคนเข้าชมเป็นจำนวนมากเสียด้วย

ในที่สุดค่าย Kadokawa ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแอนิเมชั่นจึงตัดสินใจเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสเสียเลย โดยการเปิดช่องการ์ตูนชื่อ Kadokawa Anime Channel บน YouTube ขึ้นเมื่อต้นปี 2008 และฉายวิดีโอสองแบบหลัก แบบแรกคือวิดีโอการ์ตูนในค่ายของตนเองซึ่งไม่ต้องรอให้มีคนละเมิดลิขสิทธิ์ไปโพสท์ให้ เจ้าของลิขสิทธิ์นี่ล่ะค่ะโพสท์เองเลย และอีกแบบหนึ่งคือ MAD videos หรือวิดีโอตัดต่อโดยฝีมือแฟนๆ ซึ่งนำภาพและเสียงจากแอนิเมชั่นในค่ายไปตัดต่ออย่างละเมิดลิขสิทธิ์

เพื่อทำให้ของโจรกลายเป็นงานลิขสิทธิ์ถูกต้อง ทางคาโดคาวะจึงมีขั้นตอนคัดกรองว่าผลงาน MAD videos เหล่านี้คุณภาพดีเพียงพอที่จะแขวนไว้บน Kadokawa Anime Channel บน YouTube หรือไม่ หากได้มาตรฐานจึงจะสามารถเผยแพร่ได้ ซึ่งช่วยส่งผลในการโฆษณาแอนิเมชั่นของค่ายอีกทางหนึ่งด้วย ยอดผู้เข้าชมคลิปตั้งแต่เดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนปีที่แล้วสูงถึง 50 ล้านครั้งเลยทีเดียวค่ะ ตัวเลขที่น่าตื่นตะลึงนี้ได้ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ซึ่งทำให้วงการการ์ตูนรอดตายอีกครา นั่นคือนวัตกรรม VideoAd หรือการแปะโฆษณาลงบนคลิปที่รับชมโดยตรงนั่นเอง พูดง่ายๆ คือถ้าเราเปิดคลิปดู เราก็ต้องเห็นโฆษณาร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะโฆษณาลอยทับอยู่หน้าคลิป ผู้ชมมีทางเลือกเดียวคือดูโฆษณาเพื่อหาปุ่มปิดไม่อย่างนั้นก็จะดูคลิปเต็มจอไม่ได้ โฆษณาที่ผู้ชมต้องดูและบ่นไม่ได้เพราะตัวเองก็ดูคลิปของฟรีเช่นนี้คือสวรรค์ของสปอนเซอร์เลยล่ะค่ะ

ทางคาโดคาวะเปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมามีรายได้จาก Kadokawa Anime Channel บน YouTube ถึงเดือนละสิบล้านเยน! รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการฉายแอนิเมชั่นของตัวเอง แต่มาจาก VideoAd หรือโฆษณาที่แปะอยู่บนคลิป MAD videos นี่ล่ะค่ะ แผนธุรกิจเปลี่ยนของโจรให้เป็นเงินของคาโดคาวะและ YouTube จึงกลายเป็นที่จับตามองเนื่องจากเป็นกลยุทธที่ให้ประโยชน์กับทุกฝ่าย ไม่เฉพาะทำให้งานละเมิดลิขสิทธิ์กลายเป็นงานชั้นดีถูกต้องตามกฎหมาย แต่คาโดคาวะยังได้โฆษณาแอนิเมชั่นของตัวเองไปทั่วโลกผ่านทาง YouTube และกลายเป็นศูนย์กลาง MAD videos ซึ่งสามารถควบคุมคุณภาพงานได้ด้วยตนเองก่อนเผยแพร่ และรับค่าโฆษณาโดยที่ไม่ต้องลงแรงทำเองให้เหนื่อย

Kadokawa Anime Channel บน YouTube จึงสอนให้รู้ว่าการมองปัญหาให้เป็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมและแนวคิดใหม่ๆ คือคำตอบที่ดีกว่ามองปัญหาว่าเป็นเรื่องที่ควรกำจัดให้หมดสิ้นไปค่ะ ใครจะนึกถึงว่าปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ได้ลงเอยที่การกวาดล้างเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11299 มติชนรายวัน

07 กุมภาพันธ์ 2552

การ์ตูนกับทักษะการอ่าน และแอนิเมชั่นกับทักษะการฟัง

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

หลังจากไม่ได้อ่านหนังสือการ์ตูนภาษาไทยเล่มใหม่ๆ เป็นเวลานาน เนื่องจากการ์ตูนที่ขนมาอ่านระหว่างเรียนอยู่ต่างประเทศก็อ่านเสียจนเกลี้ยงคลังแล้ว หนังสือการ์ตูนภาษาอังกฤษและญี่ปุ่นก็เกลี้ยงเช่นกัน แอนิเมชั่น (ภาพยนตร์การ์ตูน) ก็ไม่ตอบสนองความต้องการได้เท่าหนังสือการ์ตูน ในที่สุดจึงอี-เมลกลับไปบอกที่บ้านค่ะว่า "ส่งหนังสือการ์ตูนมาให้หน่อย"

หนังสือการ์ตูนภาษาไทยกล่องยักษ์สองโหลใช้เวลาเดินทางเกือบหนึ่งเดือนและมาถึงมือในที่สุดค่ะ ความที่ดีใจและตื่นเต้นหลังจากไม่ได้สัมผัสการ์ตูนภาษาไทยมาเป็นเวลา 3 เดือน (เท่านั้นเอง) จึงรีบเปิดกล่องแล้วคว้ามาอ่านอย่างรวดเร็ว! และปรากฏการณ์ที่น่าระทึกใจบางอย่างก็เกิดขึ้น!

"ทำไมเราอ่านหนังสือช้าลงล่ะเนี่ย..."

นั่นคือจุดเริ่มต้นของการสังเกตพัฒนาการในการอ่านและดูภาพยนตร์การ์ตูนของตัวเองโดยไม่มีงานวิจัยมารองรับนะคะ เปรียบเทียบระหว่างการอ่านหนังสือการ์ตูนภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และการอ่านหนังสือเรียนภาษาอังกฤษ รวมถึงการดูแอนิเมชั่นภาษาญี่ปุ่นที่มีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษค่ะ สามเดือนของการอ่านการ์ตูนภาษาไทยและอังกฤษน้อยลง ในระหว่างที่อ่านหนังสือเรียนและดูแอนิเมชั่นมากขึ้น ผลคือ...

ทักษะในการอ่านตัวหนังสือภาษาไทยลดลงอย่างชัดเจนหลังจากไม่ได้อ่านมา 3 เดือนค่ะ สังเกตได้จากระยะเวลาที่ใช้อ่านการ์ตูนในแต่ละช่องและแต่ละหน้านานขึ้นกว่าปกติ จากใช้เวลาอ่านประมาณเล่มละ 20 นาที กลายเป็นมากกว่า 30 นาที และอ่านข้ามเสียเยอะเนื่องจากรู้สึกว่าสิ่งที่อ่าน "ไม่อิน" เท่าสมัยก่อน แต่อรรถรสในการอ่านก็ยังคงมากกว่าการ์ตูนภาษาอังกฤษ ซึ่งแม้จะอ่านได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ และมีสมาธิมากขึ้น คำแปลภาษาไทยก็ยังคงมีอิทธิพลต่อความรู้สึกขณะอ่านมากกว่าอยู่ดี

ต่อมาคือทักษะในการดูแอนิเมชั่นพากย์ภาษาญี่ปุ่นซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ โดยส่วนตัวเป็นคนที่ดูแอนิเมชั่นแทบไม่ได้เลยค่ะ เนื่องจากสมาธิสั้นเอามากๆ หลังจากดูไปครึ่งชั่วโมงก็มักจะเกิดไอเดียอยากทำนู่นทำนี่ ส่งผลให้ดูไม่เคยจบเสียที แถมระหว่างดูก็มีเหม่อเป็นพักๆ ทำให้เนื้อเรื่องบางตอนขาดหายไป จะกดย้อนไปดูก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ผิดกับหนังสือการ์ตูนที่สามารถเปิดย้อนหาหน้าที่ต้องการได้รวดเร็วกว่า ดังนั้น แอนิเมชั่นจึงเป็นของไกลตัวมาแต่ไหนแต่ไรแล้วค่ะ จนกระทั่ง 3 เดือนที่ผ่านมา จำใจต้องดูเพราะไม่มีหนังสือการ์ตูนให้อ่าน ผลที่ได้คือทักษะในการอ่านภาษาอังกฤษไม่ได้เพิ่มขึ้นจากการอ่านซับไตเติ้ลนะคะ คาดว่าเพราะตอนชม สายตาเราจะเหลือบอ่านซับไตเติ้ลแค่บางคำให้พอเข้าใจ คำที่ไม่เข้าใจก็จะมองข้ามไปแล้วคาดเดาเอาจากภาพที่เห็น แน่นอนว่าไม่ได้เรียนรู้รูปประโยคด้วยค่ะ ทักษะภาษาอังกฤษจากซับไตเติ้ลจึงไม่เกิด แต่ทักษะการฟังภาษาญี่ปุ่นพัฒนาขึ้นอย่างมากค่ะ! เมื่อดูไปหลายๆ เรื่องถึงได้เริ่มสังเกตว่าบางครั้งเราฟังภาษาญี่ปุ่นเข้าใจก่อนอ่านซับไตเติ้ลเสียอีก และเมื่อฟังเสียงพากย์พร้อมกับอ่านซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษก็ทำให้เดาความหมายของคำใหม่ๆ ที่ได้ยินได้มากขึ้นค่ะ เป็นการเรียนรู้คำศัพท์ได้อย่างดีทีเดียว

มาถึงทักษะการอ่านหนังสือเรียนภาษาอังกฤษบ้างนะคะ ผลคือหนังสือการ์ตูนภาษาอังกฤษและซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษในแอนิเมชั่นไม่ได้ช่วยในการอ่านหนังสือเรียนเลยค่ะ หลังจากนั่งสังเกตว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ทักษะการอ่านข้ามประเภทหนังสือมาไม่ได้ คำตอบคือหนังสือเรียนเขาใช้ภาษาอังกฤษแบบ "วิชาการ" ซึ่งมีรูปแบบการเขียนเฉพาะ ไม่เหมือนภาษาแบบ fiction หรือนวนิยาย ดังนั้น ทักษะการอ่านหนังสือเรียนจึงเพิ่มขึ้นได้ด้วยวิธีเดียวคืออ่านหนังสือเรียนเยอะๆ เท่านั้นค่ะ อย่างไรก็ตาม หนังสือการ์ตูนช่วยให้ความ "กลัวหนังสือ" ลดลงและมีความสุขกับการอ่านมากขึ้นอย่างชัดเจน

หนังสือการ์ตูนหรือแอนิเมชั่นไม่ว่าภาษาใดก็ล้วนมีประโยชน์ต่อทักษะการอ่านหรือฟัง แต่แนะนำว่าไม่ควรอยู่หน้าจอหรืออ่านแต่หนังสือการ์ตูนโดยไม่ออกไปพบปะผู้คน เพราะจากการสังเกตอีกเช่นกัน 3 เดือนที่พูดภาษาไทยน้อยลง เวลาเจอเพื่อนคนไทยก็ชักเริ่มเรียบเรียงประโยคออกมาแปลกๆ แล้วค่ะ รู้สึกตัวว่าทักษะการพูดลดลงอย่างชัดเจน ในระหว่างที่ทักษะการเขียนยังคล่องทั้งภาษาไทยและอังกฤษเพราะต้องพิมพ์รายงานและเขียนคอลัมน์อยู่เป็นประจำ

ข้อสรุปของการสังเกตครั้งนี้คือ Practice makes Perfect ค่ะ อยากเก่งอะไรก็ฝึกทำเข้าไปเยอะๆ พร้อมกับสังเกตความผิดพลาดเพื่อนำไปปรับปรุงในอนาคต ไม่นานรับรองเก่งขึ้นแน่ๆ ค่ะ

วันที่ 08 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11292 มติชนรายวัน

05 กุมภาพันธ์ 2552

Whisper of the Heart เสียงกระซิบที่ปลายทางของหัวใจ

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ตอนนี้ในลอนดอนมีแต่ฝน หมอก มืด และความหนาวค่ะ บรรยากาศเช่นนี้เหมาะกับการดูการ์ตูนที่ทำให้หัวใจเบิกบานพองโตและการ์ตูนที่ได้ดูด้วยความบังเอิญคือ Whisper of the Heart ภาพยนตร์การ์ตูนที่ฉายในปี 1995 ในญี่ปุ่น (14 ปีก่อน) และนำมาใส่ระบบเสียง Dolby Digital โดยค่าย Buena Vista ก่อนออกฉายในอเมริกาเหนือเมื่อต้นปี 2006 นี่เอง

Whisper of the Heart เปิดเรื่องในเมืองเล็กๆ "ทามะนิวทาวน์" ซึ่งกำลังถึงจุดเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิม หนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนระบบยืมหนังสือในห้องสมุดจากการใช้กระดาษเป็นบาร์โค้ด "ชิสึคุ" เด็กสาวทราบเรื่องนี้จากคุณพ่อซึ่งเป็นบรรณารักษ์ เธอจึงหยิบกระดาษยืมหนังสือที่ท้ายเล่มมาดูและเพิ่งสังเกตว่าทุกเล่มที่เธอยืมมามีชื่อของ "อามาซาวะ เซอิจิ" เขียนยืมก่อนเธอ เด็กสาววัยสิบสี่ซึ่งหลงใหลโลกของหนังสือที่เต็มไปด้วยจินตนาการจึงเริ่มคิดภาพเซอิจิและใฝ่ฝันที่จะได้พบตัวจริงสักครั้ง นอกจากระบบบาร์โค้ดซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนไปสู่การพัฒนาแล้ว หัวใจของชิสึคุก็มาถึงจุดเปลี่ยนด้วยภาพของเซอิจิในจินตนาการเช่นกัน

ด้วยความบังเอิญหรืออาจจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในชีวิตของชิสึคุ เธอได้พบกับแมวอ้วนท่าทางกวนๆ ในรถไฟ แมวฉลาดตัวนั้นลงป้ายเดียวกับเธอและวิ่งตรงไปทางห้องสมุดซึ่งเธอต้องเอาข้าวกล่องไปให้คุณพ่อเช่นกัน ชิสึคุนึกสนุกตามไปและได้พบกับร้านขายของแอนทีค "The Earth Shop" ซึ่งมีคุณปู่ "นิชิ" ที่ใจดีดูแล ที่นั่นเธอได้พบกับตุ๊กตาสูงกว่าไม้บรรทัดที่ศีรษะเป็นแมวแต่ตัวเป็นคนในชุดทักซิโด้ตามแบบสุภาพบุรุษยุโรป ตุ๊กตาตัวนั้นคือ "บารอนฮัมเบิร์ต" บางอย่างในดวงตาแวววาวของบารอนทำให้ชิสึคุถูกดึงไปสู่โลกแห่งจินตนาการที่มีคนแคระและนางฟ้า เธอก้าวไปสูงขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้วสำหรับจินตนาการ แต่กลายเป็นถอยหนึ่งก้าวจากความเป็นจริง

ชิสึคุกลับไปร้านขายของแอนทีคอีกครั้งเพราะอยากพบกับบารอนซึ่งในความคิดของเธอเต็มไปด้วยเรื่องราวในจินตนาการที่บารอนเป็นตัวเอกอัดแน่นจนแทบระเบิด เธอเป็นนักอ่านที่ดีมานานและคนที่ทำให้เธอคิดว่าได้เวลาถ่ายทอดในฐานะนักเขียนบ้างคือเด็กผู้ชายซึ่งเป็นหลานของคุณปู่นิชิ ภายหลังชิสึคุจึงทราบว่าเด็กผู้ชายอายุเท่ากับเธอคนนี้คือ "อามาซาวะ เซอิจิ" ที่ยืมหนังสือก่อนหน้าเธอนั่นเอง
งานอดิเรกที่จริงจังของเซอิจิคือทำไวโอลินที่ร้านของคุณปู่นิชิ เขามุ่งมั่นอยากเป็นช่างทำไวโอลินชั้นเลิศให้ได้แม้อายุแค่สิบสี่ปี ความฝันอันยิ่งใหญ่ของเซอิจิถ่ายทอดมาสู่ชิสึคุอย่างน่ามหัศจรรย์ค่ะ เธอเองอยากพัฒนาตัวให้ได้มากกว่านี้และเห็นแล้วว่าตัวเองมีพรสวรรค์ทางด้านภาษา นิยายเรื่องแรกที่เธอเขียนใช้ตุ๊กตาแมวบารอนเป็นตัวเอกและแรงบันดาลใจ ในตอนนั้นเซอิจิได้ไปอิตาลีเพื่อฝึกการทำไวโอลินสองเดือน ชิสึคุจึงรู้สึกว่าเซอิจิวิ่งทิ้งห่างเธอไปไกลและเธออยากตามให้ทัน เธอตัดสินใจบอกพ่อแม่ว่าจะไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัยแต่จะเดินตามความฝันที่จะเป็นนักเขียน เหลือเชื่อที่พ่อแม่อนุญาตค่ะ! ตรงนี้ตอกย้ำให้เรารู้ว่าชิสึคุเติบโตมาในครอบครัวที่ดูแลเธอเป็นอย่างดีและเธอได้รับความไว้วางใจที่จะตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตจากการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ชิสึคุตั้งหน้าตั้งตาเขียนนิยายและนำไปให้คุณปู่นิชิอ่านทั้งน้ำตา นี่คือผลงานชิ้นแรกในชีวิตของเธอ ผลงานที่ล้มเหลวแต่ทำให้โลกจินตนการของชิสึคุมาบรรจบกับโลกของความเป็นจริงในที่สุด

คุณปู่นิชิบอกว่า ผลงานของเธอคือ "อัญมณีที่ยังไม่ผ่านการเจียระไน" ซึ่งชิสึคุทราบได้ทันทีว่าการเจียระไนคือการพัฒนาตัวเองมากกว่านี้ การตัดสินใจไม่เรียนต่อและหันหน้าเข้าสู่โลกของจินตนาการไม่ใช่คำตอบ แต่การเรียนรู้ให้สูงขึ้นพร้อมกับฝึกฝนตัวเองต่างหากคือคำตอบ ชิสึคุเปลี่ยนใจเตรียมตัวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยค่ะ พร้อมๆ กับเซอิจิที่กลับมาจากอิตาลีและหอบเอาหัวใจที่ตามเสียงกระซิบของความฝันมาจนถึงปลายทางในที่สุด

Whisper of the Heart เป็นก้าวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ของการค้นพบตัวเองและผสานโลกของความฝันและความจริงเข้าด้วยกันอย่างน่าประทับใจ ภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้กำกับโดย "โยชิฟุมิ คอนโด" ซึ่งกำกับฯ Whisper of the Heart เป็นเรื่องแรกและเรื่องสุดท้ายในชีวิต สามปีหลังเรื่องนี้ออกฉาย เขาก็จากไปด้วยโรคหลอดเลือดโป่งพองในสมองด้วยวัยเพียง 37 ปี แต่ก็ทิ้งผลงานซึ่งทำให้หัวใจของทุกคนพองโตจากเสียงกระซิบเล็กๆ ในโลกแห่งจินตนาการ

Whisper of the Heart คือแอนิเมชั่นที่ทำให้เราหยุดวิ่งอย่างไร้ทิศทางและฟังเสียงเล็กๆ จากหัวใจของเราเองค่ะว่าความปรารถนาสูงสุดของเราแม้อยู่ไกลสุดเอื้อม แต่ทางเดินก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้วนี่เอง

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11258 มติชนรายวัน