27 กันยายน 2552

แฟนสาวจากโลกการ์ตูน (2)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

สัปดาห์ที่แล้วเล่าให้ฟังเรื่องคุณเซโตะ มาซาโตะ อายุ 37 ปี ที่ถือหมอนข้างรูปตัวการ์ตูนสาวน้อยนามว่า "เนมุตัน" ในชุดบิกีนี่ไปไหนต่อไหนและปฏิบัติกับเธอ (หมอน) อย่างให้เกียรติราวกับเธอเป็นผู้หญิงที่มีชีวิต คุณเซโตะขอให้ทุกคนเรียกเขาว่า "นี้ซัง" ซึ่งแปลว่าพี่ชาย และเป็นคำที่เนมุตันใช้เรียกพี่ชายต่างสายเลือดในแอนิเมชั่นเรื่อง Da Capo ที่เธอเป็นนางเอก นี้ซังบอกอย่างเต็มปากว่าเขารักและคิดว่าเนมุตันเป็นเกิร์ลเฟรนด์ แต่ไม่ใช่รักหมอนใบที่เขาถืออยู่แบบเดียวกับเด็กๆ รักตุ๊กตาที่เล่นจนเปียกน้ำลายสกปรกเพราะ "เนมุตัน" ที่เขารักแท้จริงไม่ใช่หมอนแต่เธออยู่ในจินตนาการไม่สามารถจับต้องได้ ไม่จำเป็นที่เนมุตันต้องกลายร่างเป็นคนเพราะนี้ซังชอบที่เธอเป็นสาวสองมิติ (2D) แบนๆ บนหมอนแบบนี้

ฟังแล้วอย่าเพิ่งกลัวและคิดว่าจะพานี้ซังไปพบจิตแพทย์นะคะ เพราะนี้ซังบอกว่าอยากแต่งงานกับผู้หญิงที่เป็นคน เพียงแต่เขาก็มองเห็นความจริงว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนจะสนใจตาลุงหัวเหม่งที่ป่วยกระเสาะกระแสะและบ้าการ์ตูนอย่างเขาหรอก อย่างน้อยเขาก็ภูมิใจว่าครั้งหนึ่งที่ได้รักเนมุตันเป็นรักแท้ คำอธิบายความรักของนี้ซังที่มีต่อเนมุตันเท่าที่พอจะนึกออกตอนนี้มีอยู่ 2 แบบค่ะ อย่างแรกคือเป็นทางออกให้มีชีวิตอยู่อย่างเข้มแข็งท่ามกลางความโดดเดี่ยวและความเหงาที่ไม่เคยได้รับการยอมรับจากผู้หญิงจริงๆ และอย่างที่สองคือสิ่งที่เขาปฏิบัติต่อหมอนเนมุตันสะท้อนสิ่งที่เขาต้องการให้คนอื่นๆ ปฏิบัติกับเขาบ้าง

"Loser" หรือไอ้ขี้แพ้ คือคำที่มักจะใช้ดูถูกหนุ่มๆ ที่รักสาวสองมิติแบบนี้ค่ะ หลายคนอาจมองว่าการเมินผู้หญิงเพราะโดนทิ้งครั้งเดียวแล้วหันไปรักตัวการ์ตูนแทนเป็นแค่การหนีปัญหาของคนขี้แพ้ ทำไมไม่ลุกขึ้นมาปรับปรุงตัวให้สาวๆ หันมามองบ้างล่ะ! พูดแบบนี้เห็นทีคงได้ชกกับเพื่อนแน่ค่ะ เป็นธรรมดาของมนุษย์ถ้ามีทางเลือกที่ดีกว่าก็ต้องเลือกไว้ก่อน เช่นเดียวกับนี้ซังซึ่งบอกว่าเขาก็อยากแต่งงานกับผู้หญิงจริงๆ เช่นกันเพียงแต่โอกาสในขณะนี้ไม่อำนวย ถ้าจะต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเองให้สาวหลงซึ่งไม่รู้ว่าต้องใช้เวลากี่ปีและต้องจมอยู่กับความโดดเดี่ยวอีกนานเท่าไร เขาเลือกที่จะฝึกวิธีปฏิบัติต่อผู้หญิงกับ "หมอน" ตัวแทนของหญิงสาวที่เขารักและบูชาซึ่งก็คือเนมุตันดีกว่า การที่จะรักและนับถือใครไม่จำเป็นว่าเขาต้องมีตัวตนให้เราเห็น เช่นเดียวกับที่หลายคนชอบนักร้องจากภาพที่ค่ายเพลงสร้างขึ้น ตัวจริงอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกค่ายเพลงปั้นแต่งขึ้นมาก็ได้ ดังนั้น นักร้องในวัฒนธรรมป๊อปหลายคนที่สาวๆ กรี๊ดกร๊าดก็คือภาพมายาที่ถูกสร้างขึ้นเช่นเดียวกับเนมุตัน

กรณีที่สอง สิ่งที่นี้ซังปฏิบัติต่อหมอนเนมุตันอาจจะเป็นความรู้สึกลึกๆ ที่ต้องการให้ใครสักคนปฏิบัติกับเขาเช่นนี้บ้าง นั่นคือรัก ให้เกียรติ และมองเห็นคุณค่าโดยไม่ตัดสินแค่เพียงภายนอกเช่นเดียวกับที่นี้ซังไม่มองว่าเนมุตันเป็น "แค่หมอน" เขาอาจต้องการให้คนอื่นมองเขาโดยไม่คิดว่าเป็น "แค่ตาแก่หัวเหม่งบ้าการ์ตูน" เหมือนกัน

บทความเรื่องความรักต่อสาวสองมิติ (2D) ของคุณลิซ่า คาตายาม่า ที่ตีพิมพ์ในนิวยอร์กไทม์เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ มีกระแสวิจารณ์ตอบกลับจากผู้อ่านฟากตะวันตกค่ะ โดยสรุปคือฝรั่งไม่เข้าใจวัฒนธรรมรักสาว 2D เดาว่าถ้าเขาเป็นนี้ซังเขาอาจจะเลือกเป็นโสดไม่ก็หันไปเข้ายิมเล่นกล้ามหรือทำศัลยกรรมให้สาวมองแต่คงไม่เลือกที่จะรักสาวน้อยในการ์ตูน เหตุผลหนึ่งเพราะชาติตะวันตกไม่ได้ใกล้ชิดการ์ตูนเหมือนญี่ปุ่น และอีกเหตุผลอาจเพราะวัฒนธรรมตะวันตกมีค่านิยมในการเปลี่ยนรูปกายภายนอกมากกว่าทำความเข้าใจกับความรู้สึกรักหรือซาบซึ้งภายใน

แต่ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มญี่ปุ่นรักสาว 2D หรือหนุ่มฝรั่งเพาะกล้าม สิ่งที่เหมือนกันคือค่านิยมทั้งสองแบบตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมที่สร้างรายได้อย่างมหาศาลให้ผู้สร้างกระแส มันคือค่านิยมที่ช่วยให้การ์ตูนสาวน้อยขายดีในญี่ปุ่นเช่นเดียวกับที่กิจกรรมเมคโอเวอร์ขายดีในอเมริกา

ใครคิดจะว่ายตามกระแสอาจจะต้องหยุดคิดสักนิดค่ะว่าคุณค่าที่แท้จริงของตัวเราอยู่ที่ไหน ไม่อย่างนั้นคงได้เสียเงินกระเป๋าฉีกกันแน่

วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11523 มติชนรายวัน

20 กันยายน 2552

แฟนสาวจากโลกการ์ตูน (1)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ลองนึกภาพว่าถ้ามีผู้ชายวัยกลางคนถือหมอนข้างรูปสาวน้อยจากแอนิเมชั่น (ภาพยนตร์การ์ตูน) ขับรถไปท่องเที่ยวที่ต่างๆ และดูแลเธอเป็นอย่างดีราวกับหมอนใบนั้นมีชีวิต จัดให้เธอนั่งบนรถในท่าที่ศีรษะตั้งตรงและให้เกียรติโดยไม่เผลอเอามือแตะโดนร่างกายของเธอ (หมอน) ในบริเวณที่ไม่ควรเช่นเดียวกับที่ปฏิบัติกับผู้หญิงทั่วไป แวบแรกเราคิดอย่างไรคะ เก็บไว้ในใจแล้วมาทำความรู้จักกับเขาก่อนดีกว่าค่ะ

บทความนี้เขียนโดยคุณลิซ่า คาตายาม่า ตีพิมพ์ในนิตยสารนิวยอร์กไทม์วันที่ 21 กรกฎาคมปีนี้ และสร้างกระแสฮือฮาไปทั่วเนื่องจากเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ชีวิตของผู้คลั่งไคล้การ์ตูนอย่างรุนแรงและบางครั้งถูกเรียกในเชิงลบว่า "โอตาคุ" จะได้รับการตีแผ่ให้ชาวโลกรับทราบ ชายหนุ่มที่รักหมอนสาวน้อยถึงขนาดไปไหนมาไหนด้วยกันคนนี้ชื่อว่าคุณเซโตะ มาซาโตะ เขาอายุแค่ 37 ปี แต่รูปร่างหน้าตาล้ำไปไกลมากแล้ว คุณเซโตะต้องการให้คนเรียกเขาว่า "นี้ซัง" เป็นภาษาญี่ปุ่นหมายถึงพี่ชาย แต่สาเหตุแท้จริงที่อยากให้ทุกคนเรียกเช่นนี้เพราะเป็นสรรพนามที่ "เนมุตัน" ใช้เรียกพี่ชายที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดของเธอนั่นเอง

"เนมุตัน" คือสาวน้อยที่อยู่บนหมอนของนี้ซังนั่นเองค่ะ ชื่อจริงของเธอคือ "เนมุ" เป็นตัวการ์ตูนจากเรื่อง Da Capo ซึ่งเป็นการ์ตูนแนวรักวัยรุ่นธรรมดา คำว่า "ตัน" เป็นคำต่อท้ายที่ให้ความหมายว่าเอ็นดูและรักคลั่งไคล้มาก (มากกว่า "จัง" อีกค่ะ) แต่เนมุตันที่อยู่บนหมอนของนี้ซังเป็นเนมุตันเวอร์ชั่นประดิษฐ์ใหม่ซึ่งปรากฏอยู่ในเกมที่สร้างจากตัวการ์ตูนเรื่องเดียวกันเพียงแต่ติดเรตและไม่เหมาะกับเยาวชน เนมุตัน (หมอน) จึงออกจะโชว์เนื้อหนังกว่าในการ์ตูนจริงๆ อยู่สักหน่อย

นี้ซังให้สัมภาษณ์ว่า เขารู้ดีว่าเนมุตันไม่มีตัวตนและเธอเป็นแค่การ์ตูนสองมิติ แต่เขาก็รักเนมุตันจากใจและพูดได้เต็มปากว่าเธอเป็น "เกิร์ลเฟรนด์" ของเขา นี้ซังเคยคบผู้หญิง (ที่ไม่ใช่หมอน) มาก่อนแต่ก็ถูกทิ้งในที่สุด ใช่ว่าเขาจะไม่ชอบผู้หญิงจริงๆ แต่รักแรกพบกับเนมุตันทำให้เขาปักใจรักและอุดหนุนหมอนเนมุตันมาเพียบ เรียกว่าพอสีซีดแล้วก็ยังมีใบใหม่สำรองไว้เปลี่ยนให้เนมุตัน (หมอน) สดใสตลอดเวลา

ความรักที่มีให้สาวสองมิติในโลกแห่งจินตนาการเช่นนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมญี่ปุ่นมาระยะหนึ่งแล้วค่ะ บางครั้งถูกเรียกว่า "Moe subculture" หรือวัฒนธรรมย่อยโมเอะ ซึ่งคำว่าโมเอะใช้อธิบายความรู้สึกกรี๊ดกร๊าดเวลาเห็นอะไรน่ารักอย่างรุนแรงจนอดใจไม่อยู่ กลุ่มคนที่หลงรักสาวน้อยสองมิติเหล่านี้บางครั้งถูกเรียกว่า "2-D lovers" ค่ะ

พักเรื่องนี้ซังไว้ตรงนี้ก่อน เพราะเชื่อว่าหลายท่านถ้าได้เจอนี้ซังเดินอุ้มหมอนอยู่ตามท้องถนนคงคิดแวบแรกว่า "พาไปพบจิตแพทย์เถอะ" ซึ่งนี้ซังก็บอกว่าถ้าเขาเห็นคนที่เป็นอย่างตัวเขาเอง เขาก็คงคิดแบบเดียวกัน ใช่ว่าเขาไม่อยากแต่งงานกับผู้หญิงจริงๆ แต่ดูสารรูปตัวเองแล้วเขาก็คิดว่าผู้หญิงที่ไหนอยากจะมาแต่งงานด้วย ในช่วงเวลาที่ต้องโดดเดี่ยวและถูกโรคเบาหวานรุมเร้า เขาไม่ประชดชีวิตดื่มเหล้าหรือโทษโชคชะตาแต่เลือกที่จะ "รักเนมุตัน" และมีชีวิตอยู่อย่างไม่แคร์สายตาใคร

จริงอยู่ว่านี้ซังทำตัวแปลกกว่าคนทั่วไป แต่ถ้าเราลองเปลี่ยนนี้ซังเป็นตัวเราสมัยสองสามขวบและเปลี่ยนเนมุตัน (หมอน) เป็นตุ๊กตาหรือของเล่นที่เคยเล่นตอนเด็กๆ บ้าง เชื่อว่าเด็กผู้หญิงหลายคนต้องเคยเล่นสมมุติว่าตัวเองเป็นแม่แล้วให้ตุ๊กตาเป็นลูก อุ้มตุ๊กตาขึ้นมาแนบอกด้วยความรักและพูดเพราะๆ กับตุ๊กตา เด็กผู้ชายอาจจะเคยมีตุ๊กตาไอ้มดแดงทำจากยางตัวเล็กๆ เอามาเล่นเตะต่อยจนตุ๊กตาตัวอื่นล้มกลิ้ง บางทีก็ชูขึ้นมาทำท่าเหาะเหินเดินอากาศและกำจัดเหล่าร้ายแบบที่เห็นในการ์ตูน นั่นอาจจะเป็นความหมายของสิ่งที่นี้ซังปฏิบัติต่อเนมุตัน

การให้เกียรติ ดูแลเอาใจใส่ รักเนมุตันโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทนอาจเป็นจิตใต้สำนึกที่เขาต้องการให้คนอื่นๆ ปฏิบัติต่อเขาแบบเดียวกันก็ได้ เช่นเดียวกับเด็กผู้หญิงเล่นเป็นแม่ให้ตุ๊กตาเพราะนอกจากเลียนแบบแม่ที่ตัวเองเห็นในชีวิตจริงแล้ว บางครั้งก็เลียนแบบแม่ในฝันที่รักและพูดเพราะๆ ดูแลเอาใจใส่ลูกเช่นกัน

เห็นทีเรื่องของนี้ซังและเนมุตันจะยาว ไว้ต่อสัปดาห์หน้าดีกว่าค่ะ

วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11516 มติชนรายวัน

12 กันยายน 2552

เผาบ้านเพราะแค้นที่แม่ทิ้งกันดั้ม

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

คำโปรยด้านบนคือหัวข้อข่าวจากหนังสือพิมพ์เดอะโกเบชิมบุนที่นำเสนอเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมาก่อนวันแม่ในบ้านเราไม่นานเลยค่ะ สำหรับท่านที่ไม่รู้จักว่า "กันดั้ม" (Gundam) คืออะไร กันดั้มคือหุ่นยนต์จากแอนิเมชั่น (ภาพยนตร์การ์ตูน) เรื่องกันดั้มที่สร้างออกมาหลายภาคและออกแบบหุ่นกันดั้มแตกต่างกันไปโดยยังคงเอกลักษณ์ใบหน้าไว้ให้ใกล้เคียงเดิมที่สุด แต่สิ่งที่เหล่านักสะสมกันดั้มชื่นชอบนอกเหนือจากแอนิเมชั่นคือ "กันดั้ม พลาสติค โมเดล" (หรือคนญี่ปุ่นเรียกย่อๆ ว่า "กันพลา") ซึ่งเป็นหุ่นประกอบจากพลาสติคมากมายหลายเกรดหลายรุ่น เรียกว่าเป็นของสะสมที่มีคุณค่าทางใจอย่างสูงเลยล่ะค่ะ พ่อสารถีที่บ้านก็มีอยู่หลายตัวทีเดียว

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ระบุว่านาย "โยชิฟุมิ ทาคาเบะ" อายุ 29 ปี ทำงานเป็นพนักงานในโรงงานแห่งหนึ่งลุกขึ้นมาราดน้ำมันก๊าดในห้องของเขาที่บ้านและจุดไฟเผา ส่งผลให้บ้านที่อาศัยอยู่กับมารดาไหม้ราบเป็นหน้ากลองอย่างรวดเร็วแต่โชคดีที่เขาและมารดาปลอดภัย จากคำกล่าวอ้างของตำรวจบอกว่านายโยชิฟุมิเล่าสาเหตุที่ทำเช่นนี้เนื่องจากมารดาทิ้งกันพลาที่เขารักมากไปจึงรู้สึกอยากตายขึ้นมา

ไม่แปลกใจเลยค่ะว่าคนส่วนใหญ่ที่อ่านข่าวนี้จะประณามว่าลูกเลว ลูกทรพี รักกันดั้มแค่ไหนแต่เผาบ้านแบบนี้ก็เกินไปแล้ว การเผาบ้านไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ไม่ใช่สิ่งถูกต้องแน่นอน แต่ถ้าพิจารณาให้ลึกเข้าไปอีกนิด ข่าวสั้นๆ ข่าวนี้มีหลายอย่างให้เราต้องติดตามต่อว่าเกิดอะไรขึ้นกับชายหนุ่มผู้รักกันดั้มคนนี้กันแน่

สิ่งที่ต้องพิจารณาคือเกิดอะไรขึ้นเขาถึงตัดสินใจเผาบ้านตัวเองและรู้สึก "อยากตาย" เมื่อรู้ว่าของสะสมที่มีค่าและรักเหมือนลูกถูกโยนทิ้ง ความรู้สึกอยากตายนี้น่าสนใจค่ะ เมื่อ 2-3 ปีก่อนเคยทำวิจัยเกี่ยวกับผู้ป่วยที่เข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากทำร้ายตัวเองด้วยวิธีต่างๆ เช่น กินยาเกินขนาด กรีดข้อมือ ฯลฯ สิ่งที่สังเกตได้คือส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการ "ฆ่าตัวตาย" แต่วิกฤตชีวิตบางอย่างเจ็บปวดเกินกว่าที่เขาจะรับมือไหว การทำร้ายตัวเองจึงเป็นการสื่อสารแบบหนึ่งให้ตัวเองและคนรอบข้างรับรู้ว่า "ฉันก็เจ็บนะ ฉันเสียใจ ฉันทรมาน ฉันทำพลาดไปแล้ว ฉันขอโทษ ฯลฯ" แต่เพราะไม่สามารถกลั่นออกมาเป็นคำพูดได้จึงแสดงออกด้วยการทำร้ายตัวเองเสียแทน คนกลุ่มนี้ถ้ามีใครสักคนรับฟังและเข้าใจ ไม่ต้องช่วยแก้ปัญหาก็ได้ค่ะ บางทีแค่รับฟังก็เกินพอแล้ว ความรู้สึกอยากทำร้ายตัวเองจะลดลงมาก อีกข้อสังเกตหนึ่งคือคนที่ทำร้ายตัวเองหลายคน "เมา" ค่ะ เวลาเสียใจหนักๆ แล้วเมาจนขาดสติก็อาจเผลอทำอะไรหุนหันพลันแล่นออกไปได้ ส่วนใหญ่มักจะเสียใจตอนสร่างนะคะ อีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการ "ฆ่าตัวตาย" จริงๆ และใช้วิธีรุนแรงชนิดที่ตายได้แน่ๆ เช่น กระโดดตึก ผูกคอ ใช้ปืน กลุ่มนี้มักมีความเจ็บป่วยทางจิตใจซ่อนอยู่ ไม่ใช่คนปกติที่แค่ผิดหวังตูมเดียวแล้วจะฆ่าตัวตายแน่ๆ กลุ่มนี้ต้องรีบพามาหาจิตแพทย์เลยค่ะ

นอกจากความรู้สึกอยากตายของนายโยชิฟุมิแล้ว อีกคนที่ต้องหันไปคุยคือคุณแม่ซึ่งทิ้งกันพลาจนเป็นเหตุให้ลูกชายลุกขึ้นมาเผาบ้าน คงเป็นไปไม่ได้ที่คุณแม่จะเผลอโยนกันพลาทิ้งเพราะไม่รู้ว่าของสะสมที่ลูกชายประคบประหงมมาหลายปีเป็นของมีค่า ในข่าวไม่ได้บอกค่ะว่าทำไมคุณแม่ถึงตัดสินใจทิ้งของสะสมเหล่านั้น เกิดอะไรขึ้นกับนายโยชิฟุมิที่ทำให้คนเป็นแม่ถึงขนาดต้องทิ้งของรักของลูกชายจนอีกฝ่ายเผาบ้านแบบนี้ แท้จริงนายโยชิฟุมิเป็นแค่ไอ้หนุ่มที่บ้ากันดั้มจนเกินปกติ หรือแค่เผาเพราะเมา หรือมีสาเหตุอื่นๆ ประกอบด้วยกันแน่ ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะถ้าอนาคตเราจะทิ้งของรักของหวงของใครสักคนจะได้พอนึกออกว่าจะเกิดอะไรตามมาอีกบ้างและควรจะระวังอะไร

น่าแปลกที่คดีนี้ไม่ยักมีใครเชียร์ให้ส่งนายโยชิฟุมิมาพบจิตแพทย์ มีแต่บอกให้เข้าไปนอนคุกน่ะดีแล้ว แต่จิตแพทย์ที่นั่งเขียนคอลัมน์อยู่ตรงนี้อยากคุยกับเขานะคะว่าเกิดอะไรขึ้น เชื่ออยู่ลึกๆ ว่าคนที่รักกันดั้มไม่น่าเป็นคนไม่ดีค่ะ

วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11509 มติชนรายวัน

05 กันยายน 2552

ตุ๊กตาปลอมระบาดในไทย (2)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

สัปดาห์ก่อนเล่าให้ฟังเรื่องค่านิยมที่ไม่ถูกต้องของคนบางกลุ่มที่คิดว่าการลอกเลียนแบบหรือนำผลงานที่เกิดจากความคิดของผู้อื่นมาก๊อบปี้ขายต่อเป็นเรื่องปกติ รวมถึงปัญหาตุ๊กตา BJD (ball joint doll ตุ๊กตาเรซิ่นที่ราคาหลายหมื่นบาท) ของบริษัท Volks ในญี่ปุ่นถูกก๊อบปี้ในประเทศจีนและนำมาขายในเว็บไซต์ประมูลของญี่ปุ่นกันอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย วันนี้จะเล่าต่อถึงตุ๊กตา BJD ปลอมด้วยมือคนไทยที่มักง่ายกลุ่มหนึ่งซึ่งหลายคนหลงซื้อไปเสียแล้ว

เพื่อนผู้เล่น BJD สองคนเล่าให้ฟังว่า 2 เดือนที่ผ่านมาได้ไปเดินเที่ยวแถวสะพานเหล็กซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าเป็นแหล่งจำหน่ายฟิกเกอร์และโมเดลการ์ตูนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ทั้งสองท่านสะดุดตากับ BJD สาวน้อยสูงประมาณ 41 ซม. ตัวหนึ่งเข้าค่ะ ราคา 6,500 บาท แต่เมื่อรวมวิกผม, รองเท้า และชุดก็เป็น 9,500 บาท ความที่ชอบและอยากเล่น BJD อยู่เป็นทุนก็เลยสอบถามข้อมูลจากคนขายแต่ทั้งสองท่านกลับได้ข้อมูลมาคนละแบบ

ท่านแรกทราบจากคนขายว่า BJD รุ่นนี้ชื่อซีซ่าดอลล์นำเข้าจากจีน แต่เมื่อถามถึงการนำเข้า บริษัทผู้ผลิต และรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ คนขายก็อ้ำอึ้งและดูเหมือนไม่ค่อยอยากตอบเท่าไร ส่วนท่านที่สองทราบว่า BJD รุ่นนี้ลูกชายเจ้าของร้านหล่อเรซิ่นเองกับมือ บอกว่าเป็นของที่คนไทยทำเองอย่างภาคภูมิใจ หว่านล้อมจนทั้งสองท่านซื้อ BJD มาในที่สุดเพราะคิดว่าราคาถูกกว่าซื้อของเกาหลี ที่สำคัญเป็นฝีมือปั้นของคนไทยเสียด้วยยิ่งต้องช่วยอุดหนุนเข้าไปใหญ่ ทั้งสองท่านดูแลตุ๊กตาลูกสาวด้วยความรักค่ะ แต่งตัวให้ เย็บเสื้อผ้าให้ และถ่ายภาพมาอวดเพื่อนๆ ที่รัก BJD ด้วยกัน แต่เมื่อเพื่อนๆ เข้ามามุงดูก็เริ่มรู้สึกประหลาดใจและมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า

"ดูแล้วคล้าย BJD ของเกาหลีรุ่นนึงเลยนะ"

ภาพที่เห็นนี้คือภาพ BJD ที่ได้รับจากหนึ่งในสองท่านที่ซื้อมาในไทยค่ะ ขอบคุณเป็นอย่างสูงสำหรับข้อมูลนะคะ หลังจากที่หลายสิบตาช่วยกันเช็คก็ปรากฏว่าเหมือน BJD ของเกาหลีมากและน่าจะเป็นรุ่นเดียวกัน จึงสรุปในเบื้องต้นว่า BJD ไทยที่หลงภูมิใจและชื่นชมไปในตอนแรก "เป็นของปลอม!" ที่น่าจะเกิดจากคนผลิตซื้อของจริงมาแยกส่วนและหล่อเองตามแบบ เป็นของปลอมจากวัสดุราคาไม่กี่ร้อยบาทที่ขายต่อเกือบหมื่นบาทนั่นเอง

หากข่าวคนไทยก๊อบปี้ตุ๊กตา BJD แพร่ออกไปคงเสียหายหนักค่ะเพราะเมืองไทยจะถูกมองว่าเป็นดินแดนแห่งของปลอมในสายตานักเล่น BJD ทั่วโลกทันที นักออกแบบ BJD ฝีมือเยี่ยมชาวไทยหลายคนอาจขายผลงานได้ลำบากขึ้น และ BJD ที่ขายจากคนไทยก็จะถูกมองอย่างระแวงว่าจะปลอมหรือไม่

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้มีการค้นพบว่าเว็บไซต์ขายสินค้าแห่งหนึ่งในจีนประกาศขายตุ๊กตาของตนเองซึ่งเป็นสินค้าเลียนแบบจากต้นฉบับเกาหลี เขาให้เหตุผลว่า "เพื่อให้เด็กๆ ได้มีโอกาสเล่นตุ๊กตาแพงๆ เราจึงเสนอทางเลือกด้วยตุ๊กตาแบบเดียวกับของบริษัท XXX ในราคาที่ถูกกว่ามาก!" เป็นที่รู้กันว่าการขายตัดราคาแบบนี้ทำได้เพราะใช้วัสดุคุณภาพต่ำและลอกเขามาทั้งดุ้นค่ะ ข่าวนี้ทำให้นักสะสม BJD ทั่วโลกกังวลในการซื้อของมือสองมากขึ้นเนื่องจากไม่มั่นใจว่า BJD รุ่นหายากราคาแพงลิบหลายหมื่นบาทที่ซื้อมาเป็นของแท้หรือไม่ แต่คนที่ลำบากที่สุดคงจะเป็นนักเล่น BJD ในจีนเองซึ่งนอกจากแทบจะขาย BJD มือสองให้คนต่างชาติไม่ได้แล้ว ยังต้องมาระแวงคนจีนกันเองว่าของที่ซื้อต่อมาเป็นของแท้แน่หรือเปล่า

ได้แต่หวังว่า BJD ณ สะพานเหล็กในร้านนั้นคงไม่ใช่ของปลอมที่เกิดจากมือคนไทยค่ะ เพราะถ้าคนไทยก๊อปเองจริง เห็นทีนักเล่น BJD ชาวไทยคงร้อนๆ หนาวๆ กันบ้างว่าของที่เราซื้อต่อมาด้วยราคาหลายหมื่นอาจจะกลายเป็นศูนย์บาทในพริบตาเพราะเป็นของปลอมก็ได้

วิธีแก้ปัญหานี้ทำได้ไม่ยาก คือ ไม่สนับสนุนหรือซื้อของที่สงสัยว่าอาจจะทำปลอมขึ้นมา และสร้างจิตสำนึกว่าอย่ามักง่ายซื้อของปลอมแค่เพราะต้องการของราคาถูก จะรอให้คนขี้โกงถูกดำเนินคดีคงไม่ทันการณ์ เริ่มจากตัวเองและเพื่อนๆ ด้วยการไม่อุดหนุนของปลอมเหล่านี้ และไม่ชื่นชมคนที่ใช้ของเลียนแบบดีกว่าค่ะ

วันที่ 06 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11502 มติชนรายวัน

29 สิงหาคม 2552

ตุ๊กตาปลอมระบาดในไทย (1)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

สัปดาห์ก่อนเล่าให้ฟังเรื่องคดีมิวสิควิดีโอของเกาหลีลอกฉากหนึ่งในแอนิเมชั่น (ภาพยนตร์การ์ตูน) ของญี่ปุ่นส่งผลให้ต้องจ่ายเงินชดเชย 400 ล้านวอน ไปแล้ว สัปดาห์นี้ก็ได้ยินข่าวสินค้าเลียนแบบอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้รู้สึกเศร้าใจค่ะเพราะครั้งนี้คาดว่าคนไทยจะก๊อบปี้เสียเอง เป็นการก๊อบปี้ตุ๊กตาบอลล์จอยท์ดอลล์ (ball joint doll-BJD) ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย ก่อนที่จะไปดูว่าตกลงก๊อปหรือไม่ก๊อป คนไทยทำจริงหรือไม่ ลองมาดูสักนิดนะคะว่าตุ๊กตา BJD คืออะไร ทำไมต้องทำของเลียนแบบออกมาขายกันและทำไมจึงไม่ควรสนับสนุน

BJD คือตุ๊กตาที่สร้างจากเรซิ่นซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายพลาสติคแข็ง คุณภาพของ BJD และราคาขึ้นกับหน้าตา ระบบข้อต่อ และคุณภาพเรซิ่นเป็นหลักค่ะ แน่นอนว่าถ้าปั้นออกมาสวยและข้อต่อช่วยในการโพสท่าได้หลายหลายเท่าไรก็จะยิ่งแพงมากขึ้น ส่วนเรซิ่นของ BJD ชั้นดีมักจะดูนวลเนียนเหมือนผิวคนจริงๆ ประเทศที่ผลิตและจำหน่ายอย่างกว้างขวางคือญี่ปุ่นและเกาหลีโดยบริษัทที่ผูกขาดตลาด BJD ในญี่ปุ่นชื่อ "โวคส์" (Volks) ส่วนในเกาหลีมีมากมายหลายเจ้าเลยค่ะ มีผู้ผลิตจากจีนและตะวันตกบ้างแต่ก็ไม่ใช่ตลาดที่ใหญ่นักเมื่อเทียบกับสองประเทศนี้

สิ่งที่ทำให้ BJD เป็นของที่หลายท่านอยากได้แต่ไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของก็เพราะ "ราคา" นี่ล่ะค่ะ สำหรับ BJD ขนาดใหญ่ (สูงประมาณ 60-70cm) ราคาตั้งแต่ตัวละเกือบสองหมื่นบาทไปจนถึงเกือบแสนบาทก็มีค่ะ! ถ้าจินตนาการถึงตุ๊กตาราแพงขนาดนี้แล้วนึกภาพไม่ออก ลองคิดถึงกระเป๋าแบรนด์เนมนะคะ สาวๆ ที่อยากถือของแพงแต่ไม่มีเงินพอจะซื้อและตัดใจไม่ลงมักจะทำอย่างไร คำตอบคือบางคนเลือกซื้อของปลอมและหลอกตัวเองว่า "เพราะฉันไม่รวย ใช้ของปลอมก็พอแล้ว" ซึ่งเป็นค่านิยมที่ไม่ถูกต้องค่ะ

กลับมาที่ BJD บ้าง ความที่เรซิ่นราคาไม่กี่ร้อยบาทสามารถขายได้ในราคาหลายพันบาททำให้มีพ่อค้าไร้คุณธรรมกลุ่มหนึ่งนำแบบตุ๊กตา BJD ของบริษัท Volks ไปหล่อใหม่ด้วยเรซิ่นคุณภาพต่ำกว่าของแท้เพื่อขายตัดราคา จากประกาศเตือนของ Volks เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาทำให้ทราบว่าสินค้าเลียนแบบเหล่านี้ผลิตในจีน และที่น่ากลัวกว่านั้นคือนำไปประมูลขายทางเว็บไซต์ประมูล Yahoo! auction ในญี่ปุ่นเย้ยของแท้เลยค่ะ! นอกจากคนซื้อจะตกเป็นเหยื่อเสียเงินจำนวนมากโดยไม่ทราบว่าซื้อของปลอมมาแล้ว การผลิต จำหน่าย และเป็นเจ้าของสินค้าเลียนแบบเหล่านี้ถือว่าผิดกฎหมายเลยล่ะค่ะ คนที่ซื้อไปนอกจากจะโดนหลอกให้ซื้อของปลอมแล้ว ยังกลายเป็นอาชญากรที่ครอบครองของปลอมด้วย

มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการลอกผลงานผู้อื่นค่ะ เมื่อไม่กี่วันก่อนอ่านในเว็บบล็อกของท่านหนึ่งว่าด้วยการ "ห้ามคลิกขวา" ผู้เขียนท่านนั้นเล่าว่าเว็บไซต์ที่ห้ามคลิกขวา (หมายถึงไม่สามารถก็อปปี้ภาพหรือเนื้อหาในเว็บไซต์ไปเผยแพร่ต่อได้เพราะการก็อปปี้ต้องคลิกขวาที่เมาส์ก่อน) ย่อมมีเจตนาไม่ต้องการให้ใครลอกเลียนแบบหรือนำไอเดียที่เจ้าของเว็บไซต์คิดขึ้นมาอย่างเหน็ดเหนื่อยไปใช้ต่อโดยอ้างว่าเป็นผลงานของตัวเอง สิ่งที่น่าตกใจคือคนที่เข้ามาตอบ (คนไทย) หลายคนบอกว่ามันเป็นการปิดกั้นวัฒนธรรม, ไม่รู้จักแบ่งปัน, จะหวงไว้ทำไม, ก็ฉันคิดไม่ได้ฉันก็เลยลอก ใครมันจะไปรู้ ฯลฯ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้ไม่มีจิตสำนึกในคุณค่าของนวัตกรรมที่ต้องใช้ทั้งเวลาและความสามารถในการคิดแม้แต่น้อย คนที่คิดว่าการลอกเป็นเรื่องปกติย่อมเป็นคนที่ไม่เคยคิดอะไรด้วยตัวเองเลย การรู้สึกเฉยเมยต่อการลอกจึงเป็นค่านิยมผิดๆ ที่น่าเศร้าค่ะ

เรื่องที่น่าเศร้ากว่านั้นคือเมื่อวันก่อน เพื่อนที่มาเรียนต่ออยู่ประเทศเดียวกันแอบกระซิบถามว่าทำยังไงถึงจะเขียนบทความวิชาการส่งอาจารย์ได้เยอะๆ เราใช้วิธีก๊อบปี้มาจากบทความหลายๆ ฉบับแล้วแปะดีมั้ย ฟังแล้วแทบเป็นลมเลยค่ะ! ได้แต่มองหน้าเขาอย่างตะลึงแล้วบอกว่าการลอกงานเขียนโดยเฉพาะผลงานวิชาการมันไม่ถูกต้องนะ ไม่ควรแม้แต่จะคิด งานวิชาการระดับปริญญาเอกถ้าไม่ใช่ความคิดของตัวเองแล้วมันจะไปมีค่าอะไร

มึนงงกับเรื่องลอกเลียนแบบอยู่พักหนึ่ง สหายก็ส่งข่าวมาว่ามี BJD เลียนแบบออกมาระบาดในไทยแถมฝีมือคนไทยทำเสียด้วย! ภาพที่เห็นวันนี้คือ BJD ของจริงค่ะ เป็นสาวน้อยชื่อ Ani ของบริษัท Luts ในเกาหลี สัปดาห์หน้ามาดูค่ะว่าของเลียนแบบในไทยหน้าตาเป็นเช่นไร

วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11495 มติชนรายวัน

23 สิงหาคม 2552

ปิดฉากคดีลอกแห่งทศวรรษ สแควร์อีนิกซ์ฆ่าได้หยามไม่ได้

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

นับเป็นคดีที่ยืดเยื้อมายาวนานและปิดฉากลงพร้อมกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากวงการการ์ตูนค่ะ คดีนี้เกิดจากบริษัทสแควร์อีนิกซ์ของญี่ปุ่นเจ้าของลิขสิทธิ์แอนิเมชั่น (ภาพยนตร์การ์ตูน) เรื่อง "ไฟนอลแฟนตาซี 7 แอดเวนท์ชิลเดรน" (Final fantasy VII Advent Children : FFVIIAC) แอนิเมชั่นซึ่งสร้างต่อเนื่องจากเกมไฟนอลแฟนตาซี 7 และวางจำหน่ายในญี่ปุ่นเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2005 ฟ้องร้องบริษัทแฟนท่อมเอ็นเตอร์เทนเมนท์ในเกาหลีที่ปล่อยมิวสิควิดีโอเพลง "Temptation Sonata" ของนักร้องสาวชาวเกาหลี "ไอวี่" ออกมาเมื่อปี 2007 โดยภาพที่ปรากฏในมิวสิควิดีโอเกือบทั้งหมดเหมือนฉากหนึ่งใน FFVIIAC เรียกว่าแทบจะถ่ายภาพมาทาบได้เฟรมต่อเฟรม

มิวสิควิดีโอลอกสะท้านวงการชุดนี้เรียกได้ว่าทุกคนที่ดูไม่มีใครใช้คำว่า "ได้รับอิทธิพล" หรือ "ได้รับแรงบันดาลใจ" เลยค่ะ ยอมรับว่า...ลอกได้เหมือนมาก ในที่สุดเมื่อเดือนธันวาคมปี 2007 ศาลชั้นต้นของเกาหลีใต้ตัดสินว่าบริษัทแฟนท่อมผิดจริง โดยให้เหตุผลว่า 80% ของมิวสิควิดีโอนี้ใช้เนื้อหา, มุมกล้อง, การแสดง และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายจาก FFVIIAC ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หยุดการเผยแพร่และจำหน่ายมิวสิควิดีโอนี้ ส่วนบริษัทแฟนท่อมและผู้กำกับฯมิวสิควิดีโอต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินรวมกันประมาณ 16 ล้านวอน ผู้กำกับฯทั้งสองยื่นอุทธรณ์ต่อ แต่ทั้งสองก็ยังคงแพ้คดีและจบการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์เมื่อเดือนมีนาคม 2008 โดยจำนวนเงินค่าปรับเพิ่มเป็น 300 ล้านวอน!

เรื่องควรจะจบเพียงเท่านี้ค่ะเพราะนอกจากแฟนท่อมเอ็นเตอร์เทนเมนท์จะชื่อเสียงป่นปี้แล้ว การลอกสะท้านวงการครั้งนี้ทำให้ภาพพจน์ของกระแสวัฒนธรรมเกาหลีฟีเวอร์เสียหายหนักขึ้น อย่างน้อยก็ในสายตาของคนเล่นเกมและดูการ์ตูน แต่เรื่องกลับไม่จบเมื่อทางแฟนท่อมยื่นเรื่องต่อศาลสูง (High court) ในเกาหลีอีกครั้ง ในที่สุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2009 ที่ผ่านมานี้เอง ศาลสูงได้พิจารณาให้บริษัทแฟนท่อมและผู้กำกับฯชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มขึ้นอีกเป็น 400 ล้านวอน (ประมาณ 11 ล้านบาท) ไม่แน่ใจว่าทางแฟนท่อมจะยื่นเรื่องต่อ Supreme Court อีกหรือไม่ค่ะ คงต้องคอยติดตามข่าวต่อไป

มาดูประวัติของเกมไฟนอลแฟนตาซี 7 (FFVII) และ FFVIIAC สักนิดนะคะว่าทำไมทางสแควร์อีนิกซ์ถึงแค้นน่าดู FFVII เป็นเกมในซีรีส์ไฟนอลแฟนตาซีซึ่งกำเนิดในปี 1987 โดยมีเนื้อหาแตกต่างกันไปทุกภาค ภาค 7 ออกจำหน่ายในปี 1997 ผ่านระบบเครื่องเล่นเพลย์สเตชั่นของ Sony นอกจากภาพสวย เพลงเพราะ และตัวละครโดดเด่นแล้ว เนื้อหาของเกมนี้ได้แยกย่อยไปเป็นเกมอื่นๆ และนวนิยายอีกเป็นกุรุส จนกระทั่งปี 2005 เมื่อแอนิเมชั่น FFVIIAC ออกจำหน่ายจึงช่วยปลุกกระแสความนิยม FFVII ขึ้นมาอีกครั้ง แอนิเมชั่นเรื่องนี้คว้ารางวัลมากมายและกวาดรายได้ไปเพียบ เรียกว่าเป็นบ่อเงินบ่อทองของสแควร์อีนิกส์เลยก็ว่าได้ ในปี 2006 สามารถทุบสถิติเป็น DVD แอนิเมชั่นที่ยอดขายสูงสุดของอเมริกาและยุโรปเลยค่ะ (1.4 ล้านแผ่น) แถมยังมีของสะสมออกมากินเงินแฟนๆ ไปอีกบานตะไท

ล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน 2009 ที่ผ่านมา ทางสแควร์อีนิกซ์ปล่อย "FFVIIAC Complete" ซึ่งเป็น FFVIIAC ในแบบความละเอียดสูงพร้อมเนื้อหาเพิ่มเติมและออปชั่นเสริมมากมาย จำหน่ายได้ 1 แสนแผ่นในการเปิดขายวันแรกที่ญี่ปุ่นค่ะ เป็น 12 ปีแห่งความนิยมใน FFVII ที่ไม่จืดจางจริงๆ

คดีนี้น่าจะเป็นตัวอย่างให้คนที่คิดจะลอกระลึกได้ค่ะว่าข้อมูลข่าวสารสมัยนี้เร็วเกือบเท่าความไวแสงแล้ว ลอกอยู่ส่วนหนึ่งบนโลก อีกชั่วโมงต่อมาคนอีกซีกโลกอาจจะรู้แล้ว โดยเฉพาะดันมาลอก FVIIAC ซึ่งเหมือนอู่ข้าวอู่น้ำของสแควร์อีนิกซ์เช่นนี้

ไม่แปลกใจเลยค่ะที่สแควร์อีนิกซ์จะออกมาตอบโต้ว่า เรื่องนี้ฆ่าได้หยามไม่ได้ และลอกก็ไม่ได้เหมือนกัน

วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11488 มติชนรายวัน

20 สิงหาคม 2552

Nasu มะเขือม่วงกับนักปั่นแข้งทอง (3)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

สองสัปดาห์ก่อนเล่าให้ฟังถึงแอนิเมชั่นเรื่อง Nasu ซึ่งกล่าวถึงนักปั่นจักรยานมืออาชีพที่ต้องต่อสู้กับแรงกดดันมากมาย นอกจากเพื่อเอาชนะในเกมแล้ว เขายังต้องเอาชนะตัวเองและรู้จักเสียสละเพื่อชัยชนะของทีมด้วย ผลงานเรื่อง Nasu ทั้งสองภาคกำกับโดยผู้กำกับ "โคซากะ คิทาโร่" ซึ่งเป็นที่รู้จักมาก่อนในฐานะผู้กำกับแอนิเมชั่น (Animation director and supervisor) ของ Studio Ghibli สตูดิโอแอนิเมชั่นที่โด่งดังที่สุดในญี่ปุ่น เขามีส่วนร่วมในผลงานที่โด่งดังของ Ghibli เกือบทุกชิ้นรวมถึง Spirited Away ที่ได้รับรางวัลออสการ์ด้วย ลองมาดูบทสัมภาษณ์ของเขาโดยคุณมาร์โก้ เบลลาโน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2009 ที่ผ่านมา ณ งานภาพยนตร์แอนิเมชั่นเมืองตูริน ถอดความจาก www.ghibliworld.com นะคะ

คุณมาร์โก้ถามผู้กำกับโคซากะในฐานะที่เป็นผู้กำกับแอนิเมชั่น (หมายถึงผู้ดูแลการผลิตงานที่เกี่ยวกับ "ภาพ" ทั้งหมด) ของ Studio Ghibli ว่าอะไรที่ทำให้งานภาพและโปรดักชั่นของ Ghibli ออกมามีมิติล้ำลึกกว่างานแอนิเมชั่นอื่น ผู้กำกับโคซากะตอบได้สมกับเป็นแอนิเมเตอร์ค่ะ เขาบอกว่าแม้ผลงานของ Ghibli ส่วนใหญ่จะเป็นแนวแฟนตาซีและเน้นจินตนาการมากกว่าเรื่องเล่าทั่วไปในชีวิตประจำวัน แต่แท้จริงแล้วผลการการ์ตูนของค่ายนี้ต่างจากการดูการ์ตูนแฟนตาซีที่ทำให้คนดูซื้อตั๋วท่องไปในโลกแห่งความฝันที่เห็นได้ทั่วไปตามท้องตลาด แท้จริงแฟนตาซีในแบบของผู้กำกับมิยาซากิ ฮายาโอะแห่ง Ghibli (เจ้านายของผู้กำกับโคซากะและเป็นผู้กำกับแอนิเมชั่นที่เทพที่สุดในประวัติศาสตร์วงการการ์ตูนญี่ปุ่น) คือการนำเสนอภาพ "ความเป็นจริง" ในอีกแง่มุมหนึ่ง เนื่องจากภาพความเป็นจริงมันดูน่ากลัวเกินไป งานของ Ghibli จึงนำเสนอสิ่งเหล่านี้ด้วยมุมมองใหม่ที่รื่นรมย์มากขึ้น ตัวอย่างเช่นต้นหญ้าเล็กๆ ซึ่งหากเรามองเห็นภาพจริงเราคงไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจาก "เขียวดี" แต่งานภาพของ Ghibli สร้างมุมมองด้วยการวาดและใช้สีที่ทำให้คนดูรู้สึกสดชื่นและเป็นสุขได้แม้จะเป็นภาพของต้นหญ้าที่เห็นอยู่ทุกวันก็ตาม นี่คือแฟนตาซีในแบบของ Ghibli ซึ่งให้ความสำคัญกับภาพ สี และการเคลื่อนไหวอย่างมากนั่นเอง

คุณมาร์โก้ถามต่อถึง Nasu ผลงานที่ผู้กำกับโคซากะลุยร่วมกับ Studio Madhouse บ้าง สังเกตว่าผลงานเรื่อง Nasu กล่าวถึงการแข่งจักรยานทางไกลซึ่งดู "สมจริง" ต่างจากงานแฟนตาซีของ Ghibli มาก แล้วจริงๆ เขาชอบงานแนวไหนกันแน่ ผู้กำกับโคซากะตอบตรงไปตรงมาว่าเขาชอบแนวสมจริงแบบ Nasu มากกว่าค่ะ ในความเป็นจริงใช่ว่าทุกคนจะได้ทำงานในสิ่งที่ตนชอบแต่เขาก็ไม่ได้เกลียดงานแนวแฟนตาซีของผู้กำกับมิยาซากินะคะ เขาบอกว่าผู้กำกับมิยาซากิคือยอดครูที่ทำให้เขาได้เรียนรู้การเล่าเรื่อง (storytelling) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำให้การ์ตูนดูแล้วสนุก เขาได้เรียนรู้การทำงานภาพแอนิเมชั่นด้วยเช่นกันแต่ผู้กำกับมิยาซากิก็ไม่ได้เป็นครูที่ดีเท่าไหร่ พูดง่ายๆ คือเป็นอัจฉริยะที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์แต่สอนไม่เป็นน่ะค่ะ ดังนั้น วิธีการเรียนรู้ของผู้กำกับโคซากะคือ "อะไรที่เป็นเทคนิค เราต้องขโมยมาด้วยตัวเอง" คือต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองไม่ต้องรอให้อาจารย์สอน

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากความสำเร็จของผู้กำกับโคซากะ คือทุกสิ่งรอบตัว คือการเรียนรู้ซึ่งเราจะเรียนรู้ได้หรือไม่ก็ขึ้นกับความสามารถในการตักตวงของเราเอง อย่ารอพึ่งครูเพียงอย่างเดียว และแม้สิ่งที่ทำอยู่จะยากลำบากและไม่ได้เป็นสิ่งที่รักอย่างแท้จริง สุดท้ายความรู้ที่ตักตวงมาตลอดก็จะทำให้สามารถสร้างงานที่เรารักได้อย่างดีเยี่ยมสมความเหนื่อยยากค่ะ

ความสำเร็จชั่วข้ามคืนของผู้กำกับโคซากะจึงมาจากความอดทนและตั้งใจเรียนรู้ตลอดหลายสิบปีนั่นเอง น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการเรียนรู้ทุกวันนี้นะคะ นอกจากต้องการครูดี สื่อการสอนดี เรายังต้องการนักเรียนที่ดีและมุ่งมั่นด้วยเช่นกัน

วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11481 มติชนรายวัน

13 สิงหาคม 2552

Nasu มะเขือม่วงกับนักปั่นแข้งทอง (2)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

สัปดาห์ก่อนเล่าให้ฟังถึงงานแอนิเมชั่นเกี่ยวกับนักกีฬาจักรยานมืออาชีพที่เล่าผ่านมะเขือดองน้ำมันมะกอก วันนี้ "เปเป้" ตัวเอกของเรื่องมาแข่งเจแปนทัวร์พร้อมกับลิ้มรสมะเขือม่วงดองแบบญี่ปุ่นในภาคต่อของ Nasu (แปลว่ามะเขือม่วง) ชื่อตอน A Migratory Bird with Suitcase ซึ่งได้รับรางวัล Tokyo Anime Award สำหรับผลงานแบบ Original Video Category (จำหน่ายเป็น DVD โดยไม่ฉายโรงหรือทีวี) ในปี 2008 ที่ผ่านมา สิ่งที่หนังภาคต่อจะต้องโดนเสมอคือการ "เปรียบเทียบกับภาคแรก" และ Nasu ภาคต่อนี้ก็ทำได้ดีกว่าภาคแรกอย่างชัดเจนเลยค่ะ

เรื่องยังคงเล่าผ่าน "เปเป้" นักปั่นน่องเหล็กชาวสเปนสังกัดทีมเปาเปาเบียร์ของเบลเยียม ก่อนที่เขาและทีมจะเดินทางไปแข่งเจแปนทัวร์ ข่าวร้ายในวงการก็แพร่ไปทั่วเมื่อ "มาร์โก้" นักปั่นชาวอิตาลีซึ่งเป็นฮีโร่ของวงการฆ่าตัวตายด้วยการกินยานอนหลับเกินขนาด ความตายของเขานอกจากทำให้เปเป้และแฟนๆ ของมาร์โก้เสียใจมากแล้ว เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อนักกีฬาอีกสองคน คนหนึ่งคือ "ซานโคนี่" เพื่อนร่วมทีมของมาร์โก้ซึ่งเป็นมือหนึ่งในวงการเมื่อปีก่อน อีกคนหนึ่งคือ "จอจจี้" เพื่อนร่วมทีมของเปเป้ซึ่งเกิดเมืองเดียวกับมาร์โก้และเป็นเพื่อนสนิทกันมาตลอด

จอจจี้บอกกับเปเป้ว่าเขาจะลาออกจากทีมในปีนี้เพื่อรับช่วงกิจการของครอบครัวเนื่องจากเขาไม่มี "ออร่า" ของผู้ชนะดังเช่นที่มาร์โก้หรือซานโคนี่มี พูดง่ายๆ คือแข่งต่อไปก็มีแต่จะเป็นได้แค่ไม้ประดับในทีม จอจจี้บอกว่า "ชีวิต" ควรจะเป็นการได้อยู่กับครอบครัว กินเท่าที่อยากกิน และเป็นหวัดก็กินยาแก้หวัดได้ แต่เป็นที่ทราบดีว่านักกีฬาน่องเหล็กต้องเดินสายแข่งขันทั่วโลกจนไม่มีเวลาอยู่บ้าน ต้องควบคุมน้ำหนักอย่างเคร่งครัดและห้ามกินยาแก้หวัดซึ่งตรวจพบได้ในการตรวจปัสสาวะหาสารกระตุ้น แต่เปเป้กลับคิดตรงข้าม เขาบอกว่าสิ่งที่เราทำคือการอดเปรี้ยวไว้กินหวานในวันข้างหน้า แม้คนอื่นจะมองว่าเขาอดทนสู้ความลำบากอย่างเต็มที่แต่เปเป้กลับคิดว่าเขาไม่ได้ลำบากอะไร

"ฉันมีดีแค่ที่ร่างกายเท่านั้นนี่นา"

เปเป้บอกเป็นนัยว่านี่คืองานที่ดีที่สุดที่เขาสามารถทำได้นั่นเอง การฝึกซ้อมอย่างหนักจึงไม่ใช่ความทุกข์สำหรับเขา วันที่ลงแข่งไม่ได้ต่างหากถึงจะเรียกว่าทุกข์อย่างแท้จริง

Nasu ภาคสองนี้นำเสนองานโปรดัคชั่นได้เทียบเท่า Ghibli ต้นสังกัดของผู้กำกับฯ "โคซากะ คิทาโร่" ผู้กำกับเรื่องนี้จริงๆ ค่ะ มุมกล้องสวยๆ โผล่มาให้ตื่นเต้นเยอะมาก แต่ที่ดีขึ้นชัดเจนกว่าภาคแรกคือ "ความสมดุลของเนื้อเรื่อง" ซึ่งทำให้ดูสนุกจนแทบลุกจากที่นั่งไม่ได้เลยตลอดเรื่อง

ความสมดุลเกิดจากมุมมองชีวิตของคนสามคนหลังการจากไปของมาร์โก้ คนแรกคือ "ซานโคนี่" ที่เสียเพื่อนร่วมทีมและคู่แข่งที่ดีไปจนทำให้เขาเดินเข้าสู่ความมืดและค้นหาว่าเขาต่อสู้ทุกวันนี้เพื่ออะไรกันแน่ อะไรคือชัยชนะที่แท้จริงสำหรับเขา คนที่สองคือ "จอจจี้" ที่เคยแต่วิ่งตามแผ่นหลังของมาร์โก้มาตลอดและไม่รู้ว่าจะวิ่งตามใครต่อไปดี เขาเดินอยู่ในความมืดมาตลอดแต่บางอย่างทำให้เขามองเห็นแสงสว่างในท้ายที่สุด คนสุดท้ายคือ "เปเป้" ที่มีมาร์โก้เป็นฮีโร่ในใจและเกิดมาเพื่อชนะแต่เขาก็ได้เรียนรู้ว่าชัยชนะของทีมสำคัญกว่าชัยชนะของเขาเอง เรื่องยังเล่าผ่านมุมมองจากจุดเล็กๆ ของ "ฮิคารุ" สาวน้อยผู้ช่วยในทีมซึ่งอยากมีส่วนร่วมในความสำเร็จด้วยการดูแลนักกีฬาอย่างเต็มที่ กับน้องชายของฮิคารุที่เฝ้ามองเหล่านักแข่งด้วยดวงตาที่เปี่ยมด้วยความชื่นชม ทุกส่วนเล่าได้สมดุลทั้งสุข โศก ตลก และซาบซึ้งจนดูซ้ำได้หลายๆ รอบไม่มีเบื่อ เรียกว่าเป็นผลงานที่ดีสมกับรางวัลที่ได้รับเลยล่ะค่ะ

สัปดาห์หน้ามาทำความรู้จักผู้กำกับฯ "โคซากะ คิทาโร่" สักนิดว่าเขามีแนวคิดอย่างไรในการสร้างผลงานแอนิเมชั่นของตัวเองและอะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จ งวดหน้าค่ะ

วันที่ 09 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11474 มติชนรายวัน

08 สิงหาคม 2552

Nasu มะเขือม่วงกับนักปั่นแข้งทอง (1)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

วันนี้เจอเพื่อนชาวอิตาลีนั่งกินพาสต้าอยู่ก็เลยชวนคุยเรื่องอาหารค่ะ หนึ่งในอาหารอิตาลีที่เราไม่ค่อยคุ้นหูคือ "มะเขือดองในน้ำมันมะกอก" พอพูดถึงมะเขือดองก็ต้องนึกถึงอาหารญี่ปุ่นแต่เจ้ามะเขือดองแบบนี้กลับเป็นอาหารแถบยุโรปและกลายมาเป็นธีมหลักของแอนิเมชั่น (ภาพยนตร์การ์ตูน) เสียด้วย ทีแรกคิดว่าต้องเป็นการ์ตูนทำอาหารแน่แต่คาดผิดไปไกลค่ะ เรื่อง "Nasu" (แปลว่ามะเขือม่วง) คือเรื่องของนักกีฬาจักรยานมืออาชีพผู้เลือกเดินบนเส้นทางนักสู้ที่มีแต่ความยากลำบาก

Nasu สร้างขึ้นจากหนังสือการ์ตูนชื่อเดียวกันโดย "คุโรดะ อิโออุ" ส่วนแอนิเมชั่นกำกับโดย "โคซากะ คิทาโร่" ความโดดเด่นของเขาคือเป็นสตาฟฟ์เก่าแก่ใน Studio Ghibli สตูดิโอที่โด่งดังที่สุดในญี่ปุ่น เขาดูแลงานแอนิเมชั่นของ Ghibli หลายชิ้น เช่น Howl"s Moving Castle, นาอูชิก้า, ปริ๊นเซสโมโนโนเกะ, Spirited away ซึ่งได้รับออสการ์, และล่าสุดคือ Ponyo ดังนั้น คิดไว้ในใจได้ว่า Nasu จะเป็นผลงานที่ภาพสวยและมุมกล้องแจ่มแน่ๆ

Nasu ภาคแรกชื่อว่า Summer in Andalusia สร้างขึ้นในปี 2003 โดยเล่าถึงช่วงเวลาหนึ่งในความทรงจำของ "เปเป้ เบเนเกลี่" นักปั่นชาวสเปนสังกัดทีมเปาเปาเบียร์ของเบลเยียม เขาได้มาแข่งที่เมืองบ้านเกิดพร้อมกับความกดดันมากมาย อย่างแรกคือสปอนเซอร์ไม่ปลื้มและคิดจะไล่เขาออกจากทีมหลังสิ้นสุดการแข่งขันครั้งนี้ และอีกเรื่องหนึ่งคืออดีตคนรักกำลังจะแต่งงานกับพี่ชายของเขาเองในขณะที่เขากำลังแข่งขันอยู่

เมื่อเทียบงานแอนิเมชั่นที่สร้างในช่วงเวลาเดียวกัน Nasu ภาคแรกถือว่าใช้เทคนิคภาพอยู่ในเกณฑ์ดีสมศักดิ์ศรีที่เอาผู้กำกับแอนิเมชั่นของ Ghibli มากำกับค่ะ เล่าเรื่องได้กระชับเหมือนดูเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งจบในเวลา 45 นาที โดยปกติเวลาดูแอนิเมชั่นเราอาจจะพิจารณาว่าแจ่มไม่แจ่มได้จากสามองค์ประกอบหลักคือ "สนุก เสน่ห์ และสร้างสรรค์" (storytelling, characters, and production values) คือเล่าเรื่องได้สนุกและลื่นไหลสมดุลตลอดทั้งเรื่องหรือไม่ ตัวการ์ตูนมีเสน่ห์ให้เราจดจำถึงขนาดเอามาวาดเองได้หรือเปล่า และโปรดัคชั่นของผลงานโดยรวมดูดีและเนียนกว่าที่มือสมัครเล่นทำแค่ไหน Nasu ภาคแรกอยู่ในระดับ "กลางๆ ค่อนไปทางดี" ของทุกข้อค่ะ แต่งานภาพและโปรดัคชั่นเด่นขึ้นมากกว่าสนุกและเสน่ห์เยอะหน่อย

แม้จะดูสนุกและลื่นไหล แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึก "ไกลตัว" อย่างบอกไม่ถูกคงเพราะเนื้อเรื่องและตัวการ์ตูนทั้งหมดไม่มีอะไรเป็นญี่ปุ่นเลย สถานที่และวัฒนธรรมเป็นต่างชาติทั้งหมด กระทั่งแนวคิดของเปเป้ตัวเอกเองยังดูไม่ค่อยสร้างแรงบันดาลใจตามแบบแอนิเมชั่นญี่ปุ่นนัก เปเป้บอกเราตอนจบการแข่งขันว่าสิ่งเดียวที่คนไม่ค่อยฉลาดและเกิดในครอบครัวชั้นกลางอย่างเขาสามารถทำเพื่อถีบตัวเองให้กลายเป็นคนดังและร่ำรวยได้คือเป็นนักกีฬานี่ล่ะค่ะ มันก็ดูสมจริงดีแต่แอนิเมชั่นที่ดูแล้วสนุกอย่างเดียวก็ไม่ต่างอะไรกับกินลูกกวาด คือตอนกินก็อร่อยดี ให้พลังงานสูง แต่คุณค่าทางอาหารไม่มากพอที่จะทำให้เรากินแล้วเติบโตได้ เจ้าคุณค่าทางอาหารที่ผู้กำกับฯโคซากะขาดไปในระหว่างที่งานของ Ghibli โดยมิยาซากิไม่เคยขาดก็คือ "แรงบันดาลใจ" นี่ล่ะค่ะ

ภาคแรกนี้ฉายทางโรงภาพยนตร์ในญี่ปุ่นและได้รับคัดเลือกให้ฉายในงาน Tokyo International Anime Fair ในปี 2004 นอกจากนั้น ยังเป็นแอนิเมชั่นญี่ปุ่นเพียงเรื่องเดียวที่ได้รับคัดเลือกให้ฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์ที่ Cannes ฝรั่งเศสอีกด้วย สี่ปีต่อมาผู้กำกับฯโคซากะได้สร้าง Nasu อีกภาคหนึ่งขึ้นมาซึ่งทำให้นักวิจารณ์ยอมรับว่าเขาพัฒนาขึ้นจนสร้างงานในระดับชั้น "เทียบเท่า Ghibli" ได้ในที่สุด เก็บไว้เล่าต่อตอนหน้าค่ะ

วันที่ 02 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11467 มติชนรายวัน

26 กรกฎาคม 2552

Eden of the East ราชาในต้นศตวรรษใหม่ (3)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

สองสัปดาห์ก่อนเล่าให้ฟังถึง Eden of the East แอนิเมชั่นที่เพิ่งฉายจบ 11 ตอนทางโทรทัศน์ในญี่ปุ่นซีซั่นฤดูใบไม่ผลิที่ผ่านมา โดยกล่าวถึงการค้นหาผู้ที่สามารถ "ช่วยเหลือญี่ปุ่น" ได้จากการสุ่มเลือกคนขึ้นมา 12 คน (เรียกว่าเซเลเซา) และให้เงินหมื่นล้านเยนพร้อมกับโทรศัพท์ที่สั่งการได้ทุกอย่างผ่านสุภาพสตรีชื่อ Juiz หนึ่งในเซเลเซาคือ "ทาคิซาว่า อากิระ" เด็กหนุ่มที่ไม่ได้มีความสามารถพิเศษหรือเก่งอะไรเลย สิ่งเดียวที่เขาทำคือ "สิ่งที่ควรทำ" เท่านั้นเอง และสิ่งที่ควรทำสำหรับเขาก็แค่ช่วยคนหลายหมื่นให้รอดชีวิตจากมิซไซล์ที่ยิงถล่มญี่ปุ่น และดึงเอาคนเก่งแต่ไม่รู้จักทำงานทำการ (NEETs หรือคนที่พอใจกับการอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่มีแรงจูงใจที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อส่วนรวม ได้แต่ทำงานพาร์ทไทมค์ค่าแรงต่ำไปวันๆ) ให้มาอุทิศตัวเพื่อคนอื่นด้วย

"โมริมิ ซากิ" บัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยไปเที่ยวอเมริกากับเพื่อนและพบทาคิซาว่าที่ยืนโป๊อยู่หน้าทำเนียบขาวค่ะ เธอเป็นเด็กสาวหน้าตาสวยและมีความสามารถพิเศษในการ "มองเห็นคุณค่าของผู้อื่น" เธอเป็นสมาชิกของ "ชมรมรีไซเคิล" ในมหาวิทยาลัยที่นำของเก่ามาซ่อมและขายใหม่อีกครั้ง ความที่ซาประเมินคุณค่าได้ เธอกับ "มิจจอง" เพื่อนสาวในชมรมจึงร่วมกันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชื่อว่า "Eden of the East" ขึ้นโดยใช้งานเป็น search engine รูปภาพ พูดง่ายๆ คือแค่ถ่ายภาพมา เราก็จะสามารถบอกได้ว่าส่วนต่างๆ ในภาพนั้นคืออะไร เป็นคนชื่ออะไร เป็นสถานที่หรือสิ่งของอะไรรุ่นไหน เมื่อโปรแกรมนี้ใช้การได้ในมือถือ ความนิยมจึงขยายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะเพียงแค่ถ่ายภาพจากกล้องบนโทรศัพท์ เราก็บอกได้แล้วว่าคนคนนี้เป็นใครจากฐานข้อมูลที่รวบรวมไว้ทั้งหมดค่ะ

ความน่าทึ่งของโปรแกรม Eden of the East คือมันไม่ได้เกิดจากคนเก่งเพียงคนเดียว จริงอยู่ว่ามิจจองพัฒนาขึ้นบนแนวคิดของซากิ แต่คนที่เติมฐานข้อมูลให้เต็มก็คือสมาชิกของ Eden of the East นั่นเอง เป็นการสื่อความหมายในทางเดียวกับทาคิซาว่านั่นคือคนที่จะประสบความสำเร็จและช่วยญี่ปุ่นได้ไม่จำเป็นต้องเก่งเทพ แต่เป็นคนที่ดึงให้คนเก่งอื่นๆ มาร่วมมือกันได้ก็พอแล้ว

ทาคิซาว่าเฉลยในตอนท้ายซีรีส์ว่าตอนแรกเขาเองก็ไม่ได้มุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อการ "ช่วยเหลือญี่ปุ่น" นักหรอก แต่เขาเปลี่ยนความคิดเพราะ "มีคนคนหนึ่งเห็นคุณค่าในตัวเขา" ซากินั่นเองค่ะ ตรงนี้โดนใจนะคะ คนเก่งหลายคนเป็น NEET และไม่คิดจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อใครเพราะทำไปก็ไม่มีใครเห็นคุณค่า Eden of the East จึงบอกกับเราว่าการดึงให้คนกลุ่มนี้ลุกขึ้นมาเสียสละทำได้โดยให้ "โอกาส" นั่นเองและโอกาสที่ทาคิซาว่าได้รับก็คือโทรศัพท์วิเศษในมือของเขา

โดยภาพรวม นี่คือแอนิเมชั่นที่ปฏิวัติแนวคิดการเป็นคนเก่งในต้นศตวรรษที่ 21 โดยการบอกว่าคนเก่งที่ไม่ใช้ความเก่งของตัวเองเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมถือว่าไม่มีค่า ดังนั้น สิ่งที่ญี่ปุ่นต้องทำในตอนนี้ไม่ใช่พัฒนาการศึกษาเพื่อทำให้คนญี่ปุ่นแต่ละคนมีความสามารถเฉพาะตัวสูงอีกแล้ว แต่เป็นการหาทางจูงใจให้คนเก่งที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดของสังคมกล้าเดินออกมาใช้ความสามารถของตัวเองในการพัฒนาชาติบ้านเมืองต่างหาก

แอนิเมชั่นเรื่องนี้ได้วง Oasis มาทำเพลงเปิดให้เลยค่ะ และหลายเพลงในเรื่องก็ออกมาได้จังหวะเหมาะให้เราน้ำตาร่วงทุกที สิ่งที่เซอร์ไพรส์ที่สุดในห้าวินาทีสุดท้ายของตอนที่ 11 คือข่าวจากทีมผู้สร้างเขียนบอกว่า "อีก 2 ตอนที่เหลือเราจะฉายเป็นภาพยนตร์ในโรงนะจ๊ะ รอดูปลายปีนี้และต้นปีหน้าจ้ะ" เท่านั้นล่ะค่ะ! กรี๊ดลั่นห้องด้วยความดีใจและเสียใจทันที ที่ดีใจเพราะเรื่องนี้เพิ่งดำเนินมาได้ครึ่งทางเท่านั้นเอง เนื้อเรื่องยังมีปมให้แก้อีกเยอะเลยค่ะ แต่ที่เสียใจคือเราจะเหาะไปดูในโรงที่ญี่ปุ่นได้ยังไงกันล่ะเนี่ย

จบแอนิเมชั่นดีๆ ไปอีกหนึ่งเรื่องแล้ว แม้คนดูแอนิเมชั่นจะไม่เยอะนักเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรโลก แต่ถ้าลองคิดว่าค่านิยมดีๆ แบบนี้เปลี่ยนให้คนดูแอนิเมชั่นกลุ่มหนึ่งกลายเป็นคนที่มีหัวคิดมากขึ้นกว่าเดิม การ์ตูนก็เป็นสื่อที่ใช้สร้างเยาวชนวันนี้ให้เป็นผู้ใหญ่ที่สังคมต้องการในวันหน้าได้อย่างดีเลยล่ะค่ะ

วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11460 มติชนรายวัน

18 กรกฎาคม 2552

Eden of the East ราชาในต้นศตวรรษใหม่ (2)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

สัปดาห์ก่อนเล่าเรื่องทีมงานมือทองและพล็อตเรื่อง Eden of the East ซึ่งฉายทางโทรทัศน์ในซีซั่นฤดูใบไม้ร่วงที่เพิ่งจบไปในญี่ปุ่นค่ะ โดยสรุปคือ "ทาคิซาว่า อากิระ" เด็กหนุ่มชาวญี่ปุ่นลืมตาขึ้นมาหน้าทำเนียบขาว เขาพบว่าตัวเองโป๊อยู่และไม่มีความทรงจำอะไรเหลือเลย มือทั้งสองมีแค่ปืนกระบอกหนึ่งกับโทรศัพท์มือถือที่มีเงินบรรจุอยู่ 8.2 พันล้านเยน! นอกจากเงินแล้ว โทรศัพท์ยังใช้ติดต่อกับสุภาพสตรีชื่อ Juiz (ภาษาโปรตุเกสหมายถึงผู้พิพากษา) ซึ่งทำทุกสิ่งที่เขาต้องการได้ทันทีตั้งแต่สั่งให้ฆ่าคนไปจนถึงให้นายกรัฐมนตรีพูดแปลกๆ ออกอากาศ คำถามที่ทาคิซาว่าต้องการคำตอบในซีรีส์นี้คือ "เขาเป็นใคร" และ "ทำไมจึงมีโทรศัพท์วิเศษในมือ"

คำตอบแบบรวบรัดคือโทรศัพท์เงินล้านและ Juiz เกิดจากแนวคิดของ "มิสเตอร์เอ๊าต์ไซด์" ซึ่งเขาได้สุ่มเลือกคน 12 คนขึ้นมาและเรียกแต่ละคนว่า Selecao (ภาษาโปรตุเกสแปลว่าผู้ได้รับเลือก) สิ่งที่เซเลเซาทั้งสิบสองได้รับคือโทรศัพท์ที่มีเงินหนึ่งหมื่นล้านเยนและสามารถโทร.บอกให้ Juiz ทำสิ่งใดก็ได้ที่ต้องการโดยหักค่าใช้จ่ายจากโทรศัพท์ไปเรื่อยๆ กติกาคือทุกคนต้องใช้เงินไปเพื่อหาหนทาง "ช่วยเหลือญี่ปุ่น" หากใครนำเงินไปใช้เพื่อการอื่น หรือใช้เงินจนหมดโดยยังไม่ได้ช่วยญี่ปุ่น หนึ่งในสิบสองเซเลเซาที่เป็น "ซัพพอร์เตอร์"จะถูกส่งไปฆ่าคนคนนั้น และสุดท้ายผู้ชนะเกมนี้จะเป็นเพียงคนเดียวที่รอดชีวิต

"ช่วยเหลือญี่ปุ่น" เป็นคำเรียบง่ายแต่ที่จริงยากมากเพราะแต่ละคนตีความการช่วยเหลือญี่ปุ่นไปต่างๆ กัน คุณหมออาจจะคิดว่าช่วยชีวิตมนุษย์ก็เป็นการช่วยญี่ปุ่นแล้ว หรือผู้นำเผด็จการคิดว่าการทำให้คนหวาดกลัวเพื่อจะได้ร่วมมือกันต่อสู้คือการช่วยญี่ปุ่น แต่สำหรับทาคิซาว่าพระเอกของเรื่อง เขาไม่ได้คิดอะไรที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลย ทาคิซาว่าพูดได้น่าฟังมากในตอนหนึ่งว่าคนที่สามารถจะช่วยเหลือญี่ปุ่นได้น่าจะเป็นพวกนักการเมืองหรือคนเรียนเก่งๆ ไม่ใช่เหรอ คนธรรมดาๆ ที่ไม่ฉลาดอย่างเขาช่วยญี่ปุ่นไม่ได้หรอก สิ่งที่ทาคิซาว่าใช้เงินพันกว่าล้านเยนไปจึงเป็นแค่การทำ "สิ่งที่ควรทำ" เท่านั้นเอง

สามเดือนก่อนเขาทราบว่าหนึ่งในเซเลเซาสั่งมิซไซล์ให้มายิงถล่มญี่ปุ่น เขาจึงใช้เงินในการอพยพผู้คนไปยังที่ปลอดภัยและสุดท้ายก็ไม่มีใครเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ความสมจริงและน่าประทับใจอยู่ตรงวิธีคิดของทาคิซาว่าค่ะ เขาไม่ฉลาดพอที่จะรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะรอดจากมิซไซล์จึงบอกให้เหล่า NEET สองหมื่นคนใช้โทรศัพท์พิมพ์ SMS บอกวิธีที่จะช่วยคนจากมิซไซล์ได้ หลังจากนั้นจึงให้ Juiz คัดเลือกวิธีที่ดีที่สุดขึ้นมา หมายความว่าแม้เขาไม่ใช่คนฉลาดแต่ก็รู้วิธีที่จะดึงศักยภาพของคนฉลาดคนอื่นๆ ออกมาช่วยชาติบ้านเมืองได้นั่นเอง

NEET เป็นตัวย่อของคำว่า "Not currently engaged in Employment, Education or Training" คือคนวัยทำงานที่อยู่ว่างๆ โดยไม่ได้เรียนหรือทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จัดเป็นปัญหาแรงงานของญี่ปุ่นในปัจจุบันเพราะคนเหล่านี้ไม่มีแรงจูงใจในการเสียสละหรือทำงานเพื่อส่วนรวม ไม่สนใจที่จะดิ้นรนให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ด้วย ได้แต่อยู่บ้านเฉยๆ เล่นอินเตอร์เน็ต และหารายได้เล็กน้อยจากการทำงานพาร์ทไทม์ค่าแรงถูกเท่านั้นทั้งที่ NEET หลายคนเป็นคนเก่งและสามารถทำงานใหญ่เพื่อพัฒนาบ้านเมืองได้สบาย

Eden of the East จบตอนที่ 11 ทางโทรทัศน์ด้วยการแสดงให้เห็นว่าคนที่สามารถช่วยเหลือญี่ปุ่นได้และญี่ปุ่นต้องการคือ "ราชา" ค่ะ เป็นคำที่ดีเพราะไม่ได้หมายถึงคนเก่งและมีความสามารถสูงอย่าง "ฮีโร่" ที่ญี่ปุ่นพยายามผลิตและสะท้อนให้เห็นได้จากการ์ตูนฮีโร่เกลื่อนตลาดเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน "ราชา" คือศูนย์รวมจิตใจและผู้ที่ทำให้คนเก่งหลายคนเคลื่อนไหวได้ คือผู้ที่ทำให้คนอื่นยอมอุทิศตัวเพื่อนประโยชน์ส่วนรวม ศัพท์แบบฝรั่งๆ หน่อยคือผู้ที่ "มีความเป็นผู้นำ" หรือ leadership นั่นเอง

ตอนหน้ามาลงลึกอีกนิดว่านางเอกของเรื่องมีบทบาทอย่างไร และเมื่อแนวคิด "ฮีโร่" ตกยุคไปแล้ว คนที่จะได้รับการยอมรับจากสังคมในยุคนี้คือคนแบบไหน มาต่อครั้งหน้าค่ะ

วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11453 มติชนรายวัน

12 กรกฎาคม 2552

Eden of the East ราชาในต้นศตวรรษใหม่ (1)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนที่ผ่านมาคือซีซั่นฤดูใบไม้ผลิของวงการการ์ตูนที่ฉายทางโทรทัศน์ในญี่ปุ่นค่ะ ถ้าจะถามว่าเรื่องไหนที่ดูแล้วประทับใจมากที่สุด คงต้องเทใจให้ Higashi no Eden หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Eden of the East ซึ่งเต็มไปด้วยคำว่า "เซอร์ไพรส์!" ตั้งแต่ก่อนเริ่มฉายจนกระทั่งฉายจบไป 11 ตอนแล้ว

เซอร์ไพรส์แรกสุดตั้งแต่ก่อนเรื่องนี้ออกฉายคือโปสเตอร์โฆษณาที่เห็นนี่ล่ะค่ะ มีภาพโทรศัพท์มือถือค่อยๆ หลอมกลายเป็นน้ำผึ้งราดบนผลแอปเปิ้ลซึ่งน่าจะสื่อถึงสวนอีเดนที่บางครั้งใช้แทนสถานที่ที่เหมือนสวรรค์ บนผลแอปเปิ้ลมีคำว่า Noblesse Oblige หมายถึงสิทธิพิเศษที่ได้รับย่อมมีข้อผูกมัดในการตอบแทนภายหลังซึ่งเป็นธีมหลักของเรื่องนี้ สุดท้ายคือใบโคลเวอร์เล็กๆ ที่วางประดับข้างผลแอปเปิ้ล ทั้งหมดนี้มีความหมายค่ะ

ก่อนอื่นเมื่อเห็นมือถือไซเบอร์พังค์กับชื่อ Production I.G. ที่มุมโปสเตอร์ คนแรกที่แวบเข้ามาในหัวคือผู้กำกับ "คามิยามะ เคนจิ" ซึ่งฝากผลงานไว้ใน Ghost in the Shell เกือบทุกภาค และเป็นดังคาด Eden of the East เป็นผลงานที่ผู้กำกับฯคามิยามะประพันธ์และวางสคริปต์เอง กำกับศิลป์และเขียนสตอรี่บอร์ดเองในตอนที่เป็นคีย์เนื้อเรื่อสำคัญ ผลงานของผู้กำกับฯคามิยามะโดดเด่นเรื่องการใส่เสน่ห์ให้คาแร็กเตอร์และกำกับมุมกล้องได้สวยมาก ดำเนินเรื่องดีและเก่งในการทิ้งปริศนาไว้ท้ายตอนเพื่อให้เราอยากดูตอนต่อไป เรียกว่าเกิดมาเพื่อกำกับฯแอนิเมชั่นสำหรับฉายรายสัปดาห์จริงๆ แต่สิ่งที่ทำให้แฟนๆ ส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกดูเรื่องนี้อาจไม่ใช่เพราะผู้กำกับคามิยามะ แต่เป็นผู้ออกแบบตัวละครเรื่องนี้เสียแทนค่ะ

"อ.อุมิโนะ จิกะ" ผู้วาดเรื่อง Honey and Clover ซึ่งแอนิเมชั่นเรื่องนี้ได้กลายเป็นตำนานการ์ตูนชีวิตวัยรุ่นที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์มาเป็นผู้ออกแบบตัวละครให้ Eden of the East ผลคือเพื่อนๆ หลายคน (รวมถึงตัวเองด้วย) ตัดสินใจดู Eden of the East เพราะชอบผลงานเรื่อง Honey and Clover มาก่อนค่ะ ดังนั้น ภาพน้ำผึ้งกับใบโคลเวอร์บนโปสเตอร์โฆษณาต้องการสื่อถึง อ.อุมิโนะนั่นเอง เมื่อสามยักษ์ใหญ่ ได้แก่ ผู้กำกับฯที่ทำให้ Ghost in the Shell ที่มีฉากคุยกันทั้งเรื่องกลายเป็นหนังสนุกและน่าติดตามได้, โปรดักชั่นที่ทำภาพการ์ตูนสองมิติได้เนียนสวยระดับเทพ, และผู้ออกแบบคาแร็กเตอร์ที่ทำให้ตัวการ์ตูนน่าจดจำมาร่วมมือกัน สิ่งที่ตามมาก็คืองานที่น่าจะโกยทั้งเงินทั้งกล่องในปี 2009 นี้ไปได้เพียบ

แค่โปสเตอร์ก็ว่าน่าตื่นตะลึงแล้ว เนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่องในสไตล์ของผู้กำกับฯคามิยามะยิ่งน่าตื่นตะลึงเข้าไปใหญ่ค่ะ ลองคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากเราลืมตาขึ้นมาและพบว่ายืนโป๊อยู่หน้าทำเนียบขาวโดยไม่มีความทรงจำอะไรเหลืออยู่เลย ทั้งตัวมีแค่ปืนและโทรศัพท์มือถือแปลกๆ อยู่ในมือและในโทรศัพท์มีเงิน (ดิจิตอลมันนี่) อยู่ 8.2 พันล้านเยน! นั่นคือสิ่งที่พระเอกของเรื่องนี้มีในตอนต้น เขาค่อยๆ สืบหาความทรงจำของตัวเองไปทีละนิดและพบว่าตนเองอาจจะเป็นผู้ก่อการร้ายที่ยิงมิซไซล์ถล่มญี่ปุ่นเมื่อสามเดือนก่อนก็ได้

ในที่สุดพระเอกของเราตัดสินใจเลือกพาสปอร์ตที่ใช้ชื่อ "ทาคิซาว่า อากิระ" จากพาสปอร์ตหลายเล่มและเดินทางกลับญี่ปุ่นเพื่อสืบหาว่าเขาเป็นใครกันแน่ มีอยู่สองคนที่เขาสามารถพูดคุยและสอบถามได้ในเวลานี้ คนแรกคือ "โมริมิ ซากิ" หญิงสาวที่เขาเจอตอนที่ตัวเองยืนโป๊อยู่หน้าทำเนียบขาว และอีกคนคือ Juiz ซึ่งเป็นเสียงสุภาพสตรีในโทรศัพท์มีหน้าที่ "ทำทุกอย่าง" ที่ทาคิซาว่าต้องการ เธอจะรับคำสั่งและดำเนินการโดยหักค่าใช้จ่ายจากเงินที่มีอยู่ในโทรศัพท์ หลังจากเธอรับคำสั่ง เธอจะกล่าวคำว่า Noblesse Oblige (ที่ปรากฏอยู่บนแอปเปิ้ลในโปสเตอร์) และเตือนสติว่าภารกิจของผู้ที่ได้โทรศัพท์เงินล้านเครื่องนี้คือการเป็นผู้ที่จะกลายมาเป็นผู้กอบกู้ญี่ปุ่นในอนาคต

พล็อตน่าสนใจไม่เลวเลยใช่ไหมคะ ตอนหน้ามาดูว่าเซอร์ไพรส์ของเรื่องนี้มีอะไรอีกค่ะ

วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11446 มติชนรายวัน

04 กรกฎาคม 2552

ศิลปะแบบ Superflat กับวัฒนธรรมโอตาคุ (3)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

สองสัปดาห์ก่อนเกริ่นให้ฟังถึง "มุราคามิ ทาคาชิ" ศิลปินแนว Superflat ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตะวันตก ช่วงปี 2001 เขาเป็นคนแรกที่เปิดตัวและนิยามงานศิลปะของตัวเองว่า Superflat พูดง่ายๆ คืองานศิลปะที่ดูแล้ว "เหมือนการ์ตูนญี่ปุ่น" นั่นเอง งานปั้นของเขาชื่อ My Lonesome Cowboy ซึ่งหน้าตาเหมือนฟิกเกอร์การ์ตูนขนาดเท่าคนจริงขายได้ในราคา 15.1 ล้านดอลล่าร์! และในปี 2003 บริษัทกระเป๋าแบรนด์ดังของฝรั่งเศส Louis Vuitton ให้เขาออกแบบคอลเลคชั่น Multicolor กลายเป็นกระเป๋าหลุยส์ฯ สีสันสดใสแต่ราคาแพงลิ่วค่ะ วันนี้จะมาเล่าต่ออีกนิดถึงศิลปินญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จระดับโลกด้วยแรงบันดาลใจจากการ์ตูนญี่ปุ่น

เมื่อแรกเริ่มที่มุราคามิโด่งดังใหม่ๆ สิ่งที่ทำให้มุราคามิถูกต่อต้านจากเหล่าโอตาคุคือเขาให้สัมภาษณ์ว่าเขา "ไม่ใช่โอตาคุ" ทั้งที่ผลงานทุกชิ้นดูอย่างไรก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการ์ตูนและแอนิเมชั่นแน่ๆ เมื่อลองอ่านบทสัมภาษณ์ของเขาแล้วถึงเพิ่งเข้าใจค่ะ มุราคามิเองก็เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งมีความเชื่อเช่นเดียวกับคนในสังคมญี่ปุ่นว่า "โอตาคุ" เป็นคำที่ใช้นิยามพวกที่หมกมุ่นอยู่แต่การ์ตูนจนไม่เป็นอันทำอะไร แต่เขาไม่ได้ดูถูกคนที่ชอบการ์ตูนนะคะ เขาเพียงแค่ไม่อยากให้คนทั่วไปมองเขาด้วยภาพลบของ "โอตาคุ" ดั้งเดิมเท่านั้นเอง จะว่าไปเขาก็ไม่ชอบให้คนมองเขาว่าเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ตามประสาศิลปินที่มีความเป็นปัจเจกสูงค่ะ ความไม่ยึดติดกับรูปแบบศิลปะใดๆ เลยได้กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของเขา และสุดท้ายเอกลักษณ์ของเขาก็ได้กลายมาเป็นรูปแบบของตัวเองซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นของแอนิเมชั่นชัดเจน

วิธีการคือเขาสร้างคำนิยามใหม่เสียเลยว่าผลงานออกแบบใดก็ตามที่ได้รับอิทธิพลจากการ์ตูนหรือแอนิเมชั่นญี่ปุ่น เราจะเรียกว่า "Superflat" พูดง่ายๆ คือเขาต้องการสร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมาบนรากฐานเดิมของโอตาคุนั่นเอง อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมแนวครึ่งป๊อปครึ่งโอตาคุมีในญี่ปุ่นมานานแล้วแต่อาจอยู่ตามใต้ดินเป็นสตรีทแฟชั่นและถูกเรียกด้วยศัพท์แบบญี่ปุ่นว่า "Poku" (Pop+Otaku) คำนี้คงไม่สามารถสื่อให้ชาวโลกเข้าใจได้เท่า Superflat ค่ะ

มุราคามิให้สัมภาษณ์ลงใน Journal of Contemporary Art เมื่อปี 2000 ว่าเขาเองก็อยากจะเป็นเจ้าปฐพีในวงการที่เขาชอบนั่นคือเป็นราชาของเหล่าโอตาคุ แต่เขาก็เป็นไม่ได้เนื่องจากบรรดาของสะสมและความสามารถของเขามีไม่มากพอที่จะทำให้คนในวงการให้การยอมรับเขาในฐานะราชา เรียกว่าพรสวรรค์ในการเดินตามกระแสวัฒนธรรมการ์ตูนที่ชาวบ้านสร้างขึ้นมาถึงจุดอิ่มตัวสำหรับเขาเสียแล้วค่ะ เขาจึงเปลี่ยนตัวเองจากโอตาคุมาเป็นศิลปินเสียแทน หรืออีกนัยหนึ่งคือเปลี่ยนจากผู้เดินตามวัฒนธรรมของคนอื่นมาเป็นผู้สร้างวัฒนธรรมเสียเอง

มุราคามิเลือกที่จะตีความโอตาคุในมุมมองของเขาและปรับให้เป็นสไตล์ซึ่งถ่ายทอดออกมาในงานศิลปะโดยมีจุดมุ่งหมายให้ชาวโลกรู้ว่าคนเป็นโอตาคุก็มีพลังสร้างสรรค์เหมือนกันนะ และเขาก็ได้เป็นราชาในวัฒนธรรม Superflat ที่เขาสร้างขึ้นในที่สุด ผู้คนไม่มองเขาอย่างเหยียดหยามแบบที่มองโอตาคุอีกต่อไปเพราะเขาคือผู้นำวัฒนธรรมใหม่ที่ไม่เคยลืมความเป็นโอตาคุของตัวเอง ที่ทราบว่าเขาไม่ลืมเพราะลมหายใจในชิ้นงานของมุราคามิเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมการ์ตูนทั้งนั้นเลยค่ะ

ในฤดูใบไม้ผลิปี 2009 นี้ ทางหลุยส์วิตตองได้ให้มุราคามิปรับโฉมคอลเลคชั่น Multicolor Spring Palette อีกครั้งต่อเนื่องจาก Superflat Monogram เดิมที่เขาเคยออกแบบไว้เมื่อปี 2003 คอลเลคชั่นนี้มีกำหนดเปิดตัววันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมานี่เองค่ะ และคลอดมาพร้อมแอนิเมชั่น (ภาพยนตร์การ์ตูน) Superflat First Love ซึ่งมีแพนดาสีเจ็บเป็นไอคอน

สาวๆ คนรักการ์ตูนท่านไหนอยากถือกระเป๋าแบรนด์เนมที่ยังคงความเป็นโอตาคุไว้นิดๆ คงหนีไม่พ้นต้องเสียเงินให้ LV แล้วล่ะค่ะ แต่สนนราคาคอลเลคชั่นใหม่ใบละหกหมื่นขึ้นไป ก็คงต้องคิดกันหนักๆ ก่อนตัดสินใจนะคะ


วันที่ 05 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11439 มติชนรายวัน

27 มิถุนายน 2552

ศิลปะแบบ Superflat กับวัฒนธรรมโอตาคุ (2)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

สัปดาห์ที่แล้วเล่าค้างถึงคำว่า Otaku (โอตาคุ) ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนซึ่งบริโภควัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการ์ตูน, แอนิเมชั่น, และบรรดาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการ์ตูน ไม่ใช่แค่ซื้ออ่านแล้วผ่านไปนะคะ โอตาคุต้องชอบมากถึงขนาดเป็นเจ้าของสินค้าเหล่านี้ด้วย (ไม่ใช่แค่เช่าการ์ตูนอ่านแก้เครียดอย่างเดียว) และอาจมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่สามารถคุยเรื่องเกี่ยวกับการ์ตูนได้ ของสะสมส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการ์ตูนล้วนๆ ค่ะ

ดูแล้วกลุ่มคนเหล่านี้น่าจะน่ารักและเต็มไปด้วยจินตนาการ แต่วงการโอตาคุก็ถูกสาดโคลนจนมัวหมองเมื่อฆาตกรต่อเนื่อง "มิยาซากิ สึโตมุ" ถูกจับในปี 1989 เขาข่มขืนเด็ก 4 คน และกินชิ้นส่วนของศพด้วย เมื่อตำรวจค้นบ้านปรากฏว่าเจอหนังสือการ์ตูนและวิดีโอเทปที่เขาบันทึกภาพเหยื่อกองสุมอยู่ถึงเพดาน! นั่นคือจุดเปลี่ยนที่คนในสังคมญี่ปุ่นตั้งแต่นักการเมือง นักข่าว หรือแม้แต่คนทั่วไปคิดว่า "โอตาคุ" คือกลุ่มคนอันตราย ความที่บุคลิกของโอตาคุเองมักเป็นคนเก็บตัว พูดน้อย ใช้เวลาอยู่กับจินตนาการและการ์ตูนมากกว่าออกไปพบปะผู้คนและไม่ค่อยมีทักษะในการคุยกับคนมากนักเมื่อเทียบกับทักษะการเขียน (เพราะมักติดต่อเพื่อนผ่านอินเตอร์เน็ตมากกว่าเจอตัวเป็นๆ) จึงยิ่งตอกย้ำให้คนทั่วไปคิดว่าโอตาคุคือ "คนผิดปกติ" ที่หมกมุ่นอยู่แต่โลกของจินตนาการเรื่องเพศและความรุนแรง

โดยสรุปคือคนคิดว่าในเมื่อฆาตกรที่อาจจะป่วยเป็นโรคจิตคนหนึ่งเป็นโอตาคุ ดังนั้น โอตาคุทุกคนมีโอกาสเป็นโรคจิตและเป็นฆาตกรได้ซึ่งตรรกะนี้ไม่ถูกต้องนะคะ เหล่าโอตาคุซึ่งทำตัวแตกต่างจากคนทั่วไปถูกกีดกันออกจากสังคมและตราหน้าว่าเป็นคนผิดปกติอย่างง่ายดายจากการเหมารวมนี้ อย่างไรก็ตาม โอตาคุระดับ High function หรือคนที่มีวุฒิภาวะสูงก็ไม่ได้อยากออกมาตีโพยตีพายว่าตัวเองเป็นคนปกติ เพราะคนกลุ่มนี้พอใจกับการคบเพื่อนที่รู้ใจกันเพียงไม่กี่คนและอยู่ในสังคมที่ทุกคนรักชอบสิ่งเดียวกันอย่างจริงใจมากกว่า ดังนั้น ภาพพจน์ทางลบของโอตาคุจึงไม่ได้รับการแก้ไขมาจนถึงปัจจุบันนี้และคงหมดหนทางจะแก้เสียแล้วค่ะ

"มุราคามิ ทาคาชิ" ศิลปินที่ประสบความสำเร็จในอเมริกาและผู้นิยามศิลปะแนว Superflat เป็นคนแรกก็ถูกมองว่าเป็น "โอตาคุ" เช่นกัน สารภาพว่าเห็นงานของเขาชื่อ "My Lonesome Cowboy" ซึ่งเหมือนฟิกเกอร์การ์ตูนสูงเท่าคนจริงกำลังควงบ่วงบาศสีขาวที่เกิดจาก...แฮ่ม...หาภาพเต็มๆ ในอินเตอร์เน็ตแล้วกันนะคะเพราะหวาดเสียวค่ะ ดูแล้วก็คิดว่ายังไงมุราคามิเป็นโอตาคุแน่นอนเพราะผลงานของเขาเปล่งประกายจิตวิญญาณของคนชอบแอนิเมชั่นออกมาแรงกล้าขนาดนั้น แต่มุราคามิกลับประกาศว่าเขาไม่ใช่โอตาคุ (เขาเป็นอาร์ตติสต่างหาก) งานนี้เลยทำให้เหล่าโอตาคุรุ่นเก๋าซึ่งปัจจุบันเป็นนักเขียนการ์ตูนที่ทรงอิทธิพลในญี่ปุ่นออกมาประณามกันใหญ่ค่ะ ทำนองว่างานของเขารับอิทธิพลจากวัฒนธรรมการ์ตูนไปเต็มๆ ขนาดนั้นแถมเอาแรงบันดาลใจจากการ์ตูนไปหากินอย่างงี้ยังมาบอกว่าตัวเองไม่ใช่โอตาคุอีกนะ

เรื่องหลังจากนั้นเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบค่ะ แต่ที่แน่ๆ งานปั้น My Lonesome Cowboy เหมือนฟิกเกอร์การ์ตูนขนาดเท่าคนจริงซึ่งคาดว่าจะมีคนประมูลไปด้วยราคา 3-4 ล้านดอลลาร์กลับขายไปในราคา 15.1 ล้านดอลลาร์ค่ะ! โอย...จะเป็นลม แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นผลงานที่ติดตามากๆ เลยค่ะ มันทั้งน่ารัก ทั้งดาร์ค ทั้งก้าวร้าวและมีสาระในความไม่มีสาระของชิ้นงานจริงๆ

อย่างไรก็ตาม คนซื้อไปน่าจะได้กำไรมากกว่านี้อีกหลายเท่าเพราะกระเป๋าแฟชั่นของฝรั่งเศสที่เราคุ้นเคยกันดี "Louis Vuitton" ให้มุราคามิออกแบบคอลเลคชั่น Multicolor สีสันแสบทรวงที่มองแวบแรกนึกว่าใครเอาสติ๊กเกอร์ลายการ์ตูนมาติดบนกระเป๋าหลุยส์ นั่นล่ะค่ะ Superflat! คือมองแล้วรู้สึกว่า "เหมือนการ์ตูน" นั่นเอง

งวดหน้าต่ออีกนิดเรื่องศิลปินที่โด่งดังจากความเป็นโอตาคุแม้จะบอกว่าตัวเองไม่ใช่โอตาคุคนนี้อีกหน่อยค่ะ


วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11432 มติชนรายวัน

20 มิถุนายน 2552

ศิลปะแบบ Superflat กับวัฒนธรรมโอตาคุ (1)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

หลังจากสัปดาห์ก่อนได้ชม Paprika แอนิเมชั่นไซไฟของผู้กำกับฯคอน ซาโตชิไปแล้วและรู้สึกประทับใจในงานภาพสองมิติกับสามมิติเนียนๆ มาก ตอนนั้นเลยเริ่มสังเกตค่ะว่างานภาพ 3D (สามมิติ) ในการ์ตูนญี่ปุ่นมีความแตกต่าง 3D ตะวันตกอยู่นิดหน่อย ถ้าท่านใดเคยชมการ์ตูนสามมิติของ Pixar คงนึกออกว่าการ์ตูน 3D ของเขามีความนูนเว้าและมีแสงเงาเหมือนเป็นวัตถุจริงๆ แต่งานแอนิเมชัน 3D ของญี่ปุ่นไม่นูนค่ะ! เห็นได้ชัดว่า 3D ของสองซีกโลกมีประวัติความเป็นมาต่างกัน โดยของญี่ปุ่นกำเนิดจากหนังสือการ์ตูนซึ่งต้องการเปลี่ยนลายเส้นการ์ตูนให้ดูเป็นวัตถุจริง ส่วน 3D ตะวันตกกำเนิดจากการเปลี่ยนวัตถุจริงให้ดูเป็นการ์ตูน (แต่ไม่ใช่ลายเส้น) ค่ะ เรียกว่าเป็นพัฒนาการที่สวนทางอย่างสิ้นเชิง

ไม่มีใครให้คำนิยามได้ว่าผลงาน 3D ที่เหมือนจริงมากกว่าการ์ตูนและเหมือนการ์ตูนมากกว่าของจริงเช่นนี้เรียกว่าอะไรกันแน่ ในที่สุดเมื่อ 8 ปีก่อน "มุราคามิ ทาคาชิ" ศิลปินแนวโพสต์โมเดิร์นของญี่ปุ่นจึงนิยามผลงานศิลปะที่ "ดูเหมือนการ์ตูนญี่ปุ่น" ว่า "Superflat" ค่ะ ต้องเหมือนการ์ตูนญี่ปุ่นด้วยนะคะ เหมือนวอลต์ดิสนีย์ไม่ได้ค่ะ

หาข้อมูลอยู่นานก็ไปเจอเล็คเชอร์เรื่อง "Superflat กับวัฒนธรรม โอตาคุ" ซึ่งนำเสนอในปี 2001 ที่ MOCA Gallery ฮอลลีวู้ดเข้าพอดีค่ะ ก่อนจะไปถึง Superflat ต้องอธิบายคำว่า Otaku ซักนิดเนื่องจากครั้งแรกที่ผลงานของมุราคามิออกสู่สายตาชาวญี่ปุ่นและชาวโลก คำถามแรกที่เขาได้รับคือ "เขาเป็นโอตาคุใช่ไหม" เนื่องจากผลงานของเขาไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ได้รับอิทธิพลมาจากการ์ตูนแลแอนิเมชั่นล้านเปอร์เซ็นต์ค่ะ

"โอตาคุ" เป็นคำเรียกคนญี่ปุ่นซึ่งชื่นชอบการ์ตูนอย่างมากในเชิงเหยียดหยามนิดๆ หากเป็นเมืองไทยคงเข้าได้กับการเป็น "แฟนพันธุ์แท้" เพียงแต่คำว่าโอตาคุมีความหมายในแง่ลบมากกว่า น่าสังเกตว่าแม้คนญี่ปุ่นจะรังเกียจคำนี้กระทั่งคนเป็นโอตาคุเองยังไม่ชอบให้คนพูดใส่หน้าว่าเป็นโอตาคุ แต่เหล่าคนรักการ์ตูนในประเทศอื่นกลับยืดอกและเรียกตัวเองว่าโอตาคุอย่างภาคภูมิใจ อาจเป็นเพราะคนชาติอื่นนิยมชมชอบการ์ตูนญี่ปุ่นอย่างจริงใจในระหว่างที่คนญี่ปุ่นเองกลับมีความหลังแสนเจ็บช้ำกับโอตาคุจนกลัวคำนี้ขึ้นสมอง

มาดูประวัติเขาหน่อยนะคะ "โอตาคุ" เป็นศัพท์บัญญัติที่เกิดขึ้นช่วงทศวรรษที่ 70 ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าเป็นยุคทองของการ์ตูน เด็กวัยที่ดูการ์ตูนในยุคนั้นเติบโตขึ้นกลายเป็นศิลปินที่ทรงอิทธิพลในญี่ปุ่นปัจจุบันมากมาย โอตาคุในยุคนั้นคือวัยรุ่นที่บริโภควัฒนธรรมบันเทิงและศิลปะซึ่งวนเวียนอยู่ในกลุ่มการ์ตูน, แอนิเมชั่น, โมเดลตัวการ์ตูน และใช้ชีวิตในสังคมออนไลน์เสียส่วนใหญ่เมื่อเปรียบเทียบกับวัยรุ่นทั่วไปซึ่งอาจจะชอบแฟชั่น พบปะพูดคุยกับเพื่อน หรือเล่นกีฬา

ทีแรกทุกคนคิดว่าโอตาคุเป็นแค่วัฒนธรรมย่อยๆ ตามสมัยนิยมเท่านั้นเอง แต่เพราะของแรงหรืออย่างไรก็ไม่ทราบค่ะ วัฒนธรรมโอตาคุเกิดขยายวงออกไปทั้งในและนอกญี่ปุ่นดังที่เราเห็นการ์ตูนญี่ปุ่นวางขายอยู่ทั่วโลก ในญี่ปุ่นเองก็เกิดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโอตาคุขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านการ์ตูน ร้านโมเดล เกิดบริษัทผลิตแอนิเมชั่นหรือกระทั่งสำนักพิมพ์ที่พิมพ์แต่การ์ตูนอย่างเดียวขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ยืนยันว่าตลาดของเหล่าโอตาคุกว้างไกลเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้มากนัก ผลิตภัณฑ์สำหรับจำหน่ายให้เหล่าโอตาคุกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ส่งออกและทำรายได้มหาศาลให้ญี่ปุ่นรวมถึงสนับสนุนสินค้าทางวัฒนธรรมอื่นๆ ที่ตามมาเป็นพรวน เช่น เมื่อเห็นตัวการ์ตูนกินราเมงญี่ปุ่นเราก็อยากไปกินราเมงบ้าง ถ้าเห็นร้านอาหารญี่ปุ่นอยู่ติดกับอาหารอิตาลี เราอาจจะเลือกกินอาหารญี่ปุ่นมากกว่าเพราะอย่างน้อยก็รู้ว่าอาหารชนิดไหนเรียกว่าอะไรจากที่เคยเห็นมาก่อนในการ์ตูน

แต่แล้วฝันร้ายของโอตาคุก็เกิดขึ้นในปี 1989 ค่ะ จะเป็นเรื่องใดนั้น และจะลากไปถึง Superflat ได้หรือเปล่า ครั้งหน้ามาต่อนะคะ

วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11425 มติชนรายวัน

13 มิถุนายน 2552

Paprika บางทีความฝันก็ต้องเผ็ดบ้าง

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ในเดือนพฤษภาคม 2009 นี้มีนวนิยายไซไฟดัดแปลงจากภาษาญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งวางจำหน่ายในอังกฤษค่ะ ชื่อเรื่องน่าแสบลิ้นว่า "Paprika" ซึ่งฉบับนวนิยายดั้งเดิมได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นสำหรับฉายโรง (Theatrical Anime) ในปี 2006 ที่ผ่านมา ถึงขนาดฝรั่งเอามาแปลแบบนี้ต้องมีดีแน่นอนค่ะ ตามประสาคนที่มักจะรู้จักของดีช้ากว่าชาวบ้านเสมอก็เลยต้องหามาดูเสียหน่อยว่าจะแจ่มแค่ไหน

Paprika เริ่มเรื่องจากนวัตกรรมใหม่ล่าสุดของการทำจิตบำบัดโดยผู้ป่วยไม่ต้องพูดคุยกับนักจิตบำบัดเพื่อค้นหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใต้สำนึกอีกแล้ว จิตใต้สำนึกสามารถถ่ายทอดออกมาผ่านทางจอคอมพิวเตอร์ในรูปของความฝันด้วยเครื่องมือชื่อว่า DC Mini ดังนั้น นักจิตบำบัดจึงมองเห็นความฝันของผู้ป่วยเหมือนกำลังดูโทรทัศน์ แล้วจึงค่อยนำภาพต่างๆ ที่ปรากฏในความฝันมาตีความอีกครั้งหนึ่ง

"ดร.ชิบะ เอ็ตสึโกะ" นักจิตบำบัดสาวที่ดูเป็นนักวิชาการจืดชืดเข้าร่วมทดลองใช้ DC Mini เพื่อรักษาผู้ป่วยด้วยเช่นกัน แต่เมื่อเธอเข้าไปในความฝันของผู้ป่วย เธอจะเปลี่ยนตัวตนเป็นอีกคนหนึ่งและใช้ชื่อว่า "ปาปริก้า" ซึ่งมีทุกสิ่งตรงข้ามกับเธอทั้งหมด ทั้งทรงผม เสื้อผ้า การแต่งหน้า หรือแม้แต่อุปนิสัย เหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นเมื่อหัวหน้าของเอ็ตสึโกะมีอาการเหมือนตกอยู่ในความฝันและกระโดดลงมาจากตึก เธอใช้ DC mini เข้าไปดูความฝันของหัวหน้าที่รอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์และพบว่าเขากำลังฝันถึงขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตุ๊กตา แต่ความฝันนี้กลับเป็นฝันของเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่ง ไม่ใช่หัวหน้าเข้าไปอยู่ในความฝันของคนอื่นแต่ความฝันของคนอื่นกำลังควบคุมเขาอยู่ค่ะ

เมื่อพบผลข้างเคียงของ DC mini เช่นนี้ เอ็ตสึโกะจึงต้องการหยุดโครงการให้เร็วที่สุด แต่เธอกลับถูกดูดเข้าไปในความฝันที่ไร้จุดสิ้นสุดของใครบางคนเสียแทน ทางออกของความฝันอยู่ตอนจบเรื่องค่ะ ปมทุกอย่างคลายลงโดยมีแกนอยู่ที่ความฝันซึ่งมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าของแต่ละคนซ่อนอยู่ภายในจิตใต้สำนึก เอ็ตสึโกะซึ่งปฏิเสธตัวตนของปาปริก้าเข้าใจในท้ายที่สุดว่าชีวิตจืดชืดของเธอจำเป็นต้องมีความเผ็ดร้อนของปาปริก้ามาเติมเต็มให้สมบูรณ์ และรสเผ็ดที่ชีวิตเธอขาดหายไปก็คือความรักนั่นเอง ทุกอย่างจบสมบูรณ์เหมือนนวนิยายขนาดสั้นหนึ่งเล่มที่เมื่อปิดหน้าสุดท้าย สิ่งที่จะเหลือไว้กับเราก็มีแค่ความตื่นเต้นหวาดเสียวและความรู้สึกดีๆ ที่ได้ชมผลงานชั้นเยี่ยมค่ะ

Paprika ได้รับรางวัลภาพยนตร์แอนิเมชั่นฉายโรงยอดเยี่ยมในงานโตเกียวอินเตอร์เนชั่นแนลอนิเมแฟร์ ปี 2007 และได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ว่านี่คือภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่โดดเด่นนับจากเรื่อง Spirited Away ที่ฉายก่อนหน้านี้ 5 ปี และได้รับรางวัลออสการ์

ความสำเร็จของเรื่องนี้น่าจะมาจากหลายปัจจัยค่ะ คนแรกที่ต้องยกความดีให้คือผู้ประพันธ์ดั้งเดิม สึสึอิ ยาสุทากะ ซึ่งตีพิมพ์นวนิยายเรื่องนี้ในปี 1993 และผู้กำกับคอน ซาโตชิ นำมาดัดแปลงเป็นแอนิเมชั่นใน 13 ปีต่อมา การนำเสนอความฝันที่ซ้อนทับกันไปมาและวนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นหลายครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะทำให้ผู้ชมดูอย่างสนุกโดยไม่หลงทางกลางเรื่องเสียก่อน ยกนิ้วให้ผู้กำกับจริงๆ ค่ะ งานภาพทั้งสองมิติและสามมิติที่สวยเนียนต้องยกความดีให้ Madhouse Studios และที่ลืมไม่ได้เลยคือเพลงประกอบของฮิราซาวะ สุสุมุ ที่ผสมเพลงมาร์ชของขบวนพาเหรดกับการร้องเสียงโหยหวนแบบ celtic แนวลูกทุ่งญี่ปุ่นได้ลงตัวค่ะ ฟังแล้วหัวใจเหมือนจะเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วยเลย

รู้สึกว่า Paprika จะมีจำหน่ายเป็น DVD ลิขสิทธิ์ในไทยพากย์ไทยด้วยนะคะ แต่เวอร์ชั่นที่ได้ดูเป็นเสียงญี่ปุ่นซับไตเติ้ลอังกฤษ ขนาดอ่านแทบไม่ทันยังสนุกจนอยากซื้อนิยายมาอ่านเลยค่ะ นิยายเล่มละ 9.99 ปอนด์ ในระหว่างที่ DVD 12.99 ปอนด์ (ประมาณ 675 บาท) โอ้...

มันก็ต้องซื้อ DVD สิคะ! แต่กลับไปซื้อในไทยดีกว่าค่ะ ถูกและดีมีพากย์ไทยอย่างนี้ ที่ไหนจะแจ่มไปกว่าเมืองไทยบ้านเรา

วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11418 มติชนรายวัน

06 มิถุนายน 2552

Bara no Tame ni ครอบครัวกุหลาบ

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนไปเดินเล่นที่ Piccadilly Circus ที่ลอนดอน ซึ่งมีร้านหนังสือญี่ปุ่นมือสองตั้งอยู่ไม่ห่างไปมากนัก แล้วก็ได้เจอการ์ตูนซึ่งทำให้หัวใจเต้นระรัวและคิดว่าวันนี้เป็นวันที่เราโชคดีจริงๆ การ์ตูนเรื่องนั้นคือ "Bara no Tame ni" หรือแปลตามตัวว่า "For the Roses " โดย อ.โยชิมุระ อาเคมิ หนึ่งในนักเขียนในดวงใจค่ะ จำได้ว่าเคยอ่านในไทยซักสิบปีมาแล้ว ตอนนั้นแปลแบบไม่มีลิขสิทธิ์ออกมาหนึ่ง เล่มใหญ่ซึ่งเท่ากับ 2 เล่มของญี่ปุ่น แล้วก็หายไปตลอดกาล ปัญหาคือไม่รู้ชื่อภาษาญี่ปุ่นของการ์ตูนเรื่องนี้ ก็เลยได้แต่เก็บไว้ในใจมาตลอดสิบปี จนได้เจอที่ร้านกลางลอนดอนอีกครั้ง! โอ้...มหัศจรรย์ค่ะ

"Bara no Tame ni" เป็นการ์ตูนผู้หญิงแนวดราม่าเล่าเรื่องของ "ยูริ" หญิงสาววัยสิบแปดที่ตุ้ยนุ้ยแก้มกลมและตัวเตี้ย เธอมองว่าตัวเองเป็นคนไม่สวยและคิดว่าผู้หญิงคนอื่นเกิดมาโชคดีกว่าเธอมากนัก จู่ๆ ยูริก็มีโชคร้ายหล่นทับพร้อมๆ กันหลายเรื่อง เรื่องแรกคือ แฟนหนุ่มบอกเลิกกับเธอ ต่อมาคุณย่าที่เลี้ยงเธอมาตั้งแต่เด็กหลังคุณพ่อเสียชีวิตก็มาด่วนจากไปกะทันหัน ทำให้เธอต้องย้ายออกจากบ้านพักพนักงานที่คุณย่าอาศัยอยู่ เมื่อไม่มีทั้งเงินและที่พัก ยูริจึงหมดสิ้นหนทาง แต่โชคดีที่คุณย่าทิ้งพินัยกรรม ซึ่งมีข้อความน่าตกใจว่า ผู้หญิงที่ไม่สวยอย่างเธอ แท้จริงแล้วเป็นลูกสาวของดาราดาวค้างฟ้าของญี่ปุ่น!

ยูริตัดสินใจเดินทางไปยังบ้านของคุณแม่ที่ไม่เคยเจอกันมาก่อนในชีวิตค่ะ ท่ามกลางอากาศหนาวและหิมะหนาของซัปโปโร ยูริได้พบกับพี่น้องคนละพ่ออีกสามคน ได้แก่ ฟุโยะพี่สาวสุดขี้เกียจที่ไม่ยอมทำอะไรเองเลยแม้แต่ชงชา สุมิเระพี่ชายลูกครึ่งอเมริกันตาสีฟ้านิสัยเถื่อน แต่มักจะใจดีเมื่อเมา และน้องเล็กอาโออิที่เป็นชายหนุ่มผมยาวและหน้าสวยกว่าผู้หญิง แน่นอนว่าสวยกว่ายูริจนทำให้เธอรู้สึกอายที่เกิดมาเป็นผู้หญิงเสียเปล่ากลับสวยสู้ผู้ชายไม่ได้ และสุดท้ายคือคุณแม่ดาราใหญ่ ซึ่งลูกทุกคนไม่รักเธอ เพราะนอกจากคลอดพวกเขาออกมาแล้ว เธอก็ไม่เคยเลี้ยงดูในฐานะแม่เลยจนกระทั่งปัจจุบัน

สิ่งที่ยูริรู้สึกเกี่ยวกับครอบครัวใหม่ของเธอคือ ทุกคนสวยงามแต่ก็ร้ายกาจเหมือนดอกกุหลาบ แต่ละคนวิจารณ์ต่อว่าคนอื่นตรงๆ อย่างไม่เกรงใจ แม้จะรูปร่างภายนอกสวยงาม แต่ถ้าเข้าไปใกล้ก็จะต้องโดนหนามกุหลาบเกี่ยวจนเลือดซิบ ยูรินึกเสียใจที่เดินทางมาค่ะ แต่คุณแม่บ้านที่ทำงานมานานกลับบอกว่านั่นคือข้อดีของกุหลาบไม่ใช่เหรอ

"อย่างน้อยก็มีหนามเห็นเด่นชัดให้คนอื่นระมัดระวังตัวตอนสัมผัส"

ยูริเข้าใจความหมายนี้ในอีกไม่นานค่ะ แม้ทุกคนในบ้านจะปากร้ายแต่ก็พูดทุกอย่างที่อยู่ในใจออกมาตรงๆ เวลาทำผิดก็ขอโทษตรงๆ ไม่มีการนินทาหรือแทงข้างหลังให้ต้องช้ำใจเหมือนพวกดอกไม้มีพิษที่ดูเหมือนไม่อันตรายแต่ที่จริงแสบกว่า

"Bara no Tame ni" ตีพิมพ์ในช่วงปี 1992-1998 (สิบกว่าปีมาแล้ว) และได้รับรางวัลการ์ตูนยอดเยี่ยมโชกักกุคังสาขาการ์ตูนผู้หญิงเมื่อปี 1994 ซึ่งเป็นปีเดียวที่ Yu Yu Hakusho ได้รับรางวัลสาขาการ์ตูนผู้ชาย ปีก่อนหน้านี้รางวัลตกเป็นของ Basara ส่วนปีถัดมาเป็นของ " พี่น้องคู่วุ่น" ซึ่งสยามอินเตอร์ฯเคยตีพิมพ์แล้วทั้งหมด แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ตีพิมพ์ Bara no Tame ni ปล่อยให้เป็นฟันหลออยู่ตรงกลาง โชคดีทีมีฝรั่งใจดีแปลมาถึงเล่ม 7 แล้วค่ะ เหลืออีก 9 เล่ม ไม่รู้ว่าจะได้อ่านจบก่อนแก่หรือเปล่า แต่แค่ได้อ่านการ์ตูนซึ่งรอมาสิบกว่าปีอีกครั้งก็ทำให้ซาบซึ้งใจแล้ว

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า โชคดีมักรอเราอยู่ในวันใดวันหนึ่งเสมอ เช่นเดียวกับที่ยูริได้พบครอบครัวหลังจากกันสิบแปดปี และแฟนผลงานคนนี้ที่เจอการ์ตูนที่เฝ้ารอมาสิบกว่าปีเช่นกันค่ะ

วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11411 มติชนรายวัน

30 พฤษภาคม 2552

Chi"s Sweet Home

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

แมวเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารัก น่ารัก และน่าร้ากกกกกจริงๆ ค่ะ! สำหรับท่านที่คิดว่าแมวเป็นสัตว์หยิ่งผยอง วันๆ เอาแต่เชิดไปเชิดมาเดินอ้วนไปอ้วนมาทั้งวันแบบเดียวกับการ์ฟิลด์ ตอนนี้ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่แล้วค่ะ เพราะ "จี้" แมวน้อยน่ารักตัวล่าสุดจะเข้ามาเขย่าหัวใจเราให้อยากรับแมวมาเลี้ยงกันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว

"จี้" คือลูกแมวน้อยสีขาวลายเทา-ดำ ซึ่งพลัดหลงจากครอบครัวและเจอหนุ่มน้อย "ยามาดะ โยเฮ" เข้าโดยบังเอิญ แม้โยเฮและคุณแม่จะพาจี้กลับมาที่บ้านด้วยความเป็นห่วง แต่ห้องพักของครอบครัวโยเฮก็ไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ ดังนั้น ทุกคนในครอบครัวยามาดะจึงต้องเลี้ยงจี้อย่างหลบๆ ซ่อนๆ แต่ก็มีความสุขที่ได้ดูแลจี้ตัวน้อย แม้ว่าจี้เองจะซนไม่รู้เรื่องรู้ราวกับเขาเท่าไหร่

เนื้อเรื่องส่วนใหญ่เล่าถึงชีวิตประจำวันของจี้และกิจกรรมที่ทำร่วมกับครอบครัวยามาดะ รวมถึงการผจญภัยเล็กๆ ของจี้กับเหล่าสัตว์เลี้ยงเพื่อนบ้านและขาจรหลายตัวค่ะ สิ่งที่ทำให้จี้กลายเป็นแมวน้อยในใจของนักอ่านชาวญี่ปุ่นและชาวไทยคือ ความน่ารักนี่ล่ะค่ะ แม้จี้จะนิสัยไม่ได้แตกต่างจากลูกแมวทั่วไปมากนัก แต่ความน่ารักของหน้าตาท่าทางจากลายเส้นของ อ.โคนามิ คานาตะกินขาดค่ะ เห็นตอนจี้กินข้าวแล้วตีลังกานอนตีพุงเมื่ออิ่มแล้ว คนอ่านก็ใจละลายไปด้วย แมวอะไรน่าร้ากกกก... อยากรับมาเลี้ยงที่บ้านซักสิบตัว
น่าสังเกตอย่างหนึ่งว่า ครอบครัวที่ดูแลจี้นามสกุล "ยามาดะ" ซึ่งเข้าข่าย "โหลมาก" ในญี่ปุ่น และครอบครัวยามาดะนอกจากจี้และโยเฮแล้ว ก็มีคุณพ่อกับคุณแม่ (ไม่มีชื่อ) ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้สวมตัวเองลงไปในครอบครัวยามาดะนี้ และรู้สึกว่าจี้เป็นสัตว์เลี้ยงของนักอ่านทุกๆ คน

ปัจจุบันจี้ตีพิมพ์เป็นหนังสือการ์ตูนในญี่ปุ่นแล้ว 6 เล่ม ตั้งแต่ปี 2004 ค่ะ แต่ในไทยเพิ่งพิมพ์ 4 เล่ม และออกจำหน่ายเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี่เอง แต่ถ้าใครอยากเห็นจี้เวอร์ชั่นเคลื่อนไหวและฟังเสียงน่ารักออดอ้อน จี้ก็มีเป็นแอนิเมชั่นแล้วนะคะ ซีซั่นแรกใช้ชื่อ Chi?s Sweet Home เช่นเดียวกับชื่อหนังสือการ์ตูน ส่วนซีซั่นที่สอง ซึ่งเพิ่งออกฉายเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาใช้ชื่อว่า Chi?s New Address แต่ละตอนเป็นการ์ตูนสั้น 3 นาที เหมาะกับการดูก่อนนอนให้จิตใจเบิกบานนะคะความสำเร็จของจี้คงไม่ได้มาจากความน่ารักเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่เกิดจากความรักแมวของคนญี่ปุ่น ซึ่งทำให้ถ่ายทอดความรักและเอ็นดูผ่านออกมาทางการ์ตูน จนทำให้คนอ่านอย่างเรารู้สึกหัวใจเบิกบานตามไปด้วย มีงานวิจัยเมื่อปี 2006 ของบริษัทจำหน่ายอาหารสัตว์ในญี่ปุ่นรายงานว่า ญี่ปุ่นมีแมวเลี้ยงมากถึง 12.46 ล้านตัว โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนแมวเลี้ยงสูงขึ้นกว่าเดิม 7.85 ล้านตัว ตัวเลขนี้ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับการที่ญี่ปุ่นกลายเป็นสังคมคนแก่ เพราะอัตราการเกิดทารกน้อยลง ก็เลยหันไปเลี้ยงสัตว์กันเสียเยอะหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ คือเขารักแมวมากถึงขนาดมีสปาแมว โรงแรมแมว นวดอโรมาเธราปีแมว ไปจนถึงแคปซูลออกซิเจนแมว เพื่อให้แมวสดชื่นหายเหนื่อยด้วยค่ะ

สำหรับคนรักแมวคงพอนึกภาพออกว่า น้องเหมียวเหล่านี้ไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยงเท่านั้น บางทีน้องแมวก็เหมือนลูกหลาน เหมือนเพื่อน และหลายครั้งก็เป็นหมอนที่กอดแล้วอุ่นทั้งกายและใจ

สำหรับใครที่ยังไม่สะดวกเลี้ยงแมวในตอนนี้ ก็สามารถหาซื้อการ์ตูนจี้จังมาอ่านก่อนได้นะคะ แค่ได้เห็นจี้จังยิ้มอยู่บนกระดาษ บางทีหน้าเราก็ยิ้มตามไปด้วยแล้วค่ะ

วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11404 มติชนรายวัน

23 พฤษภาคม 2552

Higepiyo เจี๊ยบหนวดจอมซ่า

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ช่วงฤดูใบไม้ผลินี้มีแอนิเมชั่น (Animation) เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงออกมาให้ชื่นตาชื่นใจเยอะเลยค่ะ หนึ่งในนั้นต้องยกให้ "ฮิเงปิโยะ" หรือแปลตรงตัวว่า "เจี๊ยบหนวด" ลูกเจี๊ยบตัวเขื่องที่ถ้าหลับตาแล้วเอามือคลำ เราอาจบอกไม่ได้ว่าเขาคือ ลูกเจี๊ยบจริงๆ

"ฮิเงปิโยะ" เป็นฉายาของลูกเจี๊ยบประหลาดตัวหนึ่งที่วางขายอยู่ในงานวัด การขายลูกเจี๊ยบเป็นประเพณีนิยมที่พบได้ตามงานวัดญี่ปุ่น โดยทั่วไปเหมือนขายปลาหางนกยูงตามงานวัดบ้านเรานั่นละค่ะ เพียงแต่ลูกเจี๊ยบงานวัดเหล่านี้ มักถูกเลี้ยงรวมกันโดยไม่ค่อยใส่ใจ จึงมักอายุไม่ยืน แม้ลูกๆ จะรบเร้าให้ซื้อเพราะเห็นว่าน่ารัก แต่คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ที่ทราบดีว่าเหล่าเจี๊ยบพวกนี้ตายแหงๆ ก็มักจะไม่อนุญาตให้ซื้อค่ะ"ฮิโรชิ" เด็กหนุ่มวัยประถมฯ บังเอิญเจอกับฮิเงปิโยะในงานวัดยามที่คนขายลูกเจี๊ยบกำลังเศร้าใจ เนื่องจากเจี๊ยบหนวดของเขาขายไม่ออกเสียที แถมท่าทางป๋าๆ ของเจี๊ยบหนวดยังไล่ลูกค้าอีกต่างหาก ความที่ฮิเงปิโยะคล้ายกับนกแก้วตัวเก่าของฮิโรชิ เขาจึงรบเร้าให้คุณพ่อคุณแม่ซื้อกลับบ้าน แน่นอนว่าทีแรกคุณพ่อไม่ยอมค่ะ แต่เมื่อเห็นท่าทางเถื่อนๆ ของฮิเงปิโยะที่กำลังนั่งแคะขี้มูกอยู่ในคอก (แกเป็นลูกเจี๊ยบจริงๆ เรอะ!) คุณพ่อก็ระลึกถึงคุณปู่ที่เพิ่งเสียชีวิตไปขึ้นมาจับใจ ในที่สุดเจี๊ยบหนวดหน้าตาประหลาดจึงมาเป็นสมาชิกใหม่ในบ้าน โดยมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า " ฮิโยโกะ" แต่คนนิยมเรียนฮิเงปิโยะ "เจี๊ยบหนวด" มากกว่า

ฮิเงปิโยะเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสงสัยยิ่งขึ้น เมื่อกินข้าวราดแกงได้เหมือนชาวบ้านทั่วไป ตื่นเช้ามานั่งอ่านหนังสือพิมพ์และกดรีโมตโทรทัศน์ดูข่าวยามเช้าไปพร้อมกับนอนเกาก้นซะด้วย! จนสุดท้ายสมาชิกครอบครัวของฮิโรชิก็ทราบว่า ฮิเงปิโยะพูดภาษาคนได้และมีนิสัยลูกผู้ชายแบบซามูไรเถื่อนๆ ผสมนักเลงหัวไม้อีกต่างหาก หลายครั้งที่ฮิเงปิโยะสอนให้ฮิโรชิรู้จักคุณค่าของชีวิต แต่...มันก็มีไม่กี่ฉากหรอกค่ะ การ์ตูนเรื่องนี้ไม่ได้เน้นประโยชน์สุขในครัวเรือน เพราะเป็นการ์ตูนตลกค่ะ!แอนิเมชั่นฮิเงปิโยะเริ่มออกฉายทางโทรทัศน์ในญี่ปุ่นเมื่อ 3 เมษายนที่ผ่านมานี้เอง ดั้งเดิมเจี๊ยบหนวดตัวนี้อาละวาดในรูปแบบการ์ตูนแก็กสี่ช่องจบใน "คอรัสแมกกาซีน" ของค่ายชูเอย์ฉะ วาดโดยอิโต้ ริสะ เมื่อฉายทางโทรทัศน์ก็กลายเป็นการ์ตูนสั้นๆ ยาวตอนละประมาณ 5 นาที แต่ระหว่างดูก็นั่งหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็งเลยค่ะ

ความตลกของฮิเงปิโยะน่าจะมาจากการล้อเลียนวัฒนธรรมแนว "ลูกผู้ชาย" ของญี่ปุ่นซึ่งโดนเจี๊ยบหนวดเอามาแซวเสียขำป่นปี้ เราจะเห็นว่าเจี๊ยบหนวดมักจะทำตาขวางๆ มาดขรึมๆ และนั่งชันเข่าซดเหล้าเหมือนซามูไร ทั้งที่ตัวเองสังขารไม่ให้ เพราะเป็นลูกเจี๊ยบตัวอ้วนเหลือง แม้จะพยายามไว้หนวดให้น่าเกรงขาม แต่หนวดเครากลับทำให้ดูฮาขึ้นไปอีก กระทั่งวาทะลูกผู้ชายยามออกมาปกป้องฮิโรชิตอนโดนเพื่อนแกล้ง ก็ทำให้เราขำได้ไม่หยุด ความพยายามใช้ชีวิตอย่างลูกผู้ชายแสนจริงจังของเจี๊ยบหนวด จึงเป็นที่มาของการ์ตูนตลกน่ารักเรื่องนี้ค่ะ

แม้เจี๊ยบหนวดไม่ได้ประเทืองปัญญา แต่ดูแล้วก็อารมณ์ดียิ้มแก้มปริ ในบางอารมณ์เราดูการ์ตูนและมองโลกแบบไม่ต้องหาสาระบ้าง ก็น่าจะทำให้ชีวิตแฮปปี้ขึ้นได้นะคะ

วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11397 มติชนรายวัน

16 พฤษภาคม 2552

Vinland Saga ไวกิ้งเจ้าทะเล

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ไม่บ่อยนักค่ะที่จะมีการ์ตูนเกี่ยวกับตำนานนักรบในแถบยุโรปทางเหนือที่เราคุ้นเคยในชื่อ "ไวกิ้ง" ออกมาวางแผง เขาคือชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นและสู้รบทางทะเลแบบกองโจรด้วยเรือที่มีหัวเรือคล้ายมังกร ความเก่งและโหดของไวกิ้งทำให้เหล่าอัศวินบนหลังม้ายุคนั้นทั้งแค้นและหวาดกลัวเลยล่ะค่ะ

เล่มแรกเปิดเรื่องท่ามกลางไฟสงครามระหว่างชาวแฟรงค์สองกลุ่มที่ต่อสู้กันเพื่อยึดสมบัติในป้อมปราการ ฝ่ายบุกมีกองกำลังมหาศาลแต่ก็ไม่สามารถทลายป้อมที่ล้อมด้วยทะเลสาบได้ ส่วนฝ่ายรับแม้มีกำลังแค่หยิบมือแต่ยังสามารถต้านกองกำลังภาคพื้นดินไว้ได้สบายเพราะอยู่ในชัยภูมิได้เปรียบ หลังจากงัดข้อกันอยู่นานจนล้มตายไปโข กองกำลังไวกิ้งร้อยคนซึ่งนำโดย "อาเชรัด" ก็ตามกลิ่นเงินเข้ามาอย่างเงียบๆ และเห็นว่าทางเดียวที่จะตีป้อมแตกได้คือการบุกทางน้ำ

เด็กหนุ่มตัวเอกของเราได้ออกโรงงวดนี้ล่ะค่ะ "ทอลฟีน" ได้รับมอบหมายให้ไปเจรจากับฝ่ายบุกที่ตีป้อมไม่แตกเสียทีโดยงานของเขาคือเจรจาให้แม่ทัพชาวแฟรงค์จ้างไวกิ้งตีป้อม ภารกิจของทอลฟีนสำเร็จด้วยดีแต่เขายังต้องการอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่า เขาต้องการหัวแม่ทัพศัตรูเพื่อขอรางวัลจากอาเชรัดโดยรางวัลไม่ใช่เงินทอง แต่เป็นการสู้กับอาเชรัดเพื่อล้างแค้นแทนพ่อของเขาซึ่งถูกอาเชรัดฆ่าตายนั่นเอง

แค่ความสัมพันธ์ต้นเรื่องก็ซับซ้อนแล้วค่ะ ในยุคที่ไม่มีบ้านเด็กกำพร้าแบบนี้ ลูกของเชลยที่ถูกฆ่าก็ต้องโดนจับไปเป็นทาส แต่กรณีของทอลฟีนดีกว่านั้นหน่อยเพราะเขามีฝีมือจึงได้รับอนุญาตให้เป็นหนึ่งในนักรบบนเรือไวกิ้งได้ และความซื่อตรงมุ่งมั่นที่จะแก้แค้นให้พ่ออย่างขาวสะอาดทำให้อาเชรัดผู้นำทัพไวกิ้งไว้วางใจว่าจะไม่โดนแทงระหว่างหลับ เสน่ห์ของทอลฟีนอยู่ตรงนี้ล่ะค่ะ แม้เขาจะมีอุดมการณ์เรื่องล้างแค้นให้พ่อ แต่เขาก็ไม่ลืมหน้าที่ในการทำงานใต้อาณัติของอาเชรัดให้สมกับที่ได้รับการดูแลมาตลอด เรียกว่ารู้จักแยกแยะค่ะ อย่างไรก็ตาม การ์ตูนสงครามที่ทำให้อดรีนาลีนสูบฉีดดำเนินไปได้เพียงครึ่งเล่ม อ.ยูคิมุระ มาโคโตะก็เล่าย้อนไปถึงทอลฟีนวัยเด็กสมัยยังใช้ชีวิตอยู่กับพ่อและพี่สาวในหมู่บ้านเล็กๆ บนไอซ์แลนด์ห่างไกลผู้คน เห็นว่าเล่ายาวไป 7 เล่ม เหตุการณ์ก็ยังไม่มาบรรจบกับตอนต้นเรื่องเลยค่ะ

Vinland Saga เขียนโดยยูคิมุระ มาโคโตะ นักเขียนการ์ตูนซึ่งเคยได้รับรางวัลเซย์อุนซึ่งเป็นรางวัลสำหรับผลงานแนวไซไฟสาขาการ์ตูนยอดเยี่ยมจากเรื่อง Planetes เมื่อปี 2002 มีตีพิมพ์ในไทยแล้วค่ะว่าด้วยเรื่องนักเก็บขยะอวกาศ 4 เล่มจบ ส่วน Vinland Saga เองแค่ 5 เล่มแรกก็มียอดจำหน่ายสูงถึง 1.2 ล้านเล่มและตอนนี้ยังเข้าชิงไทโชอวอร์ดประจำปี 2008 ด้วย เรียกว่ารับทั้งเงินและกล่อง

ต้องยอมรับว่าการ์ตูนเรื่องนี้วาดภาพอยู่ในเกณฑ์ "สวยมาก" ชุดและข้าวของในเรื่องรวมถึงโครงเรื่องมีความเกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์ของยุโรปเหนือ ดังนั้นอ่านแล้วนอกจากอินไปกับความสมจริง ยังอินกับเนื้อเรื่องสไตล์ อ.ยูคิมุระซึ่งวาดมาเนิบๆ แต่บทจะกินใจก็ทำเอาเราต่อมน้ำตาแตกเลยทีเดียว แต่แม้จะทั้งสนุกน่าติดตามแค่ไหน การ์ตูนเรื่องนี้ก็เหมาะกับผู้ใหญ่สักหน่อยนะคะ อ่านแล้วจะฮึกเหิมอยากทำงานเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของเราเลยค่ะ!

ส่วนเด็กๆ วัยก่อนมหาวิทยาลัยเรื่องนี้ควรปล่อยผ่านนะคะ ฉากสงครามและความโหดร้ายของมนุษย์อาจทำให้จิตใจห่อเหี่ยวได้ คนอ่านที่มีวุฒิภาวะจึงจะแยกแยะได้ค่ะว่ายุคไวกิ้งกับปัจจุบันมีค่านิยมต่างกันและพระเอกไม่ได้ทำถูกต้องเสมอไป แต่แม้จะจำกัดอายุผู้อ่านขนาดนี้ ยอดขายในญี่ปุ่นเป็นเครื่องยืนยันว่าคนที่มีวุฒิภาวะในประเทศเขาหลายคนก็ยังคงอ่านการ์ตูนอยู่

ถ้าสร้างนิสัยรักการอ่านได้ อ่านอะไรก็ดีทั้งนั้นล่ะค่ะ

วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11390 มติชนรายวัน

09 พฤษภาคม 2552

Umimachi Diary ความทรงจำบนแผ่นกระดาษ (2)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

สัปดาห์ที่แล้วเล่าเนื้อเรื่องตอนแรกของ Umimachi Diary "วันที่เสียงจักจั่นซา" การ์ตูนของ "โยชิดะ อาคิมิ" ซึ่งได้รับรางวัลหนังสือการ์ตูนยอดเยี่ยมจาก Japan Media Arts Festival ครั้งที่ 11 ประจำปี 2007 ค่ะ วันนี้มาลองทำความรู้จักกับนักเขียนคนนี้สักนิดนะคะ การเรียนทางลัดที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งก็คือเรียนจากคนที่ประสบความสำเร็จแล้วนี่ล่ะค่ะ

"โยชิดะ อาคิมิ" เกิดในเดือนสิงหาคมปี 1956 หมายถึงเธออายุ 52 ปีแล้วค่ะ! ขณะที่เธอเป็นนักศึกษาในวิทยาลัยศิลปะและการออกแบบ เธอลองส่งผลงานการ์ตูนมือสมัครเล่นไปประกวดและได้รับรางวัลที่สาม ส่งผลให้เธอหันหน้าเข้าสู่วงการการ์ตูนและได้เปิดตัวครั้งแรกเมื่ออายุ 21 ปี อ.โยชิดะสร้างผลงานการ์ตูนชั้นดีในช่วงปลายยุค 70 ไว้มากมาย หลายสำนักกล่าวว่าเธอคือนักเขียนการ์ตูนผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในบรรดานักเขียนการ์ตูนที่เปิดตัวในช่วงเวลาเดียวกันเนื่องจากผลงานได้รับการตีพิมพ์ในฝั่งตะวันตกและได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม

ผลงานสร้างชื่อของ อ.โยชิดะคือ "Banana Fish" กับ "Yasha" ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการการ์ตูนผู้หญิงฝั่งอเมริกาเหนือ โดยส่วนตัวเคยไปลูบไล้ฉบับภาษาอังกฤษตัวเป็นๆ ในร้านหนังสือการ์ตูนมือสองที่ลอนดอนค่ะ ร้านนั้นขายการ์ตูนและหนังสือภาษาญี่ปุ่นมือสอง (แน่นอนว่าอ่านไม่ออก) แต่มีเรื่องเดียวที่วางครบชุดทั้งที่เป็นการ์ตูนภาษาอังกฤษ เรื่องนั้นคือ "Banana Fish" นั่นเอง เสียดายที่แพงจับจิตไปหน่อยเลยยังไม่ได้ถอยมาอ่าน แต่คิดว่าก่อนกลับจากลอนดอนยังไงต้องหาทางซื้อมาอ่านให้ได้เลยค่ะ

อ.โยชิดะยังเคยได้รับรางวัลการ์ตูนจากโชกักกุคังครั้งที่ 29 และ 47 โดยครั้งหลังได้รับจากเรื่อง Yasha ซึ่งสำนักพิมพ์ในไทยได้ตีพิมพ์ภาคต่อเนื่องของเรื่องนี้ออกมาชื่อ "ธิดามังกร" หรือ Yasha Next Generation สารภาพว่าอ่านแล้วเมานิดหน่อย อาจเป็นเพราะไม่มีพื้นฐานจากเรื่องดั้งเดิมมาก่อนก็ได้

เธอให้สัมภาษณ์หลังได้รับรางวัลจากเรื่อง "วันที่เสียงจักจั่นซา" ว่าสิ่งที่ทำให้สร้างผลงานยอดเยี่ยมชิ้นนี้ขึ้นมาได้คือ "ประสบการณ์อันยาวนาน" ของเธอนั่นเอง และสิ่งที่คิดว่าโดดเด่นที่สุดในผลงานชิ้นนี้คือความ "จริงใจ" หมายถึงตัวการ์ตูนทุกตัวดำเนินเรื่องอย่างเป็นธรรมชาติที่ควรจะเป็น ไม่ได้ถูกบิดเบือนด้วยความนิยมของตลาดหรือความสะใจส่วนตัวแต่อย่างใด เมื่อถูกถามว่าผลงานแบบไหนทรงอิทธิพลกับเธอที่สุด อ.โยชิดะตอบอย่างมั่นใจว่าเธอได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์อเมริกันทั้งในอดีตและปัจจุบัน จึงไม่น่าแปลกใจเลยค่ะที่การนำเสนอใน "วันที่เสียงจักจั่นซา" จะเป็นภาพวาดมุมกล้องสวยๆ ลายเส้นละเอียดแต่เรียบง่ายเหมือนดูภาพยนตร์ที่วาดฉากหลังอย่างมีความหมายและเหลือเฟือ ไม่อู้งานวาดแต่หน้าตัวละครกับช่องคำพูดแบบการ์ตูนยุคหลังซึ่งเป็นอิทธิพลที่ได้รับจากนวนิยายมากกว่าจากภาพยนตร์ค่ะ

อ.โยชิดะตอบคำถามสุดท้ายที่เด็กรุ่นหลังหลายคนอยากรู้ว่าเธอค้นหาความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้มากจากไหน

"ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นเพราะมันเป็นงานของฉัน มันเป็นชีวิตประจำวันของฉันไปแล้ว"

เป็นคำตอบที่เรียบง่ายแต่ชัดเจนค่ะ ความสำเร็จของนักเขียนมืออาชีพที่ยังคงสร้างผลงานชั้นดีจนอายุ 52 ปีคนนี้คือเธอมองว่าการคิดสิ่งใหม่ๆ เป็นงานที่ไม่ใช่รอให้เกิดนิมิตแล้วจึงทำ เธอต้องคิดสิ่งใหม่ๆ ให้ได้ทุกวันเป็นกิจวัตรเหมือนการซ้อมของนักกีฬา ยิ่งฝึกก็ยิ่งเก่ง และยิ่งทำต่อเนื่องก็ยิ่งชำนาญ

ดังนั้น อ.โยชิดะกำลังบอกเด็กรุ่นใหม่ว่าไม่มีทางลัดสบายๆ ไปสู่การเป็นนักคิดชั้นดี อยากเก่งก็ต้องฝึกฝนทุกวันเท่านั้นค่ะ

วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11383 มติชนรายวัน

02 พฤษภาคม 2552

Umimachi Diary ความทรงจำบนแผ่นกระดาษ (1)

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

เคยอ่านหนังสือคำคมเล่มไหนสักเล่มกล่าวถึงบริษัทขายฟิล์มถ่ายภาพยี่ห้อหนึ่งว่าเขาไม่ได้ขาย "ฟิล์ม" แต่เขาขาย "ความทรงจำ" ค่ะ ดังนั้นคนเราไม่ได้ถ่ายภาพเพราะแค่อยากได้ภาพถ่ายเท่านั้น แต่ทุกครั้งที่ย้อนกลับมาดูแผ่นกระดาษเก่าๆ ที่เคยมีเราและคนรอบข้างทำอะไรประหลาดๆ สักอย่างในภาพถ่าย ความทรงจำทั้งสุขและเศร้าก็จะหลั่งไหลออกมาได้ราวกับเปิดอ่านไดอารี่ นั่นคงเป็นสิ่งที่ Umimachi Diary "วันที่เสียงจักจั่นซา" ต้องการนำเสนอให้ผู้อ่านรับรู้ผ่านหน้าหนังสือการ์ตูนที่ได้รับรางวัล Excelent Prize ประจำปี 2007 ของ Japan Media Arts Festival ครั้งที่ 11 เรื่องนี้

"วันที่เสียงจักจั่นซา" คือเรื่องเล่าของครอบครัวโคดะซึ่งประกอบด้วยสามสาวพี่น้องวัยทำงาน อยู่มาวันหนึ่งทั้งสามคนทราบข่าวการเสียชีวิตของคุณพ่อที่แยกไปมีครอบครัวใหม่และไม่ได้เจอกันมา 15 ปี สามสาวจึงวางแผนจะไปงานศพด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาดในฐานะลูก นั่นเพราะพวกเธอไม่ได้รู้สึกเศร้าเสียใจ จะว่าไปก็ไม่รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ เพราะสำหรับพวกเธอแล้ว พ่อก็เหมือนคนแปลกหน้าที่แทบไม่มีความทรงจำร่วมกันมาก่อน

"โยชิโนะ" กับ "ชิกะ" น้องสาวตัดสินใจเดินทางล่วงหน้าไปร่วมเคารพศพ เพราะ "ซาจิ" พี่สาวคนโตเป็นพยาบาลและติดอยู่เวรกลางคืนจึงอาจไปร่วมงานไม่ได้ สองสาวได้พบกับ "ซึสึ" เด็กสาวมัธยมต้นที่มีใบหน้านิ่งเรียบเหมือนผู้ใหญ่กว่าวัย ซึสึเป็นลูกติดของภรรยาคนที่สองของพ่อ แต่ภายหลังเมื่อคุณแม่ของซึสึเสียชีวิต พ่อจึงแต่งงานใหม่กับหม้ายลูกสามอีกครั้ง ผลคือซึสึต้องเลี้ยงน้องที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดแม้แต่น้อยและอยู่กับพ่อที่ไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของเธอเช่นกัน ความห่างเหินทางสายเลือดทำให้เธอพยายามเก็บความรู้สึกและทำตัวเป็นประโยชน์กับคนรอบข้างให้มากที่สุด สามพี่น้องคงเป็นคนแรกๆ ที่มีโอกาสได้เห็นซึสึร้องไห้ในงานศพของพ่อเพราะเธอเข้มแข็งเสียจนทุกคนลืมไปว่าเธอก็เป็นแค่เด็กสาวที่เพิ่งสูญเสียพ่อไปเท่านั้น

สามพี่น้องสารภาพว่าพวกเธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับการจากไปของพ่อเลย เพราะตอนที่พ่อจากไป พวกเธอยังเด็กมาก ดังนั้น งานศพครั้งนี้จึงเหมือนงานศพของคนไม่รู้จักเสียมากกว่า จนกระทั่งเมื่อซึสึมอบซองกระดาษหนาซองหนึ่งให้ ทั้งสามคนก็รู้สึกเหมือนบางอย่างกำลังหลั่งไหลออกมาจากความทรงจำ

ซองนั้นบรรจุภาพถ่ายวัยเด็กของทั้งสามคนไว้นั่นเองค่ะ ในภาพอัดแน่นด้วยความทรงจำร่วมกันระหว่างพวกเธอกับพ่อ กระทั่งรายละเอียดเล็กน้อยที่ตอนเด็กไม่เข้าใจก็สามารถเข้าใจได้ในตอนนี้ว่าแท้จริงสิ่งที่พ่อทำล้วนก่อขึ้นจากความเป็นห่วงและรักใคร่ ความทรงจำจากภาพสีจางบนกระดาษเก่าๆ ทำให้ชายแปลกหน้าในโลงศพกลับกลายเป็นพ่อของพวกเธอขึ้นมาอีกครั้ง และทำให้พวกเธอลบความโกรธเมื่อวัยเด็กที่ถูกพ่อทอดทิ้งออกไปได้จนหมดสิ้น

นอนอ่านถึงตรงนี้แล้วน้ำตาหยดแหมะเลยค่ะ

ดูจากเนื้อเรื่องแล้ว "วันที่เสียงจักจั่นซา" ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการ์ตูนแนวฮิวแมนดราม่าที่ดำเนินเรื่องในเมืองเก่าอย่างคามาคุระซึ่งเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณความเป็นญี่ปุ่น สิ่งที่ทำให้ "โยชิดะ อาคิมิ" ผู้วาดได้รับรางวัลการ์ตูนยอดเยี่ยมไม่ใช่แค่เนื้อหานะคะ แต่เป็นการนำเสนอเรื่องที่เป็นพื้นฐานที่สุดของครอบครัว ซึ่งก็คือ "ความผูกพัน" ให้เริ่มด้วยปมยุ่งเหยิงจากอดีตและจบด้วยการคลายอย่างช้าๆ นุ่มนวล ไม่มีความโกรธแค้นบ้าคลั่งในเรื่องนี้ค่ะ ทุกช่องทุกจังหวะเต็มไปด้วยการแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ รื่นไหล แต่เมื่อถึงจุดวิกฤตของครอบครัวกลับถ่ายทอดออกมากระแทกอารมณ์จนน้ำตาร่วงอย่างที่เห็นนี่ล่ะค่ะ

นี่ไม่ใช่รางวัลแรกของ "โยชิดะ อาคิมิ" นะคะ ตอนหน้ามาแกะรอยความสำเร็จของเธอในฐานะนักเขียนการ์ตูนผู้หญิงที่กล่าวกันว่าเป็นนักเขียนที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งในปลายยุค 70 ยุคทองของการ์ตูนญี่ปุ่นกันค่ะ

วันที่ 03 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11376 มติชนรายวัน

25 เมษายน 2552

Cat Street และปัญหาฮิคิโคโมริ [2]

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

สัปดาห์ที่แล้วเล่าให้ฟังเรื่อง "ฮิคิโคโมริ" ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบได้ประมาณ 1% ของประชากรในญี่ปุ่นค่ะ มีลักษณะสำคัญคือทนแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมรอบข้างไม่ไหวจึงตัดสินใจที่จะหนีจากสังคม ไม่พบเจอใคร ไม่ไปโรงเรียน หลายคนอยู่แต่ในบ้านหรือในห้องของตัวเองเป็นสิบปี แน่นอนว่าในจำนวนฮิคิโคโมริเหล่านี้หลายคนอาการแย่ลงและพบว่าเป็นโรคจิตในภายหลัง แต่หลายคนไม่ได้เป็นโรคจิตค่ะ เพียงแต่ต้องการหนีปัญหาวุ่นวายจากสังคมภายนอก ความที่หนีไปเรื่อยๆ นานเข้าก็ไม่สามารถกลับสู่สังคมได้เหมือนเดิมเช่นเดียวกับ "เคโตะ" เด็กสาววัย 16 ปีนางเอกของเรื่องนี้ เธอไม่ไปโรงเรียนเลยตั้งแต่ 9 ขวบ และไม่คบหาสมาคมกับใคร มีความรู้แค่จบประถมและสุดท้ายความที่แทบไม่ได้พูดกับคนอื่นเลย เธอจึงไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกผ่านทางคำพูดออกมาได้ดีเท่าไหร่นัก

การแก้ปัญหาฮิคิโคโมริในความคิดของหลายท่านอาจทำได้โดยบังคับให้ไปโรงเรียนหรือปล่อยให้อยู่บ้านต่อไปเพียงแต่จ้างครูมาสอนที่บ้านแทน แต่ Cat Street มีทางออกที่ดีกว่านั้นอีกค่ะ ในเมื่อเด็กที่เป็นฮิคิโคโมริไม่ยอมไปโรงเรียนและไม่ยอมเจอเพื่อน เป็นไปได้ไหมที่จะมีโรงเรียนที่ไม่บังคับว่าต้องไปนั่งเรียนทุกวัน ไม่อยากเจอเพื่อนก็ไปนั่งเรียนด้วยตัวเองที่ไหนก็ได้ในโรงเรียน อย่างน้อยวิธีนี้ก็ทำให้เหล่าฮิคิโคโมริเลิกวิ่งหนีความจริงและหลบซ่อนตัว แต่สามารถลุกขึ้นเริ่มต้นเผชิญหน้ากับคนรอบข้างโดยเริ่มจากสถานที่ที่เต็มไปด้วยคนแบบเดียวกันก่อนค่ะ

สถานที่นั้นคือโรงเรียน "เอล ลิสตัน" เป็นฟรีสคูลหรือโรงเรียนเปิดซึ่งรวบรวมนักเรียนที่ไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนปกติด้วยสาเหตุบางอย่างไว้ด้วยกัน นักเรียนสามารถเข้าไปนั่งเล่นนอนเล่นหรือเกิดฮึดอยากเรียนรู้ก็สามารถเข้าไปนั่งศึกษาด้วยตนเองในห้องสมุดได้ คนที่แนะนำโรงเรียนนี้ให้เคโตะพูดได้น่าฟังค่ะ เขาถามเคโตะว่า "รอบๆ ตัวเธอตอนนี้มีที่ให้ยืนหรือเปล่าล่ะ" คำถามนี้แทงใจดำเคโตะอย่างจังจนเธอมองเห็นความไร้ค่าของตัวเอง จะว่าไปเธอก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยการวิ่งหนีความจริงไปเรื่อยๆ พร้อมกับโทษคนรอบข้างที่ทำให้เธอต้องเป็นแบบนี้ เธอไม่มีที่ให้หยุดยืนและเลือกก้าวไปทางใดทางหนึ่งจริงๆ เสียด้วย ได้แต่วิ่งวนอยู่ในเขาวงกตแห่งเดิมจนรู้ตัวอีกครั้งก็ผ่านมา 7 ปีแล้ว

ในที่สุดเคโตะตัดสินใจทำความรู้จักกับคนในเอล ลิสตัน และพบว่าฮิคิโคโมริอย่างเธอกลายเป็นคนธรรมดาไปเลยเมื่อเทียบกับคนอื่น เคโตะรู้จักกับเด็กหนุ่มนักฟุตบอลอัจฉริยะที่สุดท้ายก็ต้องออกจากโรงเรียนเพราะเก่งเกินหน้าเพื่อนจนไม่มีใครคบ เจอเด็กหนุ่มไอคิว 200 ที่เอาแต่นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน หรือสาวน้อยที่แต่งตัวด้วยชุดโกธิคโลลิต้า (ลูกไม้ฟูฟ่องและดัดผมเป็นหลอด) ตลอดเวลาจนดูประหลาดกว่าคนอื่น เมื่ออยู่ท่ามกลางคนเหล่านี้ เคโตะจึงหยุดวิ่งหนีและหันกลับมามองตัวเองอีกครั้งว่าชีวิตเธอต้องการอะไรกันแน่ เอล ลิสตันจึงเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่และการหลุดจากความเป็นฮิคิโคโมริของเธอค่ะ

Cat Street เป็นการ์ตูนที่น่าทึ่งอีกเรื่องหนึ่งของคามิโอะ โยโกะผู้วาด "สาวแกร่งแรงเกินร้อย" ที่ถูกนำไปสร้างเป็นละครจนโด่งดังทั่วเอเชียมาแล้วนะคะ เรื่องนี้ก็มีสร้างเป็นละครในญี่ปุ่น 6 ตอนจบ (ทำไมสั้นจัง) บางทีปัญหาฮิคิโคโมริพบมากในสังคมแบบญี่ปุ่นเนื่องจากเด็กเก่งๆ กลับถูกจำกัดด้วยค่านิยมที่ต้อง "เหมือนเพื่อน" และสังคมตะวันออกที่ต้อง "อ่อนน้อมถ่อมตน"

Cat Street ไม่ได้บอกเราว่าทางออกของปัญหาคือไปเปลี่ยนค่านิยมของคนส่วนใหญ่ แต่กำลังบอกว่าถ้าเราเก่งจริง เราก็ต้องยืดอกอย่างมั่นใจและกล้าที่จะแตกต่างเพื่อเป็นคนสร้างค่านิยมใหม่ให้คนเดินตามเราแทนที่เราจะเดินตามคนอื่นต่างหาก

วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11369 มติชนรายวัน

19 เมษายน 2552

Cat Street และปัญหาฮิคิโคโมริ [1]

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

เคยได้ยินปัญหาสุขภาพจิตของวัยรุ่นที่เรียกว่า "ฮิคิโคโมริ" (Hikikomori) ไหมคะ ชื่อญี่ปุ่นจ๋าขนาดนี้เดาดูก็คงพอทราบค่ะว่าเป็นปัญหาที่พบมากในประเทศญี่ปุ่นและเป็นปัญหาที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ เนื่องจากผู้ที่เป็นฮิคิโคโมริเองมีลักษณะสำคัญคือหลีกหนีจากการเข้าสังคมอย่างรุนแรงเลยค่ะ โดยอาจจะอยู่แต่ในบ้านไม่พบเจอผู้คน ออกมาซื้ออาหารในร้านสะดวกซื้อตอนกลางดึกเพื่อไม่ต้องเจอใครมาก ไม่พูดคุยกับใคร ไม่ไปโรงเรียน หลายคนใช้ชีวิตอยู่แบบนี้เป็นสิบปีก็มี หนึ่งในสาวน้อยที่เป็นฮิคิโคโมริคือ "อาโยยามะ เคโตะ" เด็กสาววัย 16 ที่ไม่ไปโรงเรียนเลยตลอด 7 ปีที่ผ่านมา

เคโตะเคยเป็นดาราเด็กที่โด่งดังจากคณะละครเพลงแห่งหนึ่ง แม้เธออายุเพียง 9 ขวบ แต่ก็สามารถแสดงและเต้นได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยความสามารถที่โดดเด่นและหน้าตาน่ารัก เคโตะจึงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและบดบังรัศมีของ "มาโกะ" ดาราเด็กอีกคนซึ่งต้องแสดงละครเพลงสลับวันกับเธอ เนื้อเรื่องก็เป็นไปตามพล็อตน้ำเน่าคลาสสิคทั่วไป เคโตะถูกเพื่อนในชั้นเรียนรังเกียจเพราะเธอได้รับสิทธิพิเศษไม่ต้องเรียนเต็มวันเนื่องจากมีงานแสดง ความที่เคโตะเป็นคนพูดน้อยจึงไม่ได้แก้ตัวอะไรออกไป ได้แต่เก็บความเสียใจไว้และหันไปสนิทกับมาโกะแทนโดยเคโตะสอนการแสดงให้มาโกะจนสุดท้ายเมื่อฝีมือการแสดงทัดเทียมกัน มาโกะจึงหางโผล่และบอกว่าที่จริงรังเกียจเคโตะเต็มทน

"คนที่ไม่มีเพื่อนซักคนอย่างเธอน่าขยะแขยงจะตาย"

คำพูดนี้ทำให้เคโตะเสียใจและยืนอยู่กลางเวทีโดยไม่ขยับไปไหนเลยจนกระทั่งต้องยกเลิกการแสดงในวันนั้น และนั่นคือจุดจบของชีวิตการเป็นดาราเด็ก การไปโรงเรียน และการเข้าสังคมของเคโตะในวัย 9 ขวบ

เราอาจนึกภาพ "ฮิคิโคโมริ" ว่าต้องอุดอู้อยู่แต่ในห้อง กลัวการพบปะผู้คน แต่เคโตะไม่ใช่แบบนั้นค่ะ เธอไม่เกลียดตัวเอง ไม่เกลียดคนอื่น และไม่ได้เกลียดโลกใบนี้เพราะเธอยังคงแต่งตัวสวยออกไปเดินเล่นนอกบ้านได้เป็นประจำ สิ่งที่เธอกลัวคือ "ความคาดหวัง" ทั้งของตัวเองและจากคนรอบข้าง เธอกลัวที่จะมีคนจำได้ว่าเธอคือดาราเด็กผู้ล้มเหลวเมื่อ 7 ปีก่อน ดังนั้น จึงเลือกที่จะเดินหนีทุกคนและไม่คาดหวังว่าตัวเองจะได้รับความเห็นอกเห็นใจจากใครแม้แต่จากคนในครอบครัว

คุณแม่ของเคโตะก็อ่อนแอเกินกว่าจะลุกขึ้นมาบีบบังคับลูกสาวให้ไปโรงเรียนจึงทำได้มากที่สุดแค่ทำหน้าที่แม่อย่างเต็มที่ ทำอาหารให้ ไม่ดุด่าว่ากล่าวและพยายามเข้าใจความเป็นฮิคิโคโมริของเคโตะโดยที่ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ตัวเองทำก็คือการวิ่งหนีปัญหาเช่นเดียวกัน น้องสาวของเคโตะเองแสดงท่าทีรังเกียจพี่สาวอย่างชัดเจนและพยายามพูดเสียดสีต่อว่าทุกครั้งที่เจอหน้า ดูเหมือนเธอจะเป็นคนตรงไปตรงมาและไม่หนีปัญหาแต่สุดท้ายเคโตะก็ทราบความจริงว่าน้องสาวก็กำลังประสบปัญหาถูกเพื่อนรีดไถเงินอยู่ ทางออกของน้องสาวจึงมีแต่ขอเงินแม่ไปให้เพื่อนเพื่อรักษาสถานะความเป็นเพื่อนไว้ซึ่งก็เป็นการหนีปัญหาเช่นกัน

ฮิคิโคโมริอย่างเคโตะซึ่งตัดสินใจหันหลังให้กับแรงกดดันภายนอกและสายตาของคนในสังคมดำเนินมาถึงจุดพลิกผันค่ะ ลองเดาได้ไหมคะว่าเราจะช่วยเหลือคนเป็นฮิคิโคโมริอย่างไรดี ผลักดันกึ่งๆ บีบบังคับให้ไปโรงเรียนเพื่อไม่ให้หนีปัญหาต่อไปจนกลายเป็นปัญหาที่เกินเยียวยาหรือเปล่า หรือว่าจะยอมตามใจให้อยู่บ้านเพียงแต่จ้างครูมาสอนที่บ้านเสียแทนเพื่อให้ฮิคิโคโมริไม่ต้องเผชิญกับแรงกดดันภายนอกแต่ในทางกลับกันก็ยังได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสมด้วย

Cat Street มีทางออกที่ดีกว่านั้นค่ะ คำตอบของการรักษาฮิคิโคโมริในเรื่องนี้คืออะไร งวดหน้ามาเล่าต่อนะคะ

วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11362 มติชนรายวัน

11 เมษายน 2552

"Jelly Beans" เอกลักษณ์คือความกล้าที่จะแตกต่าง

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

สำหรับท่านใดที่เคยผ่านวัยรุ่นมาแล้ว จำช่วงชีวิตหนึ่งที่เรารู้สึกไม่สบายใจหากทำอะไร "ไม่เหมือนเพื่อน" ได้ไหมคะ ในช่วงนั้นถ้าใครฮิตอะไรกันเราต้องทำตามถึงจะน่าภูมิใจ หนังสือแฟชั่นคือไบเบิลของเหล่าวัยรุ่นผู้อินเทรนด์ แต่จะไปว่าเขาไร้สาระไม่ได้นะคะเพราะสิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเติบโตขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ก็ได้ สูตรสำเร็จในการเป็นผู้นำทางความคิดของคนอื่นคือ เมื่อเดินตามแรงบันดาลใจเหล่านี้จนอิ่มตัว อยากเห็นผลงานที่ไม่ได้เกิดจากสมองคนอื่นแต่เกิดจากสมองเราเองบ้าง ตรงนั้นล่ะค่ะคือจุดเริ่มต้นของ "เอกลักษณ์" และเป็นตัววัดคุณค่าของเราได้อย่างดีเยี่ยม

Jelly Beans คือการ์ตูนที่อ่านแล้วเกิดความรู้สึกเหมือนมีไฟลุกท่วมตัวและอยากจะลุกขึ้นมาสร้างผลงานที่มี "เอกลักษณ์" ของตัวเองขึ้นมาเหลือเกินค่ะ!

"มาเมะโกะ" สาวน้อยวัย 14 ปี เรียนอยู่ในโรงเรียนต่างจังหวัดไกลปืนเที่ยงที่ไม่มีโอกาสได้เดินกระทบไหล่เหล่าผู้คนที่แต่งตัวกันเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดเหมือนคนเมืองค่ะ เธอชอบเสื้อผ้าสวยๆ และใฝ่ฝันอยากเป็นนางแบบ แต่ความจำกัดเรื่องเงินทองและอุปกรณ์ทำให้เธอไม่สามารถซื้อเสื้อสวยๆ แพงๆ มาใส่ได้ ดังนั้น มาเมะโกะจึงพยายามเรียนรู้การตัดชุดด้วยตัวเองเพื่อให้เสื้อผ้าแสนธรรมดาที่มีอยู่กลายเป็นเสื้อผ้าทันสมัยแห่งบ้านทุ่งขึ้นมา ความผิดหวังครั้งแรกของมาเมะโกะคือ เมื่อเพื่อนสนิทของเธอกลายเป็นนางแบบและทิ้งห่างเธอไปไกล สิ่งเดียวที่มาเมะโกะทำได้เมื่อหันกลับมามองตัวเองและรู้ตัวว่าการเป็นนางแบบคือความฝันที่ไกลเกินไป คือเธอหันไปตัดชุดให้เหล่านางแบบเสียแทนก็ได้นี่นา

ก้าวแรกที่มาเมะโกะเดินเพื่อทำให้ความฝันเป็นจริงคือ สอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายซึ่งเป็นแหล่งรวมของเหล่าหนุ่มสาวที่รักแฟชั่น เธอไม่เลือกฝันว่าเรียนจบแล้วจะได้ทำงานหาเงินเพื่อไปซื้อเสื้อผ้าสวยๆ แต่เธอเลือกที่จะเรียนรู้และเปลี่ยนตัวเองเป็นคนสร้างเสื้อผ้าสวยๆ ให้คนอื่นได้ใส่กันเสียแทน

ตรงนี้อ่านแล้วน่าสนใจค่ะ Jelly Beans ไม่ได้นำเสนอค่านิยมการ "บ้าของแบรนด์เนม" เลยแม้แต่นิดเดียวเพราะทราบดีว่าแม้ของแบรนด์เนมเหล่านั้นจะมีคุณค่าแต่ก็เทียบไม่ได้กับผลงานที่คิดและตัดออกมาด้วยตนเอง การซื้อของแบรนด์เนมที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันส่วนหนึ่งก็คือ การซื้อประสบการณ์และฝีมือของดีไซเนอร์ เช่นเดียวกับการสวมเสื้อที่ตัดเองกับมือย่อมหมายถึงเราให้เกียรติประสบการณ์และฝีมือของตัวเอง การสร้างค่านิยมให้เด็กเหล่านี้ชื่นชมในพลังแห่ง "เอกลักษณ์" คือจุดสำคัญของเรื่องนี้นะคะ ดังนั้น ของก๊อบปี้แบรนด์ทั้งหลายนอกจากจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์แล้ว ยังเป็นการย่ำยีคุณค่าของเหล่าดีไซเนอร์ที่สร้างผลงานอย่างยากลำบากด้วยค่ะ

สังคมที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับแฟชั่นที่ลอกคนอื่นมาจะไม่สามารถสร้างผลงานที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ได้เลยนะคะ

และตามธรรมเนียมของการ์ตูนแนวแฟชั่น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าลายเส้นสวยๆ เป็นออปชั่นบังคับสำหรับการ์ตูนแฟชั่นค่ะ อาจารย์โมโยโกะ อันโนะ ผู้เขียนเรื่องนี้วาดด้วยลายเส้น (ในขณะนั้น) อยู่ในเกณฑ์ "ไม่สวย" เลยค่ะ ขออภัยแฟนๆ ของอาจารย์อันโนะที่ต้องพูดตรงๆ นะคะ แต่ทั้งที่ไม่สวย เชื่อไหมคะว่าตอนอ่านต้องคอยสังเกตแฟชั่นในเรื่องว่าเหล่าหนุ่มสาวในการ์ตูนแต่งตัวกันอย่างไรบ้าง กระทั่งหน้าตาที่วาดเบี้ยวๆ ขอไปทีกลับซ่อนเทคนิคการแต่งหน้าที่เข้ากับแฟชั่นไว้ภายใต้ลายเส้นยุ่งๆ ค่ะ! มันเก๋มาก! แม้ศัพท์จะโบราณไปหน่อยแต่อยากสื่อให้เข้าใจค่ะว่าการ์ตูนเรื่องนี้ไม่ควรมาวิจารณ์เรื่องลายเส้นเพราะ "เอกลักษณ์" อยู่ที่เนื้อเรื่องซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เหล่าวัยรุ่นผู้รักแฟชั่นได้อย่างล้นหลาม อาจารย์อันโนะได้แสดงให้เห็นด้วยตัวเธอเองแล้วว่าการ์ตูนแฟชั่นไม่จำเป็นต้องเดินตามธรรมเนียมวาดสวยลายเส้นเทพเหมือนที่ใครๆ ว่าไว้ เธอกล้าที่จะแตกต่างและงานของเธอก็กลายเป็นงานที่มีเอกลักษณ์และน่าจดจำค่ะ

Jelly Beans คือการ์ตูนที่ดีกว่าที่คาดไว้มากนะคะ อาจจะไม่ได้ดีถึงขนาดที่ต้องกล่าวขานไปชั่วลูกชั่วหลาน แต่ก็โดดเด่นพอที่จะทำให้ลืมไม่ลงจากความแหวกแนวนี่ล่ะค่ะ

วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11355 มติชนรายวัน