27 ธันวาคม 2551

Astro Fighter Sunred สู้ต่อไปนะเหล่าร้าย!

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

เชื่อว่าหลายท่านคงเคยผ่านตาภาพยนตร์ญี่ปุ่นแนว "ตำรวจอวกาศ" มาบ้างแล้วค่ะ ลองนึกถึงฮีโร่ที่เอานิ้วกดเข็มขัดแล้วสามารถแปลงร่างเป็นตำรวจอวกาศสวมหมวกเหล็กได้ในพริบตานะคะ แปลงร่างเสร็จก็สู้กับสัตว์ประหลาดแล้วก็เอาชนะได้ทุกครั้งแบบไม่มีลุ้น เด็กๆ ที่นั่งชมหน้าจอก็เฮลั่น! ตำรวจอวกาศปกป้องโลกเราไว้ได้อีกครั้งแล้ว!

ย้อนนึกถึงเราตอนเด็กๆ ที่ตั้งตารอดูได้ทุกอาทิตย์ก็ขำค่ะ ทุกวันนี้เวลาเห็นหลานๆ ดูตำรวจอวกาศแล้วลุ้นกันตังโก่งแม้จะทราบอยู่แล้วว่าเรื่องจะเริ่มและจบอย่างไรก็ได้แต่นึกขำ ที่ขำเพราะตอนเด็กเราก็เป็นอย่างนี้ค่ะ เวลาผ่านไปยี่สิบกว่าปี เด็กๆ ที่คลั่งไคล้ตำรวจอวกาศก็โตเป็นผู้ใหญ่ทำงานทำการกันแล้ว หลายคนมีลูกวัยเดียวกับสมัยเราเริ่มอ่านการ์ตูน หากจะย้อนกลับไปมองเหล่าตำรวจอวกาศที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์โลกอย่างเข้มแข็งแล้วละก็ คงออกมาเป็น Tentai Senshi Sunred (Astro Fighter Sunred) การ์ตูนล้อเลียนตำรวจอวกาศและเสียดสีชีวิตของชาวญี่ปุ่นชั้นแรงงานในยุคนี้ค่ะ

Tentai Senshi Sunred สร้างจากหนังสือการ์ตูนชื่อเดียวกันของ "คุโบตะ มาโกโตะ" ล้อเลียนตำรวจอวกาศซึ่งเป็นฮีโร่ในใจของเด็กญี่ปุ่นเสมอมา เนื้อเรื่องเล่าถึง "ซันเร็ด" ตำรวจอวกาศซึ่งไม่น่าจะมีงานทำเป็นหลักแหล่งนอกจากปราบเหล่าร้าย เขาใช้ชีวิตเตะฝุ่นและเล่นปาจิงโกะไปวันๆ และเมื่อได้รับสารท้ารบจากเหล่าร้าย เขาก็จะไปสู้เป็นกิจวัตร ซันเร็ดมีแฟนสาวซึ่งทำงานออฟฟิศทั่วไปค่ะ ยามอยู่กับแฟน ซันเร็ด (ซึ่งสวมหน้ากากตลอดเวลา) กลับกลายเป็นผู้ชายกลัวเมียและดูไม่เอาถ่านไปในทันที ภาพตำรวจอวกาศสุดเท่ที่เราเคยเห็นจึงพังทลายในพริบตาอีกทีมหนึ่งคือ "ขบวนการเหล่าร้าย" ซึ่งนำทีมโดย "นายพลแวมป์" เขาคือหัวหน้าเหล่าร้ายที่ทำตัวเหมือนพ่อบ้านคอยดูแลเหล่าสัตว์ประหลาดในบ้านและแวะเวียนไปเยี่ยมสัตว์ประหลาดอื่นๆ อยู่เสมอ งานหลักของเขาคือจัดคิวให้ลูกน้องไปสู้กับซันเร็ด โดยทุกครั้งต้องพกลูกจ๊อกไปร้องกี๊กี๊ก่อนจะส่งลูกน้องไปลุยกลางสนามเด็กเล่น (สมมุติว่าเป็นบรรยากาศมาคุ) และเช่นเคย เหล่าร้ายของมิสเตอร์แวมป์ก็พ่ายแพ้ซันเร็ดตามระเบียบ

ความที่เป็นการ์ตูนเสียดสี เรื่องนี้จึงสะท้อนสังคมญี่ปุ่นซึ่งเด็กญี่ปุ่นล้วนอยากเป็นฮีโร่เช่นเดียวกับซันเร็ด แต่เมื่อทุกคนโตขึ้นก็รับรู้ความจริงว่าฮีโร่มีได้ไม่กี่คนเท่านั้น (เช่น หัวหน้างาน) และอาจไม่ใช่เขา เด็กญี่ปุ่นส่วนใหญ่เติบโตขึ้นทำงานเป็นชนชั้นแรงงานในบริษัท อาจเป็นบริษัทเล็กๆ ซึ่งไม่มีคุณค่าในสายตาของใครเช่นเดียวกับขบวนการเหล่าร้ายของนายพลแวมป์ซึ่งได้แต่ซ่อนตัวในเงามืดและมีหน้าที่เป็นผู้แพ้ให้ซันเร็ดตลอดเวลา

เหล่าร้ายใน Tentai Senshi Sunred จึงกลับกลายเป็นตัวแทนผู้ชายญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานนัก สวมบทบาท "ผู้แพ้" และไม่สามารถพูดได้ว่าตนเองยิ่งใหญ่แบบซันเร็ด แต่หากมองจากอีกมุมหนึ่ง นายพลแวมป์ก็รายล้อมด้วยลูกน้องสัตว์ประหลาดที่รักเขาเหมือนพ่อ เขาคอยดูแลช่วยเหลือเหล่าสัตว์ประหลาดเสมอไปพร้อมๆ กับรับผิดชอบงานที่ไม่มีใครในโลกนี้อยากทำ นั่นคืองานที่เป็น "ผู้แพ้ตลอดกาล"บางอย่างในการ์ตูนเรื่องนี้จับใจเหลือเกินค่ะ Tentai Senshi Sunred นำเสนอความสุขเล็กๆ ของเหล่า "ผู้แพ้ตลอดกาล" ซึ่งจนตายก็อาจจะไม่สามารถทิ้งอะไรไว้ให้โลกจารึกอย่างซันเร็ดได้ แต่ถึงจะไม่ได้เกิดมาเป็นฮีโร่ เขาเหล่านั้นก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แม้จะโดนดูถูกว่า "มันเป็นพวกขบวนการเหล่าร้ายนะ" ซึ่งให้ความหมายคล้ายกับ "มันก็แค่พนักงานในบริษัทกระจอกนะ" คุณค่าของคนเหล่านี้ไม่ได้ดูกันตรงนั้นค่ะ ความมุ่งมั่น อ้อนน้อมถ่อมตน และยอมรับการเป็นมวยรองในสังคมอย่างเต็มภาคภูมิคือสิ่งที่ "ขบวนการนายพลแวมป์" บอกกับเรา

ในชีวิตจริงใครเป็นได้แค่สัตว์ประหลาดใน "ขบวนการนายพลแวมป์" ก็ไม่ต้องเสียใจนะคะ การยอมรับข้อจำกัดของตัวเองคือหนึ่งในบันไดที่ทำให้เราเติบโตขึ้นค่ะ และจงภูมิใจว่าเราไม่ใช่สัตว์ประหลาดตัวเดียวที่ถูกซันเร็ดอัดจนน่วม ยังมีเพื่อนสัตว์ประหลาดมากมายโดนอัดหนักกว่าเราเยอะ และที่สำคัญเราก็ยังมีนายพลแวมป์ที่คอยเป็นห่วงอยู่เสมอ

สู้ต่อไปเถอะเหล่าร้าย! อย่าท้อแค่เพราะไม่ได้เป็นพระเอกค่ะ!

วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11250 มติชนรายวัน

22 ธันวาคม 2551

Volks ตุ๊กตาที่เหนือกว่าของเล่น [2]

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ต่อจากสัปดาห์ที่แล้วว่าด้วย Ball Joint Doll (BJD) หรือตุ๊กตาเรซิ่นจากบริษัท Volks ของญี่ปุ่น ซึ่งรุ่นที่สูงที่สุดของเขาความสูงเกิน 60 เซนติเมตร หรือสองไม้บรรทัด และราคาสูงที่สุดก็เกือบ 50,000 บาทเลยทีเดียว งวดนี้มาทำความรู้จักรุ่นต่างๆ ของเขานะคะ

รุ่นต่างๆ ที่เราจะกล่าวถึงคือ Tenshi, school head, และ SD รุ่นต่างๆ

เริ่มต้นด้วยชื่อย่อชวนเมาก่อน คำว่า SD ย่อมาจาก Superdollfie ซึ่ง Volks ใช้เรียก BJD ที่แบ่งเพศชัดเจน ในระหว่างที่ Tenshi ซึ่งแปลตรงตัวว่า angel คือ BJD ที่ไม่มีเพศ หากเราต้องการได้ BJD ที่หน้าตางดงามเหมือนนางฟ้าตัวน้อยๆ และไม่คิดมากที่ทั้งตัวจะแบนราบไปหมด เป้าหมายของเราคือ Volks Tenshi ค่ะ รุ่นนี้มีความสูงตั้งแต่ 10 ไปจนถึง 60 กว่าเซนติเมตร แต่ต้องดั้นด้นไปสั่งที่ Tenshi no Sato สำนักงานใหญ่ที่เกียวโตเท่านั้น

School head เป็นชื่อของ "ศีรษะ" รุ่นพิเศษซึ่งจะได้มาจากการเข้าคอร์สเรียนแต่งหน้า BJD กับ Volks เท่านั้นค่ะ เนื่องจากเขาไม่ต้องการให้ศีรษะที่ใช้ในการเรียนไปปะปนกับศีรษะอื่นๆ ในระบบ FCS (Full Choice System) ซึ่งต้องสั่งซื้อทั้งตัว ซื้อแยกแต่ศีรษะไม่ได้ เขาจึงคิดศีรษะที่ใช้ในการเรียนขึ้นมาและเป็นที่รู้จักในนาม School head นั่นเอง

ต่อมาคือรุ่นเล็ก Yo-SD เป็นไลน์การผลิตล่าสุดของ Volks และได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจากความสูงประมาณ 26-27 เซนติเมตร กะทัดรัด พกพาสะดวก หน้าตาน่าเอ็นดู และหาเสื้อผ้าให้ใส่ง่าย ราคาไม่ค่อยน่ารักนะคะ ประมาณ 12,500 บาทขึ้นไปค่ะ

MSD หรือ Mini Superdolfie เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ได้รับความนิยมเช่นกัน MSD เป็นรุ่นที่สองที่ Volks ผลิตออกมาค่ะ ความสูงประมาณ 43 เซนติเมตร และมีรูปร่างหน้าตาเหมือนเด็กประถม (คือส่วนสัดลำตัวยาวกว่าขา) แน่นอนว่าราคาไม่เกี่ยวกับความสูง เพราะแม้จะสูงกว่า Yo-SD แต่ราคาย่อมเยากว่า ประมาณ 11,500 บาทขึ้นไปค่ะ เนื่องจาก MSD ได้รับความนิยมมากและตลาดต้องการให้ทำบอดี้ที่เป็นเด็กโตขึ้นอีกหน่อย ทาง Volks จึงประดิษฐ์รุ่น SD Cute ออกมา ซึ่งความสูงเท่าๆ กับ MSD แต่ส่วนสัดบอดี้ขายาวขึ้นมาหน่อย ส่งผลให้เหมือนตุ๊กตาเด็กมัธยมตัวเล็กนั่นเอง ราคากระโดดขึ้นมาเป็นประมาณ 20,000 บาทขึ้นไปเลยค่ะ

มาถึงรุ่นแรกสุดของ Volks บ้าง SD ค่ะ เป็นรุ่นแรกที่จำหน่ายและทาง Volks ต้องการทำให้รูปร่างหน้าตาออกมาเหมือนเด็กอายุ 10 ขวบ ดังนั้นบางครั้งรุ่นนี้จึงถูกเรียกว่า SD10 ความสูงกำลังน่ารักที่ 55-56 เซนติเมตรนะคะ และราคา 23,500 บาทขึ้นไปค่ะ

SD13 คือรุ่นยอดฮิตติดลมบนของ Volks รูปร่างหน้าตาเหมือนเด็กอายุประมาณ 13 ปี ดังนั้นเราอย่าคาดหวังว่าจะเห็นสาวอึ๋มหรือหนุ่มกล้ามล่ำจากรุ่นนี้ค่ะ ความสูงมาตรฐานคือประมาณ 57-62 เซนติเมตร มีจำหน่ายเป็นรุ่นทั่วไป แต่ที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษมักเป็นรุ่น Limited หรือผลิตจำกัดจำนวนซึ่งราคาประมาณ 33,000 บาทขึ้นไป เริ่มแพงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

ที่กล่าวถึงทั้งหมดด้านบนเป็นแบบที่มีรุ่นปกติซึ่งสามารถสั่งซื้อได้ทุกวันตาม Tenshi no Sato (ร้านสาขาใหญ่) หรือ Tenshi no Sumika (ร้านสาขาย่อย) ของ Volks ค่ะ คราวนี้มาดูรุ่นพิเศษซึ่งผลิตจำกัดจำนวนและมีจำหน่ายเฉพาะในงานพิเศษบางงานเท่านั้น นั่นคือ SD16 และ SD17 ซึ่งผลิตให้ดูเหมือนเด็กอายุ 16 และ 17 ปี

SD16 ปัจจุบันจำหน่ายมาแล้ว 7 รุ่น นอกจากรูปร่างที่แตกต่างจากรุ่นอื่นๆ แล้ว (คือเป็นผู้ใหญ่กว่ามาก) ระบบการโพสท่าและข้อต่อยังล้ำหน้าขึ้นมาก ส่งผลให้โพสท่าได้สวยอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วน SD17 ผลิตออกมาจำกัดจำนวนเช่นกันค่ะ ปัจจุบันเพิ่งออกมาแค่ 4 รุ่น และจำหน่ายแบบ "จับสลาก" เฉพาะในงานของ Volks เท่านั้น งานที่ว่าไม่ใช่ใครจะไปก็ได้นะคะ ต้องมีบัตรสมาชิกของ Volks ไปยื่นด้วยค่ะ การซื้อรุ่นสุดยอดไอเทมหายากทำได้ด้วยการตื่นแต่เช้า (หรือนั่งรถไฟเที่ยวดึกไปยืนรอตั้งแต่วันก่อนเปิดเลย) แล้วก็ต่อคิวรอ เมื่อถึงเวลาเขาก็จะให้จับสลากไปเรื่อยๆ ดังนั้นถ้าคนจับสลากได้ครบแล้ว คนที่ต่อแถวอยู่ที่เหลือก็อดเลยค่ะ

ราคาจำหน่ายก่อนบวกภาษี 5% ของ SD17 คือ 130,000 เยน หรือเกือบ 50,000 บาทค่ะ!! ถ้ารวมกับภาษีและค่าเสียเวลาต่อคิวตั้งแต่ก่อนเปิดจองอาจจะมูลค่าสูงกว่านั้นมาก Reisner ซึ่งเป็น SD17 รุ่นแรกสุดราคาปัจจุบันพุ่งไปสูงถึง 300,000 เยนค่ะ! (ประมาณ 120,000 บาท!)

อย่างไรก็ตาม คุณค่าทางใจก็เหนือกว่าเม็ดเงินนะคะ ของแพงใช่ว่าจะดีกว่าของถูกค่ะ แต่ไม่ทราบเป็นยังไง ของที่ชอบมันต้องแพงทุกที

วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11243 มติชนรายวัน

13 ธันวาคม 2551

Volks ตุ๊กตาที่เหนือกว่าของเล่น [1]

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ก่อนหน้านี้เคยเล่าให้ฟังเรื่อง Ball Joint Doll (BJD) หรือตุ๊กตาเรซิ่นซึ่งมีข้อต่อเป็นบอลล์อยู่ในเบ้าส่งผลให้สามารถขยับโพสท่าได้หลากหลายกว่าตุ๊กตาบาร์บี้ไปแล้วค่ะ และครั้งนี้จะมากล่าวถึงอีกครั้ง เพียงแต่จะกล่าวถึงเจ้ายุทธจักรของวงการ BJD อันดับหนึ่งในญี่ปุ่นและอาจจะเป็นอันดับหนึ่งในโลกด้วยค่ะ ชื่อของเขาคือ Volks

ก่อนจะทำความรู้จัก BJD ของบริษัทนี้ ก็ต้องทำความรู้จักสิ่งที่ทำให้คนทั่วไปเห็นแล้วอ้าปากเหวอเสียก่อนค่ะ ปกติเราจะคุ้นเคยกับตุ๊กตาที่เหมือนคนแบบนี้แค่บาร์บี้ซึ่งสูงไม่ถึงหนึ่งไม้บรรทัดใช่ไหมคะ แต่ BJD มีรุ่นที่สูงถึง 64 เซนติเมตรค่ะ! หมายถึงสองไม้บรรทัดเลยทีเดียว นอกจากความสูงปรี๊ดปร๊าดแล้ว ราคาก็ยังสูงปรี๊ดปร๊าดอย่างไม่น่าเชื่อค่ะ ตัวที่เห็นในภาพคือ Volks SD17 Hikaru Genji ซึ่งได้คอนเซ็ปท์มาจากวรรณกรรมอีโรติคคลาสสิคของญี่ปุ่น "ฮิคารุ เกนจิ" หนุ่มนักรักที่ให้อารมณ์คาสโนว่าสุดละเมียด เปิดขายแบบจำกัดจำนวนด้วยราคาเริ่มต้น 130,000 เยน (ประมาณ 46,000 บาท!!) ไม่น่าเชื่อว่าตุ๊กตาตัวเดียวราคาเกือบครึ่งแสนเข้าไปแล้วค่ะ!

ถอยกลับมาที่ Volks อีกครั้งค่ะ ลองมาดูกันดีกว่าว่าเขาทำอย่างไรจึงขายตุ๊กตาราคาแพงบ้าเลือดแบบนี้ได้เป็นเทน้ำเทท่า ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.angelden.net/ ค่ะ

Volks คือบริษัทผลิตและจำหน่าย BJD ซึ่งครองตลาดเกือบทั้งหมดในญี่ปุ่น ทั้งปั้นและออกแบบเองจนเป็นเอกลักษณ์ไม่มีใครเหมือน แต่สิ่งที่ทำให้ Volks เป็นผู้นำตลาด BJD ในญี่ปุ่นทั้งที่มี BJD จากเกาหลีและจีนเข้ามาตีตลาดด้วยราคาที่ถูกกว่ากันครึ่งหนึ่งและดีไซน์รูปร่างหน้าตาสวยกว่าคือ "ความภักดีของลูกค้า" ซึ่ง Volks หยิบยื่นความเหนือระดับให้เหล่าผู้รัก BJD เช่นเดียวกับเครื่องสำอางของญี่ปุ่นซึ่งให้ภาพลักษณ์เป็นแบรนด์ชั้นสูง เรียกว่าถ้าใครเดินถือ BJD ของ Volks ก็จะได้รับอิมเมจว่าเป็นคน "มีรสนิยมและมีสตางค์" ประมาณนั้นเลยสำนักงานใหญ่ของ Volks ชื่อว่า "Tenshi no Sato" อยู่ที่เกียวโต เป็นอาคาร 4 ชั้นท่ามกลางความงดงามของสวนแบบญี่ปุ่น ประกอบด้วยร้านค้า (ของตาย) พิพิธภัณฑ์ ร้านกาแฟ และซาลอนบริการปรับแต่ง BJD แต่ใช่ว่าเราจะเดินดุ่มๆ เข้าไปได้เลยนะคะ การไป Tenshi no Sato ต้องลงชื่อจองล่วงหน้าแบบวันต่อวันเลยค่ะ แน่นอนว่า BJD บางรุ่นก็มีจำหน่ายเฉพาะที่สาขาใหญ่นี้เท่านั้น คนจึงแวะเวียนไปเยี่ยมไม่ขาด

ร้านสาขาของ Volks มี 19 ร้านทั่วญี่ปุ่น ร้านเหล่านี้เรียกว่า "Tenshi no Sumika" จำหน่ายเสื้อผ้าและอุปกรณ์สำหรับ BJD มากมาย เราสามารถแวะเข้าไปเลือกซื้อทุกอย่างได้ตามต้องการ ส่วนตุ๊กตารุ่นสั่งประกอบหรือ FCS (Full Choice System) จำหน่ายให้เฉพาะคนที่มีที่พำนักในญี่ปุ่นเท่านั้นเนื่องจากใช้เวลาประกอบ 1-2 เดือน ดังนั้นใครแวะไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วคิดว่าจะพก BJD ของ Volks กลับมาด้วยอาจจะทำไม่ได้นะคะ พรีเมียมของพรีเมียมจริงๆ นอกจากนั้นยังมีร้านใน LA สหรัฐอเมริกาด้วย ดังนั้นทางฝั่งอเมริกาเหนือจึงสั่งได้ไม่มีปัญหา

แล้วหากเราต้องการสั่ง BJD ของ Volk สักตัวเราต้องทำอย่างไรบ้าง คำตอบคือเราต้องมีเพื่อนเป็นใครซักคนอยู่ที่ญี่ปุ่นค่ะ หรือจ้างนายหน้าในญี่ปุ่นให้สั่งซึ่งค่าบริการในการสั่งอาจสูงถึงกว่า $200 (ประมาณ 7,000 บ.) เลยทีเดียว ก็ธรรมดาค่ะ เล่นต้องนั่งรถไฟไป เขียนออเดอร์ยุ่บยั่บ แล้วก็อำนวยความสะดวกในการจัดส่งให้ทุกอย่าง กว่าจะได้มาแสนลำบากแต่ก็ยังมีคนจำนวนมากอยากเล่นอยู่ค่ะ

ระบบการสั่ง BJD ของ Volks เรียกว่า FSC หรือ Full Choice System เป็นระบบที่เราสามารถเลือกส่วนประกอบต่างๆ ของ BJD เช่น ศีรษะ ผม ตา ขนาดหน้าอก ความยาวขา หู สีผิว หรือแม้แต่การแต่งหน้าได้ตามความต้องการของเรา ดังนั้น BJD แต่ละตัวจึงมีเอกลักษณ์และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่เกิดจากการประกอบของเราเอง โดยคร่าวๆ FCS มีให้เลือก 3 ขนาดตามความสูงคือ Mini Superdollfie (MSD) สูง 42-43 cm., SD10 สูง 55-56 cm., และ SD13 สูง 57-62 cm. มีสีผิว 3 ระดับ และมีศีรษะให้เลือกเป็นภูเขา

งวดหน้ามาทำความรู้จักรุ่นต่างๆ ของ Volks พร้อมราคาที่อาจทำให้เราตัดใจจาก Volks ได้ในเสี้ยววินาที หรือไม่อย่างนั้นก็ตัดสินใจทุบกระปุกเอาเงินเก็บทั้งชีวิตมาใช้เลยค่ะ


วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11236 มติชนรายวัน

07 ธันวาคม 2551

One Outs เกมนี้ไม่มีน้ำใจนักกีฬา

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

สำหรับหลายๆ ท่าน "กีฬา" ไม่ใช่แค่การแข่งขันในสนามเท่านั้นค่ะ เบื้องหลังของกีฬาคือความมุ่งมั่นและการฝึกซ้อมอย่างหนัก มีแต่แรงอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องมีสมองด้วย เรียนรู้ที่จะเอาชนะตัวเองและคู่ต่อสู้ไปด้วยในเวลาเดียวกัน รู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย และสุดท้ายคือรู้จักเล่นในกติกา นี่คือกีฬาอย่างแท้จริงค่ะ เนื่องจากความหมายส่วนใหญ่เป็นไปในเชิงบวกทำให้บางอย่างเรียกกีฬาได้ไม่เต็มปากนัก เช่น กีฬาที่มีการพนันเป็นเป้าหมายหลัก ถ้าจับเอานักกีฬาตัวจริงไปแข่งในเกมนอกกฎหมาย เป็นไปได้ว่าจะแพ้หมดรูปเลยค่ะเพราะเป้าหมายของคนอื่นไม่ใช่ชัยชนะหรือความภูมิใจ แต่เป็นเงินล้วนๆ แล้วถ้าเราจับเอานักพนันนอกกฎหมายมาเป็นนักกีฬาบ้างล่ะ เขาจะทำอย่างไรกับวงการกีฬาที่ขาวสะอาดนี้บ้าง

คำตอบอยู่ที่การ์ตูนเรื่องนี้ค่ะ One Outs การ์ตูนที่ให้มุมมองสวนทางกับการ์ตูนกีฬาหลายเรื่องซึ่งเต็มไปด้วยความฝันของวัยรุ่นและการพิสูจน์ตัวเอง แต่ One Outs กลับนำเสนอการใช้วิธี "หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง" หรือ "เอาโจรมาจับโจร" ของวงการเบสบอลอาชีพในญี่ปุ่น

One Outs เริ่มต้นจากการพบกันของ "ฮิโรมิจิ โคจิมะ" นักเบสบอลอาชีพในทีม "ไลคานอส" ที่ตกต่ำถึงขีดสุดเนื่องจากเจ้าของทีมไม่สนใจผลแพ้ชนะ ขอเพียงแค่เขากอบโกยเงินทองจากทีมได้ จะให้ทีมแพ้จนตกกระดานก็ยังไม่ว่า กับ "โทอะ โอคุจิ" พิชเชอร์ (ผู้ขว้างลูกเบสบอล) ที่ไม่ได้เล่นกีฬาเบสบอล แต่เป็นนักพนันในเกมที่ชื่อ "One Out" เป็นเกมที่ให้นักพนันเข้ามาวางเงินเดิมพันกับพิชเชอร์แลกกับโอกาสตี 3 ครั้ง หากตีได้เข้าเขตแค่หนึ่งในสามครั้งก็ถือว่าชนะ แต่ถ้าตีไม่ได้เลยก็ต้องเสียเงินให้พิชเชอร์

โทอะคือเด็กหนุ่มที่ไม่เคยพ่ายแพ้ให้ใครเลยค่ะ เขาขว้างลูกด้วยความเร็วธรรมดาและไม่ได้มีเทคนิคหวือหวาอะไร แต่ราวกับเขาอ่านใจคนตีได้ ไม่ว่าใครจะตีเขาก็สามารถอ่านความคิดล้ำหน้าไปได้ขั้นหนึ่งเสมอ ทำให้แม้เขาจะขว้างลูกด้วยความเร็วไม่ได้สูงและไม่ได้ใช้เทคนิคแพรวพราว แถมยังขว้างเข้าตำแหน่งเดิมทุกครั้ง ก็ยังไม่เคยมีใครเอาชนะโทอะได้เลย

ฮิโรมิจิท้าพนันกับโทอะด้วยเงินทองและอนาคตการเป็นนักเบสบอลอาชีพของเขาทั้งหมด แพ้หรือชนะต้องลองติดตามค่ะ ถ้าบอกคงมีคนโกรธแน่ๆ เพราะเรื่องนี้ลำดับเรื่องได้น่าติดตามมากชนิดที่จบตอนแล้วแทบลุกขึ้นมาเต้นบูชาขอให้ออกตอนต่อไปไวๆ แต่โดยสรุปคือโทอะก็ได้รับการชักชวนให้เข้าร่วมทีมไลคานอส เขาไม่ได้ถูกตั้งความหวังให้ปราบเจ้าของทีมที่เห็นแก่ตัว แต่ความร้ายกาจของเจ้าของทีมดูจะเข้าตาโทอะ เขาจึงยื่นข้อเสนอให้กับเจ้าของทีมที่ไม่คิดจะจ่ายค่าตัวแม้แต่แดงเดียวให้เขาว่า...

"เขาไม่รับค่าตัวก็ได้ แต่มาพนันกัน ทุกครั้งที่เขาขว้างลูกแล้วทำให้ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามออก (out) ได้ เจ้าของทีมต้องจ่ายให้เขา 5 ล้านเยน แต่ในทางกลับกัน ถ้าฝ่ายตรงข้ามได้หนึ่งแต้ม เขาจะจ่ายให้เจ้าของทีม 50 ล้านเยน" หมายความว่าถ้าในเกมหนึ่ง โทอะทำให้ฝ่ายตรงข้าม out ได้ 10 คนแต่ทีมตัวเองเสีย 1 คะแนนก็จะเจ๊ากันค่ะ แต่แค่อีกฝ่ายหนึ่งได้อีก 1 คะแนน โทอะจะต้องเสีย 50 ล้านเยน เจ้าของผู้สนแต่ผลประโยชน์จึงตกลงแทบจะในทันทีปัญหาของโทอะคือเบสบอลไม่ใช่กีฬาที่เล่นคนเดียวแบบการขว้างลูกพนันเงินแบบที่เขาเคยเล่น ปัจจัยที่เหนือการควบคุมมีมากกว่าที่เขาคิดค่ะ ทั้งความสามารถของทีมตรงข้าม และความสามารถที่ด้อยกว่าที่คาดของทีมตัวเอง จากคนที่เคยเอาชนะได้ง่ายๆ ด้วยตัวคนเดียวจึงต้องเปลี่ยนแนวการเล่นเพื่อให้ทั้งทีมเอาชนะได้ไปพร้อมๆ กัน

One Outs ฉบับแอนิเมชั่นดัดแปลงจากหนังสือการ์ตูนชื่อเดียวกันโดย "ไคทานิ ชิโนบุ" (ผู้เขียน Liar Game) ซึ่งตีพิมพ์ใน Business Jump (เดาว่าเป็นการ์ตูนสำหรับวัยผู้ใหญ่หน่อย) ตั้งแต่ปี 1998-2006 และรวมเล่ม 19 เล่มจบ ไม่น่าจะเคยตีพิมพ์ในไทยนะคะเพราะไม่คุ้นเลย ส่วนแอนิเมชั่นก็ยังไม่มีจำหน่ายในไทยค่ะ คงต้องรอลุ้นต่อไป

เสน่ห์ของเรื่องนี้อยู่ที่ความเข้มข้น น่าติดตาม และเป็นการ์ตูนเบสบอลที่สู้กันด้วยไหวพริบมากกว่าฝีมือซึ่งไม่เคยมีการ์ตูนแนวนี้ปรากฏมาก่อนค่ะ เพียงแต่ข้อเสียคือเหมาะกับวัยผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก

ก็แหม...พระเอกของเรื่องเป็นนักพนัน แถมตอนแข่งเบสบอลยังใช้วิชามารนอกตำราเสียเยอะ ถึงไม่ผิดกติกาแต่ก็ไม่ช่วยให้เกิดภาพสวยงามของเบสบอลในใจของเด็กเท่าไร เยาวชนที่ดูจึงโปรดใช้วิจารณญาณเสมอนะคะ

วันที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11229 มติชนรายวัน

29 พฤศจิกายน 2551

Mobile Suit Gundam MS IGLOO 2: Gravity Front

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

เมื่อวานนี้เกิดเรื่องประหลาดขึ้นในชีวิตค่ะ เมื่อตัดสินใจเอากระเป๋าถือ NaRaYa ผลิตภัณฑ์ของไทยที่โด่งดังในญี่ปุ่นมาใช้ก่อนไปซื้อการ์ตูนในร้านหนังสือญี่ปุ่น และหาของกินในซุปเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่นกลางลอนดอนตามปกติ ครั้งก่อนๆ ที่ไปคนขายก็ดูออกค่ะว่าไม่ใช่คนญี่ปุ่น แต่ครั้งนี้ทั้ง 3 ร้านคุยด้วยภาษาญี่ปุ่นเหมือนเข้าใจว่าเราเป็นคนญี่ปุ่นเสียอย่างนั้น! เสื้อผ้าหน้าผมเหมือนเดิมทุกอย่างค่ะ เว้นอย่างเดียวที่เปลี่ยนคือกระเป๋า NaRaYa ราวกับกระเป๋านี้เป็น subliminal message (ข้อความที่ถูกส่งผ่านเข้ามาในระดับจิตใต้สำนึกโดยเราไม่รู้ตัว) ที่ทำให้คนญี่ปุ่นเชื่อว่าเราต้องเป็นญี่ปุ่นแน่ๆ

แต่ไม่ได้คุยเรื่องกระเป๋านะคะ แต่จะคุยเรื่องหนึ่งในตำนานการ์ตูนหุ่นรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น "กันดั้ม" ภาคล่าสุด Gundam MS IGLOO 2 ซึ่งหลังจากผ่านสิบนาทีแรกในการดูก็ได้แต่นั่งอ้าปากค้าง ทำไม...ทำไมมันถึงกลายเป็นหนังฝรั่งไปได้เนี่ย! หุ่นก็ดูสมจริงจนน่ากลัว พระเอกก็หน้าฝรั่ง ตัวประกอบฝรั่ง แถมยังใช้กราฟิคเนียนเหมือนคนจริงๆ เลยค่ะ กันดั้มต้องเป็นการ์ตูนและต้องเป็นญี่ปุ่นไม่ใช่เหรอ!

นั่นคืออารมณ์แรกหลังดูไปสิบนาทีค่ะ แต่ด้วยความเชื่อว่าทีมงานกันดั้มไม่ทำอะไรให้แฟนๆ หัวใจร้าวรานแน่ๆ จึงตัดสินใจดูต่อโดยไม่ยกโน้ตบุ้กมาทุ่ม เพราะรับหุ่นแซ็ครุ่นน่ากลัวไม่ได้ จึงทราบว่าที่จริง Gundam MS IGLOO 2 ดีกว่าที่บ่นไว้ตอนแรกมาก

Gundam MS IGLOO 2 ภาคนี้กล่าวถึงช่วง One Year War ใน UC0079 แตกต่างจาก 2 ภาค ซึ่งออกมาก่อนหน้านี้ที่เปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ สองภาคแรกเป็นมุมมองของฝ่าย Zeon ซึ่งบรรดาหุ่นรบเป็นพระเอก แน่นอนว่าทำให้ขายโมเดลหุ่นรบได้เป็นเทน้ำเทท่า ในระหว่างที่ภาคล่าสุดกล่าวถึงมุมมองจากฝ่ายกองทัพสหพันธ์โลกแทน ดังนั้น มนุษย์โลกเป็นตัวเอกบ้าง ฉากการต่อสู้แนวไซไฟแบบสงครามอวกาศจึงเปลี่ยนเป็นการต่อสู่บนพื้นโลกด้วยรถถัง และแซ็คซึ่งเป็นหนึ่งในหุ่นคลาสสิคของกันดั้มดูเหมือนสัตว์ประหลาดยักษ์เสียแทน

Gundam MS IGLOO 2 วางจำหน่ายเป็น DVD ในญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้เองค่ะ เอกลักษณ์เหนือกันดั้มซีรีส์อื่น คงเป็นการทำภาพทั้งหมดด้วย 3D-CG (Computer Graphic สามมิติ) ส่งผลให้เหมือนใช้คนแสดงจริงๆ และแซ็คก็เป็นหุ่นยักษ์ที่ดูสมจริงเสียจนดูแล้วกลัว แรกสุดรู้สึกขัดตากับเจ้า 3D-CG หน้าฝรั่งมากเลยค่ะ ให้ความรู้สึกเหมือนเล่นเกมวางแผนรบของทางฝั่งอเมริกามากกว่าการ์ตูนญี่ปุ่น แต่พอดูไปเรื่อยๆ ภาพฉากสงครามหลายภาพถูกนำเสนอด้วยสีซีเปียเหมือนในสารคดี ทำให้เราย้อนระลึกถึงความทรงจำของสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างนั้นเอง แซ็คก็ปรากฏอยู่ในภาพด้วย! เกิด Subliminal message ยิงเข้ามาในหัวเลยค่ะ ว่าแซ็คจะต้องเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติแน่นอน เป็นการฝังในระดับจิตใต้สำนึกที่แน่นมาก ชนิดที่เราเห็นสารคดีสงครามโลกครั้งที่สองอีก เมื่อไรต้องมองหาแซ็คเลยค่ะการใช้ 3D-CG เป็นหน้าฝรั่งเชื่อว่าทำให้คนฝั่งอเมริกาเหนือที่ไม่คุ้นเคยกับแอนิเมชั่นญี่ปุ่นดูได้อย่างไม่ขัดตานัก แต่ใช่ว่าหน้าฝรั่งแล้วจะเหมือนหนังฝรั่งนะคะ ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง แนวคิด การแสดงออกหรือความเชื่อเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นทั้งนั้น อย่างเช่นการเก็บซ่อนความรู้สึก และความเป็นนักสู้ผู้เสียสละเพื่อชาติ แม้จะมีคำพูดบ่นหยาบคาย แต่ก็สุภาพกว่าหนังฝรั่งมาก สิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวต่างชาติที่ดูซึมซับวัฒนธรรมญี่ปุ่นโดยไม่รู้ตัว และค่อยๆ ย้อมจิตใต้สำนึกให้เข้าใจแนวคิดของฝั่งตะวันออกมากขึ้น เป็นอีกหนึ่ง Subliminal message ที่ฉลาดใช้ค่ะ

ไม่ค่อยแปลกใจแล้วค่ะที่เวลาไปซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่นที่ลอนดอนจะโดนคนญี่ปุ่นทักด้วยภาษาญี่ปุ่น หรือมีฝรั่งมาถามหาของญี่ปุ่น เพราะนึกว่าเราเป็นคนญี่ปุ่นที่พูดภาษาอังกฤษได้อยู่บ่อยๆ คงเพราะอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมาแต่เด็ก หลายอย่างจึงซึมซับเข้าไปจนดูกลมกลืนกับคนญี่ปุ่นทั้งที่หน้าไม่เหมือนเลย แต่ก็ยังภูมิใจในวัฒนธรรมไทยเสมอนะคะ เพียงแต่รู้สึกทึ่งการกระจายวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านทางการ์ตูนอยู่เสมอเช่นกัน

ภูมิใจในความเป็นไทยถึงขนาดที่ตกเย็นหลังจากโดนเข้าใจผิดว่าเป็นคนญี่ปุ่นมาทั้งวัน ก็ไปซื้อกับข้าวในร้านขายวัตถุดิบไทยโดยคนไทยใกล้บ้านค่ะ ยื่นของให้และสวัสดีเป็นภาษาไทยกับคนขายชัดเจน แต่เธอก็ตอบราคามาเป็นภาษาอังกฤษ (ทั้งที่วันอื่นบอกเป็นภาษาไทย)

เอ...สงสัยกระเป๋า NaRaYa เมดอินไทยแลนด์ใบนี้เคยสร้าง Subliminal message ให้คนอื่นมาแน่ๆ เลย ถือแล้วให้ผลชะงัดอย่างกับแต่งกิโมโนเลยค่ะ!

วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11222 มติชนรายวัน

22 พฤศจิกายน 2551

London MCM Expo Cosplay Ball 2008

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเกิดขยันไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดค่ะ (ความจริงเพราะนั่งอยู่ในห้องแล้วเอาแต่ดูการ์ตูนจนไม่เป็นอันทำงาน) ระหว่างขึ้นรถไฟใต้ดินไปห้องสมุดก็เจอกลุ่มคนที่โดดเด่นจนเป็นเป้าสายตาของนักท่องเที่ยวในลอนดอนเข้าให้ พวกเขาคือชาว "คอสเพลย์" ค่ะ สาวน้อยหนึ่งในกลุ่มคอสเพลย์ยืนอยู่ข้างหน้าตอนกำลังลงบันไดเลื่อนพอดี เธอแต่งเป็นมาริโอ้ที่ชอบกระโดดเอาหัวโหม่งอิฐแล้วกินเห็ดขยายร่างน่ะค่ะ แม้จะโบราณไปหน่อยแต่กางเกงฮ็อตแพนท์ที่เธอใส่ก็ทำให้เป็นมาริโอ้ที่ดูน่ารักทีเดียว

ระหว่างลงบันไดเธอก็พยายามถ่ายรูปสหายคอสเพลย์ที่ลงนำหน้าเธอไปก่อนแล้ว มีคนแต่งเป็นจี้จังแห่ง Chobits นำทัพ ที่เหลือดูเหมือนจะไปช่วยแต่งตัวเสียมากกว่าค่ะ หรืออาจจะคอสเพลย์เป็นตัวละครที่ไม่รู้จักก็ได้เพราะนึกไม่ออกว่าเป็นใคร ใจจริงอยากขึ้นรถไฟตามไปเลยค่ะว่าเขาไปไหนกัน แต่เสียดายที่ภารกิจอ่านหนังสือต้องสำคัญกว่า ก็เลยได้แต่เก็บไว้ในใจแล้วกลับมาหาข้อมูลแทน

"คอสเพลย์" (Cosplay) หมายถึงการแต่งกายเป็นตัวละครที่เราชื่นชอบ คำนี้กำเนิดในวงการการ์ตูนจึงแต่งเลียนแบบตัวการ์ตูนเป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันการแต่งคอสเพลย์ขยายความนิยมขึ้นมากจนมีการประกวดอย่างเป็นล่ำเป็นสันแล้ว ในไทยก็มีค่ะ และหลายชุดในไทยทำได้สวยมากๆ ด้วย

ส่วนงานที่ทำให้ไปเจอคนแต่งคอสเพลย์ในรถไฟใต้ดินน่ากลัวจะเป็น London MCM Expo Cosplay Ball 2008 ซึ่ง MCM ย่อมาจาก Movie Comic Media นะคะ งานนี้เคยจัดขึ้นมาก่อนแล้วโดยใช้ชื่อว่า COSPLAY & MASQUERADE ซึ่งหมายถึงงานแต่งคอสเพลย์และงานเลี้ยงสวมหน้ากาก แต่แมสเกอเรดในงานนี้หมายถึงการประกวดชุด ไม่ต้องเป็นแค่คอสเพลย์ตัวการ์ตูนเท่านั้นนะคะ ออกแบบเองก็ได้ ขอให้เป็นผลงานที่มีคอนเซ็ปท์และตัดเองเป็นอันใช้ได้ค่ะ

ผลจากงานครั้งก่อนทำให้เห็นกระแสความแรงของ "คอสเพลย์" ในปีที่ผ่านมา ในที่สุดเมื่อ 25 ตุลาคม 2008 ทาง MCM ก็ตัดสินใจจัดงาน London MCM Expo Cosplay Ball 2008 ซึ่งมีแต่คอสเพลย์ล้วนๆ ขึ้นเป็นครั้งแรก ชมจากวิดีโอที่มีผู้ถ่ายไว้ในงานแล้วอัพโหลดทาง Youtube แล้วน่าสนุกมากเลยค่ะ เห็นได้ชัดว่าการ์ตูนที่ได้รับความนิยมคืออินุยาฉะ Chobits เกม Final Fantasy VII โปเกมอน ฮารุฮิ เดธโน้ต และอีกหลายเรื่องที่มีลิขสิทธิ์ในยุโรป แม้จะไม่เยอะเท่าไทยเพราะตลาดการ์ตูนของเรากว้างกว่า แต่ก็น่าทึ่งเวลาเห็นฝรั่งผมทองมาแต่งเป็นตัวการ์ตูนเอเชียค่ะ

เนื่องจากที่อังกฤษค่อนข้างเข้มงวดกับการจัดงานที่มีคนรวมกันเยอะๆ เพราะในอดีตเขามีปัญหาผู้ก่อการร้ายวางระเบิดบ่อยๆ ดังนั้นจึงมีกฎกติกาให้ชวนเครียดกว่างานในบ้านเราอยู่บ้าง กฎพื้นฐานทั่วไปคือเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี (ประมาณยังไม่ขึ้นมัธยมศึกษา) ถ้าจะเข้างานต้องมีจดหมายรับรองจากผู้ปกครอง หรือแม้ว่าจะแก่แล้วแต่หน้าเด็กก็ต้องเอาหลักฐานมาแสดงด้วย ตรวจเข้มจริงๆ

การประกวดชุดในงานแมสเกอเรด ก็มีกฎว่าห้ามใช้ชุดเดิมที่ประกวดครั้งก่อน ห้ามสั่งตัดหรือซื้อชุดมา คือต้องเป็นฝีมือตัวเองถึงเข้าประกวดได้ค่ะ ถ้าใครแต่งแบบออริจินัลคือคิดแบบเอง ต้องวาดแบบและอธิบายคอนเซ็ปท์ให้กรรมการเข้าใจด้วย พูดง่ายๆ คือแข่งกันที่แนวคิดและฝีมือค่ะ ไม่ใช่พลังเงิน

อีกเรื่องที่สำคัญมากแต่เรามักจะมองข้ามไปคือ "อาวุธ" ตัวการ์ตูนหลายตัวต้องมีอาวุธประจำกาย เช่น ดาบญี่ปุ่น ทวน มีด เนื่องจากที่อังกฤษห้ามพกอาวุธเข้าไปในสถานที่สาธารณะ ดังนั้นอาวุธประกอบการคอสเพลย์จึงต้องทำจากวัสดุเบาเท่านั้น เช่น โฟม พลาสติค หรือไม้บัลซ่า กระทั่งปืนปลอม ถ้ารูปร่างหน้าตาเหมือนจริงต้องโชว์ว่าไม่มีกระสุนเสมอ ถ้าทำแล้วเหมือนเกินไปหรือสงสัยว่าจะมีกระสุนจะไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้างานเลยค่ะ อันนี้เฉพาะปืนสั้นนะคะ ตระกูลอาวุธหนักหรือปืนยาวทุกชนิดไม่ได้รับอนุญาตให้เดินถือในงานเลยค่ะ สุดท้ายถ้าปืนผ่านเข้ามาในงานได้ ก็ห้ามทำท่าส่องไปที่ใครเด็ดขาด ที่นี่เขาเซนซิทีฟเรื่องนี้กันมากเลยค่ะ

งานนี้ค่าเข้างาน 15 ปอนด์ (หรือ 20 ปอนด์รวมอาหาร) ซึ่งก็พอๆ กับกินข้าวนอกบ้านในร้านอาหารธรรมดาๆ ซักมื้อ ซื้อตั๋วดูหนังยังแพงกว่านี้ ดังนั้นจึงไม่ค่อยลำบากสำหรับเยาวชนที่นี่เท่าไร เอาไว้งานหน้าถ้าได้ไปจะเก็บบรรยากาศมาฝากนะคะ

วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11215 มติชนรายวัน

21 พฤศจิกายน 2551

Bihada Ichizoku แล้วการ์ตูนก็กลับกลายเป็นมาตรฐานของความงาม


คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวละออง

จากความเข้าใจที่ผ่านมาว่า "การ์ตูน" คือสื่อรูปแบบหนึ่งซึ่งใช้สะท้อนสังคมรวมถึงความเชื่อของคนในยุคสมัยนั้น บัดนี้คำนิยามอาจจะต้องเปลี่ยนไปนิดหน่อยแล้วค่ะ เมื่อ "การ์ตูน" กลับกลายมาเป็นผู้นำเทรนด์ในสังคมเสียแทน

จนถึงปัจจุบัน ตัวการ์ตูนส่วนใหญ่มักจะวาดโดยตีความจากมาตรฐานความงามในยุคนั้นๆ ซึ่งเป็นการตีความค่านิยมสู่การ์ตูน เช่น การ์ตูนสมัย 30 ปีก่อน ผู้หญิงต้องรูปร่างผอมบาง อกเล็กๆ แขนขาเรียว แต่สมัยนี้ส่วนใหญ่ต้องรูปร่างสมบูรณ์ หน้าอกและทรวดทรงองค์เอวดูสมเป็นผู้หญิง แต่หากการ์ตูนทรงอิทธิพลต่อความรู้สึกมากขึ้น การ์ตูนก็กลับกลายเป็นเทรนด์เสียเองได้เช่นกัน ตัวอย่างการ์ตูนที่คนในสังคมนำไปตีความและยึดถือเป็นแบบอย่างการดำเนินชีวิต เช่น Nana และผลงานของผู้เขียนท่านเดียวกันซึ่งสร้างปรากฏการณ์แฟชั่นขึ้นในญี่ปุ่น และที่จะกล่าวถึงวันนี้คือ Bihada Ichizoku (แปลว่าครอบครัวผิวสวย) ผู้นำความงามในโลกบิวตี้และสกินแคร์ของญี่ปุ่นที่มาแรงจนทำให้หลายคนต้องอ้าปากค้างด้วยความตะลึง

หากใครได้ไปเดินเล่นในแผนกเครื่องสำอางตามร้านขายยาในญี่ปุ่น (ที่โน่นเครื่องสำอางขายในร้านยาไม่ก็ในห้าง) รับรองต้องสะดุดตากับภาพสาวน้อยผมบลอนด์ม้วนเป็นหลอดและยิ้มโปรยเสน่ห์อยู่ท่ามกลางดงกุหลาบบนถุงฟอยล์สีชมพูจี๊ด แน่นอนค่ะ ที่สะดุดตาเพราะฉลากผลิตภัณฑ์อื่นมักเป็นภาพคน แต่เจ้าห่อนี้กลับเป็นภาพการ์ตูน แถมเป็นการ์ตูนผู้หญิงในยุค 70s (สไตล์สามสิบกว่าปีก่อน) ซึ่งย้อนเราให้ระลึกถึงเด็กสาวไฮโซนัยน์ตาระยิบระยับ ผมม้วนเป็นหลอด ใส่ชุดระบายฟูฟ่อง และมักมีกุหลาบโปรยในช่องการ์ตูนเป็นประจำ

แล้วทำไมมาตรฐานความงามยุค 70s จึงมาปรากฏบนมาสก์ (แผ่นแปะหน้าเพื่อบำรุงผิว) ของยุคนี้ได้!!

คำตอบคือเมื่อบริษัทผู้ผลิตเครื่องสำอาง Lovelabo ในญี่ปุ่นมองเห็นช่องทางการจำหน่าย "มาสก์" สินค้ากลุ่มบำรุงผิวซึ่งซื้อง่ายใช้คล่องกว่าผลิตภัณฑ์อื่น ในเดือนพฤศจิกายน 2005 ทางบริษัทจึงคิดคอนเซ็ปท์ของสินค้าขึ้นคือ "เข้าถึงง่าย ใช้ได้ทุกคนและทุกวัน" และเปิดตัวซีรีส์นวนิยายชื่อ "Bihada Ichizoku" นำเสนอผ่านทาง Girls Walker ซึ่งเป็นเว็บไซต์แฟชั่นทางโทรศัพท์มือถือที่มีผู้ใช้บริการลงทะเบียนถึง 9 ล้านคน ขอย้ำอีกครั้งว่าเขาขายมาสก์...แต่ปล่อยนิยายเป็นตอนๆ ค่ะ ไม่ได้ปล่อยสปอตโฆษณา ถือเป็นการสร้างวัฒนธรรมความงามที่หญิงสาวต้องต่อสู้เพื่อความงามและความรัก โดยมีนางเอกซึ่งทำทุกอย่างเพื่อผิวสวยเป็นฮีโร่

เรื่องย่อของนวนิยายคือ "บิฮาดะ ซาระ" นางเอกของเรื่องต้องการเป็นสุดยอดสาวผิวงามบนโลกใบนี้ เธอต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งและศัตรูมากมายตามแบบการ์ตูนยุค 70s เปี๊ยบ จนตอนหลังเธอก็ต้องมาต่อสู้กับพี่สาวฝาแฝดเสียเอง (นี่ก็พล็อตเก่าแต่คลาสสิค) แน่นอนว่าต้องมีฉากชิงรักหักสวาทเคล้าน้ำตาด้วยค่ะ คำพูดติดปากของซาระคือ "หล่อนคิดว่าจะเอาชนะฉันได้ด้วยผิวแบบนั้นเหรอยะ!" ออกแนวคล้ายเรื่อง Ace wo Narae! (Go for an Ace!) หรือ "ยอดหญิงสิงห์เทนนิส" ผลงาน อ.ยามาโมโต้ ซูมิกะ ซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1972 (ยังไม่เกิดเลย) ไม่น่าเชื่อว่าประโยคนี้โดนใจวัยรุ่นอย่างจังถึงขนาดนิยายได้รับความนิยมแบบปากต่อปากไปเรื่อยๆ ราวกับไฟลามทุ่ง

เดือนต่อมาหลังจากนิยายเปิดตัว มาสก์บิฮาดะก็เริ่มจำหน่ายผ่านทางเว็บไซต์บนโทรศัพท์มือถือ และไม่น่าเชื่อว่าขายได้ถึง 64,000 แผ่นในวันเดียว! ถือเป็นการทุบสถิติการขายผลิตภัณฑ์ความงามครั้งหนึ่งในญี่ปุ่นเลยค่ะ เจ็ดเดือนต่อมา มาสก์บิฮาดะก็กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ความงามที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดและหาซื้อได้ในทุกร้าน สร้างยอดขายสูงเป็นประวัติการณ์จนถึงปัจจุบันนี้

มีผู้วิเคราะห์ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์บิฮาดะ ว่า นอกจากราคาไม่สูงมากและคุณภาพดี การใช้ตัวการ์ตูนเป็นพรีเซ็นเตอร์บนซองทำให้เกิดกระแสความนิยมใหม่ขึ้นในวงการเครื่องสำอาง ส่วนหนึ่งเพราะเครื่องสำอางญี่ปุ่นมักมีภาพพจน์หรูหราเสียจนเด็กวัยรุ่นหรือแม่บ้านไม่ค่อยอยากจะสนใจนัก การเปลี่ยนภาพพจน์ให้ดูกันเองเพื่อรับกับตลาดชนชั้นกลางและล่างมากขึ้นจึงเป็นแนวคิดที่ลงตัวมาก และการใช้ตัวการ์ตูนซึ่งเป็นของคู่วัฒนธรรมผู้หญิงญี่ปุ่นมาเกือบสี่สิบปีเป็นทางเลือกที่ฉลาด

ถ้าอเมริกาหรือไทยคิดจะเลียนแบบคงใช้มุขนี้ไม่ได้ค่ะเพราะการ์ตูนไม่ใช่วัฒนธรรมของชนชาติดังเช่นในญี่ปุ่น ไทยเองก็มีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์น่าภูมิใจไม่แพ้ของชาติอื่นเช่นกัน ซึ่งคงต้องรอให้เหล่านักการตลาดตีโจทย์นี้ต่อไป

วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11208 มติชนรายวัน

Light Novel ยามการ์ตูนถูกเล่าผ่านตัวอักษร [2]


คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

กลับมาอีกครั้งกับ "ไลท์โนเวล" นวนิยายรูปแบบใหม่ที่สร้างจากพื้นฐานความนิยมหนังสือการ์ตูนในญี่ปุ่นค่ะ สัปดาห์ก่อนเล่าให้ฟังถึงความเป็นมาเป็นไปรวมถึงกำเนิดไลท์โนเวลซึ่งทำให้ตลาดสิ่งพิมพ์กลุ่มนิยายในญี่ปุ่น (รวมถึงในไทย) ขยายตัวและเติบโตอย่างรวดเร็วเนื่องจาก Turn over rate หรือความเร็วในการอ่านแต่ละเล่มของนักอ่านลดลงมาก พล็อตไม่ซับซ้อน ภาษาก็ง่าย เข้าใจได้แจ่มชัด มีตีพิมพ์เล่มใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง และราคาก็ย่อมเยาเพราะนักเขียนไลท์โนเวลส่วนใหญ่เป็นมือสมัครเล่นซึ่งค่าต้นฉบับไม่แพง ส่งผลให้ไลท์โนเวลกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ของวงการวรรณกรรมในวัฒนธรรมป๊อปของญี่ปุ่นและระบาดไปถึงอเมริกาเหนือเลยค่ะ

ความ "ง่าย" ของไลท์โนเวลไม่ใช่เฉพาะการอ่านเท่านั้น แต่ไลท์โนเวลสามารถนำมาปรับเปลี่ยนเป็นสื่อรูปแบบอื่น เช่น หนังสือการ์ตูน แอนิเมชั่น รวมถึงภาพยนตร์ได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน หากเทียบเป็นอาหาร ไลท์โนเวลคงเหมือน "ไข่" ที่ทำได้ทั้งของคาวของหวานและง่ายในการทำเพียงแค่ตอกออกมาจากเปลือก ขึ้นกับผู้ปรุงว่าต้องการจะดึงรสชาติใดออกมาเป็นจุดขาย

ก่อนจะไปถึงอนาคต ย้อนอดีตกับไลท์โนเวลสักนิดค่ะ เดิมทีไลท์โนเวลถูกเรียกว่า "นิยายสำหรับวัยรุ่น" เพราะตอบรับตลาดวัยรุ่นที่ชมแอนิเมชั่นหรือเล่นวิดีโอเกมแล้วอยากอ่านเนื้อเรื่องโดยละเอียด ทางผู้สร้างจึงนำเนื้อเรื่องมาขยายความจากเกมหรือการ์ตูนในสื่อที่ผลิตง่ายและขายได้ในราคาประหยัดกว่า นั่นคือ "นิยาย" นั่นเอง แต่กลับเกิดปรากฏการณ์ที่วงการสิ่งพิมพ์อ้าปากเหวอ เมื่อนิยายที่เขียนจากเกมหรือการ์ตูนเหล่านี้ซึ่งถูกมองว่าเป็นของทำง่ายๆ ไม่ได้มีคุณค่าในเชิงวรรณกรรมเท่าใดนัก กลับได้รับรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมและเหยียบหัวคู่แข่งที่เป็นนวนิยายดั้งเดิมหลายครั้ง นวนิยายที่สร้างจากการ์ตูนหรือเกมเหล่านี้จึงกลายเป็นที่จับตามองมากขึ้น

ด้วยความง่ายในการถ่ายทอดจินตนาการสำหรับผู้เขียน และง่ายในการทำความเข้าใจสำหรับผู้อ่าน ไลท์โนเวลจึงขยายวงโดยสร้างเป็น Original light novel หรือไลท์โนเวลที่เขียนขึ้นเองโดยไม่ได้อิงกับการ์ตูนหรือเกมอีกต่อไป ความนิยมอย่างล้นหลามทำให้ฟันเฟืองของกลไกตลาดหมุนกลับ ไลท์โนเวลกลับกลายเป็นผลงานที่ถูกนำมาสร้างเป็นแอนิเมชั่น หนังสือการ์ตูน เกม และภาพยนตร์เสียแทน และไม่น่าเชื่อว่าตลาดไลท์โนเวลในต้นปี 2007 จะมีเม็ดเงินหมุนเวียนเฉพาะในญี่ปุ่นถึง 2 หมื่นล้านเยน! นับเป็นจำนวนหนังสือที่จำหน่ายได้ถึง 30 ล้านเล่มต่อปี!

แต่เมื่อกราฟความนิยมไต่สู่จุดสูงสุดของไลท์โนเวลแต่ละเรื่อง สำนักพิมพ์ก็ฉลาดพอที่จะสร้างสื่อใหม่ๆ เพื่อต่อยอดความนิยมให้สูงขึ้นไปอีก นั่นคือที่มาว่าเพราะเหตุใดไลท์โนเวลจึงถูกนำไปสร้างเป็นแอนิเมชั่นและวิดีโอเกมในเวลาต่อมา

ไลท์โนเวลที่โด่งดังจนกลายเป็นตำนานของวงการเห็นจะเป็น Kino no Tabi และ Shakugan no Shana ซึ่งสร้างเป็นแอนิเมชั่นภายหลัง และทำให้นักชมแอนิเมชั่นที่ไม่เคยอ่านไลท์โนเวลมาก่อนให้ความสนใจจนกลับมาซื้อไลท์โนเวลอ่าน สร้างยอดขายระลอกที่สองให้กับวงการไลท์โนเวลอย่างท่วมท้นค่ะ

เนื่องจากอัตราการเติบโตของตลาดที่เร็วเกินกว่าที่คาดไว้ ปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือ "นักเขียน" ไม่พอเสียแล้วค่ะ ทางสำนักพิมพ์โชกักกุคังจึงแก้ปัญหานี้ด้วยการริเริ่ม "ไลท์โนเวลอวอร์ด" หรือรางวัลนักเขียนไลท์โนเวลยอดเยี่ยม เพื่อดึงดูดให้นักเขียนสมัครเล่นสร้างผลงานประดับวงการมากขึ้น นักเขียนเหล่านี้ก็ใช่ใครที่ไหน ส่วนใหญ่ก็คือเหล่าแฟนๆ ในวงการการ์ตูนและแอนิเมชั่นทั้งนั้นค่ะ ถ้านักเขียนเหล่านี้ไม่เขียนไลท์โนเวล เขาก็คงไปวาดการ์ตูนหรือเขียนสตอรีบอร์ดให้แอนิเมชั่นอยู่ดี เรียกว่าเป็นผู้มีความสามารถอยู่แล้วเพียงแต่จะแสดงออกทางไหนเท่านั้นเอง

ปัจจุบันนี้คนที่มีค่าที่สุดในวงการการ์ตูนจึงกลับกลายเป็น "นักคิด" ไปเสียแล้ว หมดยุคที่ต้องเรียนวิธีทำแอนิเมชั่นเพื่อมาเป็นแอนิเมเตอร์ และไม่จำเป็นต้องเรียนด้านอักษรศาสตร์เพื่อจะมาเป็นนักเขียน เพราะสิ่งเหล่านั้นมีคนและคอมพิวเตอร์ทำแทนเราได้เป็นกระบุง คนที่จะเป็นเสาหลักของวงการคือใครก็ตามที่สามารถสร้างเอกลักษณ์ให้กับงานของตัวเองได้ คิดอย่างแตกต่างและถ่ายทอดให้คนอื่นเข้าใจได้เช่นเดียวกับที่เราเข้าใจ

ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่ควรพูดเมื่อเห็นลูกอ่านการ์ตูนไม่ใช่ "เลิกอ่านแล้วไปอ่านหนังสือเรียน" แล้วค่ะ แต่เป็น "การ์ตูนเรื่องนี้ทำไมสนุก เขาคิดได้ยังไง แล้วเราจะคิดให้สนุกกว่าเขาได้ยังไง" นะคะ

วันที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11201 มติชนรายวัน

03 พฤศจิกายน 2551

Light Novel ยามการ์ตูนถูกเล่าผ่านตัวอักษร [1]

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

หลังจากเล่าการกลายพันธุ์ของหนังสือการ์ตูน (Manga-มังงะ) สู่ภาพเคลื่อนไหวในแอนิเมชั่น (Animation) ไปแล้วจากเรื่อง Detroit Metal City แอนิเมชั่นที่เหมือนฉีกหน้ากระดาษในหนังสือการ์ตูนไปแปะบนจอ วันนี้จะขอเล่าถึงมังงะซึ่งกลายพันธุ์เป็นตัวอักษรล้วนๆ ใน "Light Novel" (ไลท์โนเวล) แม้ชื่อจะบอกว่าเป็น Novel หรือนวนิยาย แต่กลุ่มผู้อ่านและความรู้สึกเมื่ออ่านกลับใกล้เคียงกับการอ่านหนังสือการ์ตูนมากกว่านิยายเยอะค่ะ มหัศจรรย์ไหมคะ

Light Novel (Raito Noberu ในภาษาญี่ปุ่นหรือเรียกสั้นๆ ว่า Ranobe) เป็นคำที่ถือกำเนิดขึ้นในวงการการ์ตูนของญี่ปุ่น หมายถึงนวนิยายที่มีภาพวาดการ์ตูนหรือแอนิเมชั่นประกอบ ส่วนใหญ่เล่มหนึ่งจะมีประมาณ 10-15 ภาพ กระจายอยู่ในตอนต่างๆ ของเล่ม ถ้าลองย้อนนึกถึงนวนิยายที่เรารู้จัก สิ่งที่เราพอจะระลึกได้คือรูปภาพอาจมีอย่างมากที่สุดก็บนปกหน้ากับปกหลัง การเล่ามักจะเน้นคำบรรยายเพื่อให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการ นั่นคือนวนิยายในความคิดของคนส่วนใหญ่ค่ะ แต่ไลท์โนเวลมีกลวิธีในการเขียนและเล่าต่างกับนวนิยายอยู่มากทีเดียว

สำหรับการเขียน เนื่องจากไลท์โนเวลเป็นหนังสือที่ออกมาเพื่อรองรับตลาดเด็กและวัยรุ่นมากกว่าวัยผู้ใหญ่ ดังนั้นตัวอักษรคันจิยากๆ ที่ปรากฏในไลท์โนเวลจึงต้องมี "ฟุริงานะ" หรือคำอ่านเป็นตัวอักษรง่ายๆ วางอยู่บนอักษรคันจิเสมอ หากจะเทียบเป็นภาษาไทยก็หมายถึงคำศัพท์ที่ใช้ต้องง่ายเพียงพอที่เด็กอ่านแล้วนึกภาพออก ไม่ใช่เป็นศัพท์หรูหราที่อ่านแล้วเสนาะหูแต่นึกไม่ออกว่าหมายถึงอะไร แน่นอนว่าการใช้ฟุริงานะไม่พบในนวนิยายทั่วไปของญี่ปุ่นค่ะ

อีกจุดหนึ่งคือไลท์โนเวลนิยมเขียนเป็นย่อหน้าสั้นๆ มากกว่าที่พบในนวนิยายซึ่งหน้าหนึ่งอาจมีเพียง 2-5 ย่อหน้า ดังนั้นแต่ละย่อหน้าของไลท์โนเวลจึงอาจมีเพียง 1-2 ประโยคเท่านั้น และหน้าหนึ่งอาจมีเป็นสิบย่อหน้า เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ถูกเล่าผ่านประโยคสนทนามากกว่าคำบรรยายเช่นในนวนิยายทั่วไป ดังนั้นภาพที่คนอ่านไลท์โนเวลนึกออกก็คือภาพคนสองคนคุยกัน มากกว่าภาพความรู้สึกนึกคิดของตัวละครแบบเดียวกับนวนิยายยุคเก่า ไลท์โนเวลจึงอ่านจบได้อย่างรวดเร็วเพราะไม่ต้องพิถีพิถันกับการตีความให้วุ่นวาย

หากจะลองเปรียบเทียบความรู้สึกเมื่ออ่านไลท์โนเวลกับการอ่านการ์ตูน เราจะพบว่าเหมือนกันจนน่าตกใจค่ะ ไลท์โนเวลเปิดเรื่องด้วยการบรรยายภาพตัวละครพร้อมทั้งมีภาพประกอบเพื่อให้จินตนาการของเรามีหน้าตาตัวละครอยู่เป็นพื้นฐาน หลังจากนั้นย่อหน้าสั้นๆ ก็เหมือนกรอบหนังสือการ์ตูนที่ต้องการสื่อเพียงว่าสถานที่เกิดเหตุมีลักษณะเป็นอย่างไร ตรงไหนคือโฟกัสที่ควรสนใจ เช่น เหตุเกิดในห้องเรียน และแสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดกระทบกระดานดำก็งดงามจนต้องหยุดยืนมอง เพียงเท่านี้ในหัวเราก็มีภาพช่องการ์ตูนเรียงกัน 3-4 ช่องปรากฏขึ้นมาอัตโนมัติ

ประโยคสนทนาซึ่งปรากฏในไลท์โนเวลคือตัวแทนของบอลลูนหรือช่องคำพูดในการ์ตูน โดยปกติเราอ่านการ์ตูน เคยสังเกตไหมคะว่าพอกลับมาอ่านอีกครั้ง จะมีบางภาพที่เราจำไม่ได้ว่าเคยเห็น นั่นเพราะเวลาอินกับการ์ตูนเต็มที่เราจะเผลออ่านแต่ช่องคำพูดในบอลลูนซึ่งเพียงพอต่อการสื่อความรู้สึกให้เข้าใจโดยเผลอมองผ่านภาพตัวการ์ตูนไป (เพราะภาพมันก็ไม่ค่อยต่างกับช่องที่ผ่านมาเท่าไร) การอ่านประโยคสนทนาในไลท์โนเวลจึงให้ความรู้สึกเช่นเดียวกับการอ่านการ์ตูนเปี๊ยบเลยค่ะ

เนื่องจากไม่ใช่ทุกคนที่จะมีฝีมือในการวาดภาพ ดังนั้นนักเล่าเรื่องชั้นดีหลายคนซึ่งมีพรสวรรค์ในการสร้างผลงานการ์ตูนเจ๋งๆ จึงใช้ไลท์โนเวลเป็นเวทีหนึ่งในการนำเสนอผลงานของตัวเอง นักเขียนไลท์โนเวลไม่จำเป็นต้องมีศิลปะในการใช้ภาษาชั้นสูงและไม่จำเป็นต้องวาดภาพได้ (เพราะนักเขียนกับนักวาดภาพประกอบมักเป็นคนละคนกัน) เพียงแค่สามารถลำดับเรื่องราวให้น่าสนใจและสร้างคำพูดที่สื่อความรู้สึกออกมาได้ก็เพียงพอแล้วต่อการเป็นนักเขียนไลท์โนเวลค่ะ

ในไทยเองก็มีไลท์โนเวลที่เขียนจากฝีมือคนไทยออกมาขายเยอะมากนะคะ ขอย้ำว่าเยอะมากๆ! บางครั้งกินที่บนชั้นวางมากกว่าหนังสือนิยายแปลเสียด้วยค่ะ ลองสังเกตชั้นวางนิยายรักตามร้านหนังสือที่วาดปกเหมือนการ์ตูนและมีภาพการ์ตูนประกอบข้างในค่ะ ไม่น่าเชื่อว่าวงการนี้เติบโตอย่างรวดเร็วกว่าที่หลายคนคาดและสร้างนักเขียนรุ่นใหม่จำนวนมาก ถึงขนาดสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ บางแห่งแตกสำนักพิมพ์ลูกที่พิมพ์เฉพาะไลท์โนเวลอย่างเดียวเลยค่ะ

ครั้งหน้าเล่าต่อถึงกระแสความนิยมไลท์โนเวลและการต่อยอดไปสู่ธุรกิจการ์ตูนและแอนิเมชั่นซึ่งปฏิวัติวงการวันแมนโชว์เช่นในอดีตค่ะ

วันที่ 02 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11194 มติชนรายวัน

26 ตุลาคม 2551

Casshern Sins ซุปเปอร์ฮีโร่ Retro ส่งท้ายปี [2]

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ครั้งก่อนได้แนะนำให้รู้จักแอนิเมชั่นฉายทางโทรทัศน์ในซีซั่นส่งท้าย ปี 2008 ซึ่งเป็นที่จับตามองเรื่องหนึ่งค่ะ นั่นคือ "Casshern Sins" ซึ่งนำเอาการ์ตูนแนวซุปเปอร์ฮีโร่ Retro (ย้อนยุค) ในช่วงยุค 70s มาปัดฝุ่นทำใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันสองอย่าง

อย่างแรกคือ ฉบับแอนิเมชั่นดั้งเดิมที่จำหน่ายเป็น OVA (Original Video Animation คือขายเป็นตลับวิดีโอ VHS แต่ไม่ได้ฉายทางโทรทัศน์) ในปี 1973 ทำไว้ได้คลาสสิคอยู่แล้ว ถ้าครั้งนี้ทำออกมาเน่ากว่าของเก่ามีหวังโดนสวดยับแน่นอน

แรงกดดันอีกอย่างหนึ่งคือ ฉบับภาพยนตร์คนแสดง (Live-action movie) ซึ่งสร้างในปี 2004 ไม่ได้ชวนให้นึกถึงวันเก่าๆ เท่าไร แม้ตัวหนังโดดๆ จะดีแต่นักวิจารณ์บางท่านให้ความเห็นว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ดัดแปลงจากการ์ตูนคลาสสิคที่แย่ที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยสร้างมาเลยทีเดียว ประเด็นของหนังมุ่งไปที่ความรู้สึกนึกคิดของตัวเท็ตสึยะก่อนจะกลายเป็นคัชชาน แต่ด้วยความหลวมของพล็อตและไม่เหลืออะไรให้คิดถึงฉบับดั้งเดิมเลย เนื้อเรื่องคนละแนวและหมวกเรโทรสุดเท่ กลายเป็นหมวกกันน็อคประหลาด หนังจึงอาจประสบความสำเร็จ แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะประดับชื่อ Casshern ลงไป เพราะเหมือนไม่ใช่ Casshern ค่ะ

ดังนั้น มาเดากันดีกว่าว่า Casshern Sins ฉบับแอนิเมชั่นฉายทางโทรทัศน์ปลายปี 2008 จะมาแรงแซงทุกเรื่องในช่วงสิ้นปีนี้ หรือจะตกม้าตายแบบฉบับภาพยนตร์กันแน่

เริ่มจากเนื้อเรื่องก่อนค่ะ เหตุการณ์ในเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเหล่าหุ่นยนตร์กลายเป็นผู้คุมกฎของโลก เมื่อมนุษย์ก็ทนไม่ไหวจึงขอร้องให้เด็กสาวลึกลับนามว่า "ลูน่า" มาช่วยปลดปล่อยเหล่ามนุษย์จากหุ่นยนต์ เบรคิงบอสจึงส่งไซบอร์กที่ทรงพลังที่สุด 3 คนไปเก็บเธอ หนึ่งในนั้นคือคัชชาน! โอ้...เป็นพล็อตที่น่าสนใจมากค่ะ ผลคือคัชชานฆ่าลูน่าสำเร็จ (อ้าว...นางเอกภาคก่อนไม่ใช่เหรอ) และประชากรมนุษย์ก็ลดลงจนกำลังจะสูญพันธุ์หลายร้อยปีผ่านไปเมื่อมนุษย์แทบไม่เหลือบนโลก หุ่นยนตร์เองก็ลำบากเหมือนกัน เพราะแม้จะไม่ตาย แต่สิ่งเดียวที่ทำลายหุ่นยนตร์ได้คือ "สนิม" ! แล้วจู่ๆ คัชชานก็ปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง หลังจากหายหน้าไปนาน ไม่มีใครพบเขาอีกเลยหลังเขาฆ่าลูน่า แต่วันหนึ่งเขาก็ปรากฏตัวขึ้นมาโดยจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร สิ่งเดียวที่เขารู้คือเขาชื่อ "คัชชาน" เพราะหุ่นยนตร์ทุกตัวที่เจอเขาต้องไล่ฆ่าเขาและพูดแต่ว่า "ฆ่าคัชชาน"

การต่อสู้ครั้งใหม่ของเขาจึงไม่ใช่เพื่อโลกนี้หรือเพื่อมวลมนุษย์ แต่เป็นการต่อสู้เพื่อตามหาความทรงจำของตัวเอง เป็นการเดินทางย้อนไปในอดีต แต่ตัวเขาอาจกลายเป็นอนาคตของบางคนอย่างคาดไม่ถึงในท้ายที่สุดก็ได้

ต้องยกนิ้วให้ค่าย Madhouse และทีมผู้สร้างที่ตีโจทย์การรีเมค (remake) การ์ตูนคลาสสิคได้แตกค่ะ แม้จะดำเนินรอยตามฉบับภาพยนตร์ ซึ่งมุ่งโฟกัสไปที่ความรู้สึกนึกคิดของคัชชาน แต่ก็ไม่ได้ทิ้งหรือทำให้ความคลาสสิคของฉบับดั้งเดิมเสียไปแม้แต่น้อย อย่างแรกคือ "ชุด" ขอสารภาพว่าครั้งแรกที่เห็นชุดของคัชชานภาคนี้ ถึงกับอมยิ้มแก้มป่องเลยค่ะ ก็เล่นใช้ชุดบอดี้สูทรัดติ้วกับหมวกซุปเปอร์ฮีโร่ยุค 70s บ่งบอกความโบราณเสียขนาดนั้น เลยเดาว่าเนื้อเรื่องต้องแก่สนิทแน่นอน แต่ผิดคาดค่ะ เนื้อเรื่องในตอนที่หนึ่ง ซึ่งฉายเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2008 ทำได้กลมกล่อมมาก ผสมความคลาสสิคและร่วมสมัยอย่างลงตัว การมุ่งไปที่คัชชานไม่ได้ลดทอนความยิ่งใหญ่ของเนื้อเรื่องสงครามหุ่นยนตร์กับมนุษย์ แต่กลับเป็นแนวการเล่าเรื่องในอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจ

ลายเส้นและแอคชั่นที่ออกมาให้อารมณ์แบบเซนต์เซย่าผสมการ์ตูนของโมโต ฮากิโอะ ปรมาจารย์การ์ตูนผู้หญิงไซไฟแฟนตาซีของญี่ปุ่นค่ะ จึงเรียกแขกได้ทั้งชายหญิงในวัยรุ่นจนถึงวัยอายุสี่สิบกว่าเลยทีเดียว ลายเส้นที่ใช้เป็นแบบ G-pen หรือปากกาคอแร้งค่ะ! แต่เมื่อผสานกับการลงสีด้วยคอมพิวเตอร์สไตล์สีน้ำโปร่งแสง งานย้อนยุคก็กลายเป็น Retro เก๋ไก๋ขึ้นมาทันที

หากจะเปรียบ Casshern Sins กับแฟชั่นก็คงเหมือนแฟชั่น Retro ที่ฮิตกันตอนนี้ ไม่ใช่ว่าเราจะหยิบเสื้อของคุณแม่สมัยวัยรุ่นมาใส่แล้วจะเกิดนะคะ เราต้องเลือกหยิบชิ้นที่เหมาะกับเราเอามาแต่งอีกสไตล์หนึ่งให้ดูทันสมัยกว่าเดิม แน่นอนว่ามีของสมัยใหม่เข้าไปแจมด้วยก็ไม่ผิดค่ะ เพียงแต่ต้องประสานกับของเดิมอย่างลงตัวและมีเอกลักษณ์เท่านั้นเอง

บางทีการ์ตูนไทยอาจยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ถ้ารู้จักสร้าง "เทรนด์" ขึ้นมาแบบนี้ค่ะ

วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11187 มติชนรายวัน

19 ตุลาคม 2551

Casshern Sins ซุปเปอร์ฮีโร่ Retro ส่งท้ายปี [1]

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ระหว่างที่เดินเล่นอยู่ในลอนดอนตามประสาคนไม่ค่อยมีหัวด้านแฟชั่นเท่าไร สิ่งที่พอจะสะดุดตาและระลึกได้ว่าเคยเห็นมาก่อนแน่ๆ คือข้าวของเครื่องใช้ฝีมือนักออกแบบมีชื่อหลายคน สร้างขึ้นด้วยแนวคิด "Retro" หรือย้อนยุคค่ะ ลองจินตนาการถึงของที่ฮิตๆ ในยุค 60-70 ดูนะคะ ก็ประมาณยุคที่คนวัย 60 ยังเป็นวัยรุ่นอยู่น่ะค่ะ ดนตรีดิสโก้และดิสโก้เธคคือสวรรค์ยามราตรี ผมทรงอโฟรฟูฟ่อง กางเกงฮ็อตแพนท์ เชิ้ตฟิตๆ แว่นกันแดดใหญ่ยักษ์ และกางเกงขาบานแฉ่ง นั่นล่ะค่ะถือว่าเก๋มาก

สำหรับภาพยนตร์แนว Retro ที่พอจะนึกออกเร็วๆ นี้ก็คงเป็น "Speed Racer" ซึ่งหนุ่มนักร้องเกาหลี "เรน" ร่วมแสดงและได้รับคำวิจารณ์ในด้านดี (ไม่ทราบเพราะพี่น้องวาโชสกี้ผู้สร้าง The Matrix มาเขียนบท/กำกับหรือเปล่า) แต่ไม่ค่อยมีคนกล่าวถึงเท่าไรเลยค่ะว่าเป็นภาพยนตร์ที่สร้างในปี 2008 เรื่องนี้ดัดแปลงจากการ์ตูนญี่ปุ่นในยุค 60s เรื่อง "Mach GoGoGo" ของเท็ตสึยะ โยชิดะ แต่ต่อมาเมื่อจำหน่ายในอเมริกาจึงใช้ชื่อ Speed Racer เช่นเดียวกับในภาพยนตร์

ความคลาสสิคของฮีโร่ในหมวกกันน็อคกับบอดี้สูทฟิตเปรียะกลายเป็นแนวนิยมของแฟชั่นปลุกผี Retro แห่งวงการการ์ตูนและส่งให้สตูดิโอ Madhouse นำผลงานอีกเรื่องหนึ่งของเท็ตสึยะ โยชิดะมาปัดฝุ่นทำใหม่อีกครั้งในรูปแบบแอนิเมชัน นั่นคือ "Casshern" (อ่านว่า "แคชเชิร์น หรือ "คัชชาน" แบบญี่ปุ่น) การ์ตูนแนวไซไฟซุปเปอร์ฮีโร่สุดคลาสสิค ซึ่งเป็นยุคที่การออกแบบยังมีกลิ่นอเมริกันซุปเปอร์ฮีโร่อยู่มาก แต่เนื้อเรื่องการต่อสู้ระหว่างหุ่นยนต์กับคนถือว่าเป็นแนวเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นค่ะ

Casshern ฉบับแอนิเมชั่นดั้งเดิมเคยฉายทางโทรทัศน์ในปี 1973 (35 ปีก่อน...ยังไม่เกิดเลยค่ะ) แต่ต่อมาได้จัดทำเป็นซีรีย์จำหน่ายแบบ OVA (Original Video Animation) ช่วงปี 1993 และไม่น่าเชื่อว่าจะบุกตะลุยขยายตลาดไปขายฝั่งอเมริกาได้ในปีเดียวกันด้วยชื่อ Casshern: Robot Hunter เนื้อเรื่องของ OVA ค่อนข้างต่างกับฉบับปัจจุบันพอสมควร ขอเล่าก่อนเลยดีกว่าค่ะ

ฉบับ OVA 1973 กล่าวถึง "อาสุมะ เท็ตสึยะ" หรือ "Casshern" ไซเบอร์เนติกนีโอรอยเดอร์ (อะไรก็ไม่ทราบ แต่ทำนองมนุษย์พันธุ์ใหม่น่ะค่ะ) ผู้เปลี่ยนตัวเองเป็นไซบอร์กด้วยจุดประสงค์เดียวคือทำลายล้างหุ่นยนต์ให้หมดไปจากโลก ที่เขาต้องกระโดดเข้ามาแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่นี้เพราะดอกเตอร์อาสุมะ บิดาของเขาเป็นผู้สร้างหุ่นยนต์และพัฒนาขึ้นเพื่อให้คอยรับใช้มนุษย์ แต่เมื่อหุ่นยนต์ฉลาดและเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง เหล่าหุ่นยนต์จึงรวมตัวกันและวางแผนกำจัดมนุษย์เสียแทน คัชชานจึงสมัครพรรคพวกอีกสองคือ "เฟรนเดอร์" หุ่นยนต์สุนัข และ "ลูน่า" สาวน้อยน่ารักเพื่อปราบ "เบรคิงบอส" ตัวการใหญ่ให้จงได้...พล็อตคลาสสิคไหมคะ

ในที่สุด เมื่อต้นปี 2008 ทางค่าย Madhouse ก็ประกาศว่าซีซั่นฤดูใบไม้ร่วงปีนี้จะสร้าง Casshern อีกครั้ง ซึ่งกลางปีก็ได้ชื่อเรื่องที่แน่นอนว่า "Casshern Sins" นำทีมโดยผู้กำกับชิเงยาสุ ยามาอุจิ (จากเซนต์เซย่า) ออกแบบตัวละครโดยโยชิฮิโกะ อุมิโคชิ (จากเบอร์เซิร์ก,มุชิฉิ) ไม่ค่อยแปลกใจว่าภาพที่ออกมาเหมือนดูเซนต์เซย่าใส่บอดี้สูทกับหน้ากากย้อนยุคแทนที่จะเป็นชุดคลอธ การนำเสนอและแอ๊คชั่นงามและย้อนยุคอย่างมีสไตล์ ถือเป็นงานที่น่าจับตามองในช่วงปลายปีเลยค่ะต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ตอนที่หนึ่งก็คลอดในที่สุด ท่านใดอยากชมภาพยนตร์ตัวอย่างสามารถดูได้ที่ http://www.casshern-sins.jp/ นะคะ ไม่แน่ใจว่าในไทยจะซื้อลิขสิทธิ์เข้ามาหรือเปล่า คงต้องรอลุ้นอีกครั้งปีหน้าเลยค่ะ ( หรือที่ http://www.youtube.com/watch?v=XrU_h4frGg8 :ซุนปิน )

ต้องถือว่าทีมผู้สร้างใจกล้ามากๆ เพราะ Casshern เพิ่งจะสร้างเป็นภาพยนตร์แบบคนแสดง (Live-action movie) ไปเมื่อปี 2004 นี่เอง เสียดายที่ไม่ได้ดูค่ะ แม้ตัวหนังทุนสร้าง 5 พันล้านจะมีหลายคนประทับใจ แต่ก็เป็นหนังรีเมคที่ตีความกันไปคนละแบบและไม่ได้หวังจะสร้างให้ออกแนว Retro เพื่อรื้อฟื้นความทรงจำยุคเก่าแต่อย่างใด

Casshern Sins จะกลายเป็นการ์ตูนเรโทรที่ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับที่ Speed Racer ทำได้หรือไม่ หรือจะกลายเป็นแค่ Remake ไม่ใช่ Retro แบบฉบับภาพยนตร์ ไว้ต่องวดหน้าค่ะ

วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11180 มติชนรายวัน

Casshern Sins - trailer

11 ตุลาคม 2551

แมว Mix โทราจิและศิลปะการเล่าเรื่องแฟนตาซี

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

เคยสังเกตไหมคะว่าบางครั้งเรื่องเดียวกัน แต่หากเป็นคนละคนนำมาเล่าต่อ เราจะเกิดความรู้สึกต่างกันค่ะ แม้จะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญขนาดไหน ถ้าคนเล่าเก่งเล่าให้ฟัง เราจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่น่าตื่นเต้นเหลือเกินและเกิดอาการ "อิน" ได้ไม่ยาก ในระหว่างที่คนเล่าเรื่องไม่เก่ง ต่อให้เอาแฮร์รี่ พอตเตอร์มาเล่าก็อาจกลายเป็นไม่สนุกไปได้ นักเล่าเรื่องเก่งๆ ในวงการการ์ตูนเรานิยมเรียกว่า "storyteller" ค่ะ

หนึ่งในสตอรี่เทลเลอร์ของวงการการ์ตูนผู้หญิงแนวแฟนตาซีต้องยกให้ "ทามุระ ยูมิ" ผู้โด่งดังจาก Basara และ 7 seeds ในอดีตค่ะ ผลงานใหม่ล่าสุดคือ "มหัศจรรย์แมว mix ผจญภัยโทราจิ" ซึ่งแม้ชื่อจะดูเมาๆ จนเดาไม่ถูกว่าเกี่ยวกับอะไร แต่เนื้อในอาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้

เริ่มอ่านโดยมีความประทับใจเก่าๆ ของ อ.ทามุระอยู่เป็นทุน คือถ้าเรื่องนี้ไม่สนุกจะโวยให้น่าดูน่ะค่ะ

"ไพยัน" คืออัศวินผู้กล้าแห่งอาณาจักรหนึ่งในโลกแฟนตาซี งานหลักของเขาคือต่อสู้กับ "หนู" ซึ่งหนูในโลกนี้ไม่ได้น่ารักเหมือนมิกกี้เมาส์บ้านเรานะคะ แต่เป็นหนูที่มีความสามารถต่างๆ หลากหลาย ตั้งแต่ควบคุมความฝัน ใช้เวทมนต์ แน่นอนว่าหนูพวกนี้ชอบกินคนเป็นอาหารเสียด้วย ความที่เหล่าหนูเก่งกาจ มันจึงสาปให้สัตว์ต่างๆ ลุกขึ้นมาเดิน 2 ขาและพูดภาษาคนได้ซึ่งสัตว์เหล่านี้จะเรียกว่า "mix" และ "โทราจิ" คือลูกแมวตัวเล็กที่โดนสาปให้เป็นแมวมิกซ์เช่นกัน

ไพยันและโทราจิร่วมเดินทางเพื่อออกตามหาลูกชายของไพยันซึ่งถูกหนูแห่งเวทมนต์จับตัวไป นอกจากต้องต่อสู้กับเหล่าหนูที่มีความสามารถประหลาดระหว่างทางแล้ว ไพยันยังต้องต่อสู้กับตัวเองด้วยเช่นกัน เขาต้องดูแลลูกแมวอย่างโทราจิทั้งที่ตัวเขาเองไม่เคยแม้แต่ดูแลลูกชาย ทุกครั้งที่เขาไม่เข้าใจโทราจิ เขาก็ต้องเจ็บปวดเมื่อมองเห็นความจริงว่าเขาไม่เคยเข้าใจภรรยาและลูกชายด้วยเช่นกัน การตามหาลูกชายจึงอาจเป็นการตามหา "ความเป็นพ่อ" สำหรับไพยันด้วย เรียกว่าเป็นการเดินทางสู่วัยผู้ใหญ่ก็คงไม่ผิดค่ะ

ความสนุกของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่กฎเกณฑ์แปลกๆ ซึ่งถูกบัญญัติขึ้นในโลกแฟนตาซีเท่านั้น ดราม่าหลายตอนทำให้เราน้ำตาซึมเอาง่ายๆ เลยทีเดียว อย่างตอนหนึ่งที่ "หนูประภาคาร" ทำหน้าที่ส่องไฟนำทางให้ "เรือหนู" จับเด็กๆ ในหมู่บ้านไป โทราจิลอบเข้าไปในประภาคารแล้วจับภรรยาของหนูประภาคารออกมาเคี้ยวซะ ผลคือเมื่อแยกจากภรรยา หนูประภาคารก็ตาย เป็นความผูกพันของหนูสองตัวที่เหล่าหนูอื่นเห็นแล้วก็สงสาร แต่ไพยันซึ่งยังตื่นตระหนกไม่ได้สนใจเรื่องนั้น เขาวิ่งเข้าไปตามหาลูกชายจากบรรดาเด็กๆ ที่ถูกหนูเรือจับไปพร้อมกับ "ท่านเคานท์" สุนัข mix ซึ่งออกตามหาเจ้านายที่โดนหนูจับไปเช่นกัน

ท่ามกลางเด็กๆ ไพยันก็ระลึกได้ว่าเขาจะหาลูกชายเจอได้อย่างไรในเมื่อเขายังจำหน้าลูกชายไม่ได้ด้วยซ้ำ! เขาได้แต่บอกโทราจิให้ช่วยหาแทน ส่วนท่านเคานท์ดมกลิ่นแล้วก็ทราบว่าเจ้านายไม่ได้อยู่ที่นี่มาก่อนแน่แม้ว่าจะมีกองกระดูกของเด็กๆ กองอยู่ นั่นก็เพราะต่อให้เหลือแต่กระดูก ท่านเคานท์ก็ยังจำเจ้านายของตัวเองได้เสมอ ตรงนี้ทำให้ไพยันยิ่งรู้สึกล้มเหลวในความเป็นพ่อของตัวเองยิ่งขึ้นไปอีกค่ะ

ระหว่างที่โกรธแค้นเหล่าหนู ไพยันเดินทางต่อไปยังเมืองที่มีฝนพรำ เขาได้พบกับ "แฮมสเตอร์" ซึ่งเป็นนักข่าวและผลิต "หนังสือพิมพ์แฮม" ขนาดเล็กจิ๋วแปะไปตามฝาบ้านคนเพื่อแจ้งข่าวที่เกี่ยวข้องกับวงการหนูให้ชาวเมืองทราบ ไพยันได้เห็นการต่อต้านหนูอย่างสันติจากเหล่าแฮมสเตอร์ ทั้งที่ก็เป็นสายพันธุ์หนูเหมือนกันแต่ความคิดต่างกันก็ไม่จำเป็นต้องเห็นดีเห็นงามไปเสียทุกเรื่อง หลายอย่างที่เขาเคยเรียนรู้ด้วยสัญชาตญาณความเป็นมิตรศัตรูจึงต้องรีเซ็ตใหม่หมดและเปลี่ยนดวงตาให้มองคนอื่นอย่างสุจริตมากขึ้น

อ่านจนจบเล่มหนึ่ง รู้สึกเลยค่ะว่ามีธนูแล่นมาแทงหัวใจดังฉึกๆๆ ไม่หยุด เป็นการ์ตูนที่โดนใจมากๆ! ไพยันคือตัวแทนของการมองโลกในแง่ร้ายของมนุษย์ค่ะ และการตามหาลูกคือตัวแทนสัญชาตญาณด้านดีที่เขารู้แต่เพียงว่าต้องทำ เขาต้องตามหาลูกชายเพราะเขาคือพ่อที่ดี แต่เมื่อกลับมามองตัวเองยามผ่านเหตุการณ์ต่างๆ เขาจึงเข้าใจว่าเขาไม่ใช่พ่อที่ดีเลยสักนิด การตามหาลูกชายจึงกลายเป็นการลบล้างความผิดของตัวเองที่เป็นพ่อไม่ได้ความ พร้อมๆ กับเรียนรู้ความผูกพันที่แท้จริงจากโทราจิและหลายคนรอบตัว

ไม่บ่อยนักค่ะที่จะเจอการ์ตูนแฟนตาซีที่อบอุ่นและดึงเราเข้าสู่อีกโลกหนึ่งได้อย่างน่าทึ่งขนาดนี้ ใครอยากเห็นเทคนิคการเล่าเรื่องของสตอรี่เทลเลอร์แนวหน้าของวงการการ์ตูน เรื่องนี้คือตัวอย่างที่ดีเลยค่ะ

วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11173 มติชนรายวัน

04 ตุลาคม 2551

Osen ศิลปะที่ปลายลิ้น

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ช่วงหลังมีทั้งภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ในญี่ปุ่นที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ เดาว่าการนำผลงานที่ได้รับความนิยมมาสร้างย่อมได้เปรียบกว่าสร้างจากบทภาพยนตร์ใหม่เอี่ยมที่ไม่มีใครรู้จัก นั่นก็เพราะอย่างน้อยต้องมีแฟนผลงานเดิมเป็นฐานลูกค้าจำนวนหนึ่งแน่นอน แต่ก็ใช่ว่าผลงานที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนจะประสบความสำเร็จทุกเรื่องนะคะ บางเรื่องดูแล้วคิดว่าผู้สร้างภาพยนตร์ยังมี "กึ๋น" ไม่พอที่จะถ่ายทอดเหมือนกัน

"โอเซน" คือละครโทรทัศน์ที่ฉาย 10 ตอนทาง NTV ในญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายนปีนี้ค่ะ นับว่าสั้นจนน่าตกใจ ทั้งที่ฉบับหนังสือการ์ตูนเรื่องนี้สนุกและทำได้ดีจนทำให้คนอ่านอยากกินอาหารญี่ปุ่นแทบจะทันทีหลังอ่านจบ

โอเซนคือชื่อเล่นของ "ฮันดะ เซน" สาวน้อยผู้สืบทอดร้านอาหารญี่ปุ่นแบบหรูหราดั้งเดิม "อิชโชอัน" เธอได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กให้ชื่นชมในความเป็นญี่ปุ่น ดังนั้น เธอจึงสวมแต่กิโมโนตลอดเวลา และอยู่ในบ้านที่ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าทันสมัยเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ขนาดโทรศัพท์ของที่ร้านยังเป็นรุ่นหมุนเบอร์แบบโบราณเลยค่ะ อยู่มาวันหนึ่ง "เอซากิ โยชิโอะ" ซึ่งโอเซนเรียกอย่างนับถือผสมเอ็นดูว่า "คุณโย้จจัง" ก็เดินเข้ามาขอสมัครทำงานที่ร้าน ก่อนหน้านี้เอซากิทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารแนวฟิวชั่น ซึ่งเน้นความตื่นตาตื่นใจในการกินมากกว่ารสชาติแท้จริง ความที่เขาฝึกฝนการทำอาหารมาแต่เด็ก การทำงานโดยเห็นความสำคัญของรสชาติเป็นอันดับสองทำให้เขาเบื่อหน่าย ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจลาออกและไปสมัครงานที่ร้านอิชโชอันซึ่งเขาเคยไปรับประทานกับคุณพ่อเมื่อยังเด็ก และจำได้ว่าเจ้าของร้านในขณะนั้นบอกว่าหากเขาต้องการเป็นพ่อครัว ก็ให้มาทำงานที่ร้านได้

แต่กลายเป็นว่าเจ้าของร้านที่เอซากิเจอคือโอเซน ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้โอเซนรับเอซากิทำงานเป็นลูกมือล้างจานทั้งที่เขาไม่มีความเป็นมืออาชีพในการทำอาหารเอาเสียเลย แค่ให้ลองแล่ปลาเขาก็ทำพลาดด้วยการใส่แหวนขณะแล่จนเนื้อปลาช้ำ ในระหว่างที่ทุกคนมองว่าเอซากิไร้ประโยชน์ ตัวเอซากิเองกลับคิดว่าเขาถูกกดขี่ด้วยการให้ทำงานเยี่ยงทาสแลกที่พักกับอาหารและค่าแรงแสนถูก เขาจึงขอลาออกจากร้านหลายต่อหลายครั้ง แต่เมื่อค้นพบสัจธรรมของอาหารญี่ปุ่นในอิชโชอันที่อาศัยความอดทนและพิถีพิถันในการทำ เขาก็กลับมาตายรังทุกครั้งไปละครนำเสนอความขัดแย้งระหว่างอาหารในความคิดของคนสมัยใหม่กับอาหารดั้งเดิมเป็นประเด็นหลัก เช่นตอนหนึ่งที่ผู้จัดรายการโทรทัศน์เชิญโอเซนไปออกรายการแข่งทำอาหารกับปรมาจารย์การทำอาหารด้วยไมโครเวฟที่ประหยัดเวลาแต่รสชาติเหมือนนั่งเหลา แม้โอเซนจำใจช่วย แต่เธอก็ยังคงปรุงอาหารแข่งด้วยวิธีดั้งเดิมของเธอ ละเมียดซอยต้นหอมญี่ปุ่นอย่างใจเย็น และปรุงด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขพร้อมกับภาวนาให้อาหารออกมาอร่อยถูกใจผู้รับประทาน

ทุกอย่างในละครลงตัวหมดค่ะ ทั้งผู้แสดงที่ดังทะลุฟ้าอย่าง "อาโออิ ยู" ซึ่งรับบทโอเซน และ "อุจิ ฮิโรคิ" รับบทเอซากิ สถานที่ถ่ายทำได้บรรยากาศญี่ปุ่นแท้สวยงาม อาหารปรุงออกมาดูน่ากิน และกิโมโนทุกตัวของโอเซนสวยหาที่ติไม่ได้ แต่ไม่ทราบเกิดอะไรขึ้น ตอนแรกๆ ก็สนุกดีค่ะ แต่ยิ่งดูยิ่งเหมือนละครทั่วๆ ไปซึ่งมุ่งจะคลายปมในเรื่องให้กระจ่างมากกว่าเน้นความโดดเด่นของตัวละคร ตอนอ่านการ์ตูนเราจะรู้สึกว่าโอเซนเป็นผู้หญิงที่ "เท่ชะมัด" ส่วนเอซากิก็เป็นผู้ชายธรรมดาที่ "มีเสน่ห์แบบธรรมดา" ความสุดขั้วของสองคนนี้คือสิ่งที่ทำให้เนื้อเรื่องดำเนินไปได้ ไม่ใช่ปัจจัยอื่นๆ ภายนอกอย่างที่ปรากฏในละคร

แม้จะไม่ประสบความสำเร็จล้นหลามแบบละครที่สร้างจากการ์ตูนอีกหลายเรื่อง แต่ "Osen" ก็ทำให้ภาพความหรูหราดูสมจริงมากขึ้น อาจจะสมจริงเกินไปจนต่อยอดจินตนาการไม่ค่อยออกค่ะ เป็นเรื่องแปลกที่ดูละครแล้วไม่หิว แต่อ่านการ์ตูนแล้วหิวจนท้องร้อง

คิดแล้วก็อยากอ่านเรื่องนี้ในฉบับหนังสือการ์ตูนต่อจริงๆ ค่ะ น่าเสียดายที่สำนักพิมพ์ในไทยหยุดไปนานจนเกือบลืม แต่ก็หวังว่าสักวันจะกลับมาพิมพ์อีก ไม่บ่อยนักที่อ่านการ์ตูนแล้วได้กลิ่นหอมของอาหารลอยออกมาจากหน้าหนังสือได้ Osen คือหนึ่งในการ์ตูนไม่กี่เรื่องที่กระตุ้นประสาทสัมผัสได้อย่างน่าทึ่งค่ะ

วันที่ 05 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11166 มติชนรายวัน

27 กันยายน 2551

Detroit Metal City ฤๅเฮวี่เมทัลจะครองเมือง [2]

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

หลังจากสัปดาห์ก่อนกล่าวถึงความโด่งดังของหนังสือการ์ตูนตลกร้ายเสียดสีความคลั่งไคล้ดารานักร้องอย่างหน้ามืดตามัวใน Detroit Metal City (DMC) ไปแล้ว วันนี้จะขอเล่าต่อถึงความโดดเด่นของ DMC ฉบับแอนิเมชั่น (ภาพยนตร์การ์ตูน) จัดทำในรูปแบบ OVA (Original Video Animation) ซึ่งเป็นหนังการ์ตูนจำหน่ายในรูปแบบ DVD โดยไม่ฉายทางโทรทัศน์บ้างค่ะ

ก่อนที่จะกล่าวถึงแอนิเมชั่น DMC ลองนึกย้อนไปถึงหนังการ์ตูนทางช่องเก้าช่วงเช้าๆ ที่เราเคยดูนะคะ หนังการ์ตูนในยุคก่อนแม้ว่าจะสร้างจากเนื้อเรื่องในหนังสือการ์ตูนแต่ก็มักใช้ทีมงานคนละทีมกัน ผลคือภาพที่ออกมาในหนังการ์ตูนจะต่างจากในหนังสืออยู่พอสมควร ลายเส้นก็ไม่เหมือนเพราะใช้คนวาดคนละคนกัน ฉากหรือมุมมองส่วนใหญ่ต่างกันทั้งหมด ดังนั้น จึงให้อารมณ์แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างฉบับหนังสือการ์ตูนและแอนิเมชั่น ตัวอย่างหนังการ์ตูนแนวนี้คือดรากอนบอลและเซนต์เซย่าค่ะ โดยเฉพาะเซนต์เซย่าซึ่ง อ.คุรุมาดะ มาซามิ ผู้วาดฉบับหนังสือการ์ตูนก็โด่งดังมากอยู่แล้ว แต่ฉบับแอนิเมชั่นให้ อ.อารากิ ชินโก ซึ่งโด่งดังมากๆ อีกคนออกแบบตัวการ์ตูนให้ ดังนั้น เซนต์เซย่าในความทรงจำจึงมี 2 เวอร์ชั่นเสมอ

นั่นคือยุคแรกค่ะ ยุคต่อมาของแอนิเมชั่นที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนคือยุคที่เริ่มเอาภาพในหนังสือการ์ตูนใส่ลงไปในแอนิเมชั่นด้วยเนื่องจากบางภาพในหนังสือการ์ตูนเป็นภาพที่น่าจดจำ เวลาชมแอนิเมชั่นแล้วเห็นภาพแบบเดียวกับหนังสือการ์ตูน ความรู้สึกของเราคือหัวใจพองโตขึ้นจากการย้อนระลึกถึงหนังสือการ์ตูนที่อ่านผ่านมา แม้ว่าแอนิเมชั่นจะทำออกมาหยาบหรือแย่แค่ไหน ภาพความงดงามของหนังสือการ์ตูนที่แทรกเข้ามาก็ช่วยหักกลบลบหนี้ไปได้บ้าง แต่ข้อเสียคือนวัตกรรมการทำให้ภาพสองมิติขยับได้ยังไม่ก้าวหน้านักค่ะ ดังนั้น แอนิเมชั่นที่ใช้เทคนิคนี้จึงให้ความรู้สึกเหมือนดู "หนังตะลุง" คือเหมือนดูภาพบนกระดาษขยับไปมาบนแกนเดียว ซึ่งต่างกับหนังสือการ์ตูนที่เราสามารถจินตนาการภาพบนกระดาษให้ขยับในหัวเราเป็นสามมิติได้ ดังนั้น แอนิเมชั่นยุคนี้จึงไม่ขายชื่อเสียงของผู้กำกับฯหรือทีมออกแบบตัวการ์ตูน แต่ขาย "นักพากย์" แทน ซึ่งน่าจะเป็นองค์ประกอบที่ดูศิลป์ที่สุดแล้ว

มาถึงยุคแอนิเมชั่น DMC เสียทีค่ะ เป็นยุคปฏิวัติแอนิเมชั่นอีกขั้นเมื่อแอนิเมชั่นกลายเป็นเพียง "ช่องทางในการถ่ายทอดหนังสือการ์ตูน" อีกประเภทหนึ่งไปเสียแล้ว เนื่องจากแอนิเมชั่น DMC ยกภาพจากหนังสือการ์ตูนมาทั้งกรอบไม่มีตัดทอน อาจเพิ่มบางภาพเข้าไปเพื่อให้การเคลื่อนไหวนุ่มนวล แต่ภาพที่เราเห็นในหนังสือการ์ตูนเป็นอย่างไร ในแอนิเมชั่นก็เป็นอย่างนั้น ส่งผลให้ทั้งลายเส้นและมุมมองซึ่งนักวาดการ์ตูนอุตส่าห์คิดมาอย่างดีไม่สูญเปล่า แล้วต่างจากยุคหนังตะลุงอย่างไร ต่างมากเลยค่ะเพราะแอนิเมชั่น DMC ไม่ให้ความสำคัญกับขนาดจอภาพอีกต่อไป หมายถึงว่าถ้าภาพในการ์ตูนเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวสูง ภาพที่ปรากฏบนจอก็จะเป็นภาพแนวสูงไม่เต็มจอ และล้อมด้วยพื้นหลังสีดำสนิทซ้ายขวา ไม่จำเป็นที่ต้องใส่ภาพให้เต็มจอเหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว พูดง่ายๆ คือเมื่อดูแอนิเมชั่น DMC ก็เหมือนดูแต่ละกรอบในหนังสือการ์ตูนที่ขยับได้และมีเสียงพากย์โดยเราไม่ต้องเมื่อยอ่านตัวหนังสือในบัลลูนนั่นเอง (แต่อาจต้องอ่านซับไตเติ้ลแทน)ความน่าทึ่งของแอนิเมชั่น DMC ยังไม่หมดแค่งานภาพที่ไม่ลดทอนความงามของต้นฉบับเท่านั้นนะคะ เสียงพากย์และเพลงคือจุดเด่นอีกจุดหนึ่งซึ่งทำให้ความฝันของนักอ่านการ์ตูนเป็นจริง บางครั้งเราอ่านการ์ตูนเกี่ยวกับดนตรีก็อยากได้ยินบ้างว่าเพลงในเรื่องมันเจ๋งขนาดไหน แอนิเมชั่น DMC สร้างมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะค่ะ ใส่เพลงที่เจ๋งสมราคาคุยลงไปช่วยให้เรารู้สึกซาบซึ้งในเนื้อเรื่องมากยิ่งขึ้น

ถือเป็นก้าวแรกๆ ที่ทำให้หนังสือการ์ตูนกลายเป็นจินตนาการที่จับต้องได้ง่ายโดยไม่ต้องอาศัยพลังความคิดของเราเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะมีร้านอาหารที่ทำแต่เมนูในหนังสือการ์ตูนเกิดขึ้นก็ได้ค่ะ เรียกว่าอ่านการ์ตูนจบแล้วอยากรู้รสชาติของอาหารที่อยู่ในเรื่อง เราก็สามารถเดินไปกินและ "อิน" กับเนื้อเรื่องได้มากยิ่งขึ้น ไปๆ มาๆ วัฒนธรรมหลายอย่างในอีกสิบปีข้างหน้าอาจมีที่มาจากหนังสือการ์ตูนก็เป็นได้

วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11159 มติชนรายวัน

20 กันยายน 2551

Detroit Metal City ฤๅเฮวี่เมทัลจะครองเมือง [1]

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ดนตรีแนวเฮวี่เมทัล (Heavy metal) อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูนักฟังเพลงส่วนใหญ่เท่าไรนักเพราะไม่ใช่เพลงที่เหมาะกับวันอากาศดีๆ และนอนเล่นอยู่ในสนามหญ้าที่กรุ่นด้วยกลิ่นดอกไม้หวานแหววแน่นอนค่ะ ลองนึกถึงคอนเสิร์ตฮอลล์แคบๆ และเสียงกลองกับกีตาร์ดังสนั่น ผสมกับเสียงแหบพร่าของนักร้องที่ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังจะโดนดูดลงนรกไปพร้อมกับเพลงที่มีเนื้อหารุนแรง โดยส่วนตัวก็ไม่ได้ฟังบ่อยนักค่ะ แต่ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเพลงของวง Metallica ทีไร ไม่ทราบทำไมหัวมันโยกไปเองทุกที เผลอแป๊บเดียว อ้าว...ซื้อ CD ของเขามาตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย

เพลงเฮวี่เมทัลมีอิทธิพลต่อจิตใต้สำนึกเหลือเกินค่ะ และไม่น่าเชื่อว่าวงการที่เต็มไปด้วยความร้อนระอุเช่นนี้จะถูกนำมาวาดล้อเลียนในการ์ตูนและโด่งดังเป็นพลุแตกในญี่ปุ่น นั่นคือตำนานของ Detroit Metal City (DMC) การ์ตูนที่วาดโดย อ.คิมิโนริ วาคาสุงิ ตั้งแต่ปี 2005

"โซอิจิ เนงิชิ" เด็กหนุ่มหน้าเปิ่นเป๋อซึ่งเติบโตในบ้านชานเมืองและทำไร่เลี้ยงวัวเป็นอาชีพในครอบครัวฝันอยากเป็นนักร้องดังในเมืองกรุง เขารักเพลงแนวหวานแหววโรแมนติคและเต็มไปด้วยความรักสีชมพู แน่นอนว่าฝีมือกีตาร์โปร่งแสนหวานของเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร โซอิจิจึงตัดสินใจแน่วแน่มุ่งสู่โตเกียวเพื่อเป็นศิลปินและนักแต่งเพลงให้ได้

และฝันของโซอิจิก็เป็นจริง...บางส่วนค่ะ เพราะเขากับเพื่อนร่วมทีมอีกสองได้เปิดตัวกับค่ายเพลงอินดี้แนวเฮวี่เมทัล กลายเป็นวง DMC และตัวเขาใช้ชื่อปลอมว่า "โยฮาเนส ครอยเซอร์ที่ 2" โซอิจิต้องใส่ชุดประหลาดและแต่งหน้าสไตล์คล้ายๆ วง Kiss ทั้งที่เขามีเสียงใสปิ๊งยามร้องเพลงรัก แต่พอได้สวมชุด DMC โซอิจิก็ประดุจองค์ลง เขาดีดกีตาร์ด้วยเทคนิคอลังการและร้องเพลงด้วยเสียงแหบต่ำอย่างร็อคเกอร์ แน่นอนว่าเนื้อเพลงก็ล้วนกล่าวถึงเรื่องเย้ยศีลธรรมทั้งมวล ทั้งฆ่า ข่มขืน อาชญากรรม จนถึงขนาดมีคนร่ำลือว่าหากครอยเซอร์ที่ 2 ไม่ได้มาเป็นนักดนตรี เขาคงเป็นฆาตกรต่อเนื่องไปแล้ว...ขนาดนั้น

โซอิจิเองกังวลกับบุคลิกสุดขั้วของเขามากเพราะแท้จริงเขาเป็นหนุ่มน้อยขี้อายและสุภาพ แท้จริงเขาอยากเป็นครูโรงเรียนอนุบาลและแต่งเพลงรักที่คนฟังรู้สึกซาบซ่านหัวใจจนแก้มระเรื่อเป็นสีชมพู แต่สุดท้ายเขากลับ "อิน" ทุกครั้งที่สวมบทบาทเป็นครอยเซอร์ ที่สำคัญคือเขามีแฟนเพลงที่ยอมตายเพื่อครอยเซอร์จำนวนมาก ในระหว่างที่โซอิจิตัวจริงๆ ไปยืนดีดกีตาร์ร้องเพลงรักอยู่ริมถนน ไม่มีใครสักคนที่ฟังเขา

การ์ตูนเรื่องนี้ออกมา 5 เล่มในญี่ปุ่นแล้วค่ะ ส่วนในไทยไม่มั่นใจว่ามีบ้างหรือยัง ต้องคิดหนักก่อนจัดทำเลยค่ะเพราะเนื้อหาไม่เหมาะกับเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีเอาเสียเลย ต้องใช้วิจารณญาณขณะอ่านมากๆ เพราะหลายเรื่องเป็นตลกร้ายที่เสียดสีความบ้าคลั่งของมนุษย์ได้อย่างโดนใจ แต่ก็มีแง่คิดที่ดีว่าถึงเราจะต้องทำงานและสวมบทบาทในสิ่งที่เราไม่ได้รักมากนัก สมดุลระหว่างความรับผิดชอบต่องานที่ทำกับเอกลักษณ์ความเป็นตัวเองคือสิ่งสำคัญที่ทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุขในระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับที่โซอิจิไม่เคยทอดทิ้งเพลงรัก เขายังคงแต่งเพลงและร้องริมถนนแบบศิลปินข้างทางเช่นเดิมแม้ว่าจะเป็นศิลปินเฮวี่เมทัลขายดีก็ตาม การ "ไม่ทิ้งความฝันแต่ก็ไม่ปฏิเสธความเป็นจริง" คือบุคลิกที่ทำให้โซอิจิกลายเป็นฮีโร่ของนักอ่านค่ะ

ความโด่งดังของ DMC ฉบับหนังสือการ์ตูนทำให้ DMC ได้รับการจัดทำเป็นแอนิเมชั่นหรือหนังการ์ตูนจำหน่ายแบบ OVA คือไม่ฉายโทรทัศน์แต่ขายเป็น DVD น่ะค่ะ ความน่าทึ่งของแอนิเมชั่น DMC จะขอยกไปกล่าวในตอนถัดไปนะคะ ถือเป็นการปฏิวัติวงการแอนิเมชั่นญี่ปุ่นอีกขั้นหนึ่งก็ว่าได้ค่ะ และอาจจะเป็นคำตอบของผู้ที่ข้องใจว่าทำไมหนังสือการ์ตูนบางเรื่องจึงถูกจัดเป็นสื่อที่ยิ่งใหญ่เทียบเท่าวรรณกรรมและกำลังทิ้งห่างแอนิเมชั่นไปไกลจนแทบไม่รู้ตัว

ล่าสุด DMC ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฉายโรงแล้วค่ะ รายงานจาก Box office ในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปลายเดือนสิงหาคม ปรากฏว่า DMC ขึ้นชาร์ทหนังทำเงินอันดับ 2 รองจากปูเนียว (Ponyo on the Cliff by the Sea) แอนิเมชั่นของฮายาโอะ มิยาซากิผู้เคยสอยออสการ์มาแล้ว โดยผู้แสดงนำคือ "มัตสึยามะ เคนอิจิ" ซึ่งเคยผ่านตาจากบท "L" ใน Deah Noth และบท "ชิน" ใน Nana มาแล้วค่ะ แต่สัปดาห์ถัดมาก็โดน 20th Century Boy ภาพยนตร์ไตรภาคที่สร้างจากการ์ตูนของ อ.อุรุซาวะ นาโอกิ ปัดหล่นไปที่อันดับ 3 เสียแทน อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตว่าภาพยนตร์ทำเงินในญี่ปุ่นหลายเรื่องในช่วงหลังๆ สร้างจากการ์ตูนไม่ก็เป็นการ์ตูนเสียเอง

เหตุการณ์การ์ตูนครองเมืองเช่นนี้พิสูจน์ได้อย่างดีว่าเยาวชนที่เติบโตขึ้นในยุคก่อร่างสร้างตัวของการ์ตูนญี่ปุ่น บัดนี้ได้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ทรงคุณค่าในสังคมเหนือกว่าที่คาดไว้ไปแล้ว

วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11152 มติชนรายวัน

13 กันยายน 2551

Legend of the Galactic Heroes มหากาพย์แห่งจักรวาล [3]

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

เล่ามา 2 ตอนติดกันแบบนี้ เชื่อว่าหลายท่านคงงงกันแน่เลยว่าทำไมเอาการ์ตูนเก่าเก็บที่จบไปแล้วมาพูดถึงเสียยาว แม้ความนิยมเรื่องนี้จะลดลงไปนิดหนึ่งหลังจบ Gaiden 2 เมื่อปี 2000 นิดเดียวจริงๆ ค่ะเนื่องจากคนที่สามารถติดตามมหากาพย์สุดเครียดและพล็อตซับซ้อนเช่นนี้ได้ต้องเป็นแฟนพันธุ์แท้กันจริงๆ ซึ่งรักแล้วไม่มีการเปลี่ยนใจ แต่ความที่เด็กดูลำบากหน่อยจึงมีแต่กลุ่มแฟนที่อายุเกินวัยรุ่นเป็นหลัก แม้ปัจจุบันไม่ค่อยมีแฟนใหม่ๆ เพิ่มเติมเพราะเรื่องจบไปนานแล้ว แต่เหตุการณ์ปลุกผี LoGH ในปี 2008 ก็ทำให้ความนิยมเรื่องนี้กลับมาคึกคักอีกครั้งค่ะ

อย่างแรกคือมีการนำแอนิเมชั่นทั้งหมดมาจำหน่ายเป็น "DVD Box 1-4" ราคากล่องละ 3,990 เยน สำหรับกล่องแรก และกล่องละ 5,565 เยน สำหรับสามกล่องที่เหลือ รวมแล้วก็ประมาณ 6,300 บาทค่ะ แต่หากยังไม่สะใจแฟนพันธุ์แท้ซึ่งตอนนี้ก็อายุ 25-50 ปี มีงานทำรายได้สูงปรี๊ด ทางบริษัทมีจำหน่าย "Legend Box" ฉลองครบรอบ 20 ปีของแอนิเมชั่นเรื่องนี้ซึ่งก็คือปี 2008 นั่นเองค่ะ

Legend Box ประกอบด้วย DVD ทั้ง 165 ตอนจัดเรียงในกล่องอะลูมิเนียมสวยงามพร้อมไก๊ด์บุ๊ก นอกจากนั้นภายในชุดยังประกอบด้วยของที่ระลึกอื่นๆ เช่น เหรียญเงินประทับตราสัญลักษณ์ของทั้งสองจักรวรรดิเก็บในกล่องสวยหรูอย่างดี เหรียญหนึ่งเป็นเงิน 20 มาร์คของฝ่าย Empire ส่วนอีกเหรียญคือ 10 ดินาร์ของฝ่าย Alliance แน่นอนว่าสามารถใช้ได้จริงในการ์ตูน (ถ้าหลุดเข้าไปได้) และยังมี Dog Tag พร้อมซีเรียลนัมเบอร์ด้วยค่ะ ยังไม่หมดนะคะ มี memorial disk ซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์พิเศษจากผู้ประพันธ์และนักพากย์ มีสมุดภาพฉบับพิมพ์ใหม่เพื่อสะสมโดยเฉพาะด้วยค่ะ แถมด้วยรายละเอียดช่วงเวลาในเรื่องกับสมุดเล่มจิ๋วรวมภาพตัวละครทั้ง 108 คนอีกต่างหาก เหล่าแฟนที่น้ำลายหกสามารถสั่งซื้อได้ ราคาขำๆ แค่ 262,500 เยนเท่านั้นเอง (ประมาณ 80,000 บาท) ฮ่าๆๆๆ ขำได้อย่างเดียว ซื้อไม่ไหวค่ะ
หากอยากหลุดไปอยู่ในโลกของ LoGH และร่วมสู้รบกับไรน์ฮาร์ดหรือยังล่ะก็ ทางบริษัทเขาปล่อยเกมคอมพิวเตอร์ (PC game) ออกมาด้วยค่ะ! รายละเอียดเชิญได้ที่ http://gineiden-game.jp/ โอ้...ภาษาญี่ปุ่น อ่านไม่ออกแต่เพลงเราะ ไตเติลอลังการน่าดู เกมนี้สามารถเล่นผ่านระบบ Window - LIVE ได้นะคะ พูดง่ายๆ คือเป็นเกมออนไลน์นั่นเอง เราสามารถเลือกเล่นข้างไหนก็ได้ตามใจเรา รักชอบไรน์ฮาร์ดหรือยังก็เลือกข้างตามอัธยาศัย ใช้ภาพจากแอนิเมชั่นซะด้วย คลาสสิคมากๆ ราคาสำหรับชุดเกมธรรมดาคือ 9,240 เยนค่ะ แต่ถ้าใส่กล่องพิเศษก็ 11,340 เยน รู้สึกว่าจะเปิดจำหน่าย 16 ตุลาคมปีนี้โดยค่าย Bandai เก็บเงินรอก่อนนะคะ วันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ถ้าใครได้ดูช่อง Animax ตอนสามทุ่มญี่ปุ่น (ประมาณหนึ่งทุ่มไทย) คงจะได้เห็นเขาเอาฉากแอนิเมชั่นในเกมนี้มาฉายให้ชมกันค่ะ

แต่ถ้าเป็นคนรักกระดาษและการนอนอ่านสงบๆ ที่บ้าน LoGH ฉบับหนังสือการ์ตูนได้ถูกนำกลับมาพิมพ์ใหม่แล้วค่ะ ตีพิมพ์ในปี 2007 เป็นฉบับ A5 (ครึ่งหนึ่งของ A4) ซึ่งทางญี่ปุ่นนิยมตีพิมพ์ขนาดพิสดารแบบนี้เฉพาะการ์ตูนเพื่อการสะสมหรือโดจินชิที่เหล่านักเขียนพิมพ์จำหน่ายกันเองโดยไม่ผ่านโรงพิมพ์ใหญ่ๆ ค่ะ นอกจากนั้นยังมีภาพ portrait จากเรื่องนี้ขายด้วย ราคา 580 เยนเท่านั้นเอง เป็นขนาด B6 หาซื้อมาแปะฝาบ้านได้นะคะ

สรุปง่ายๆ ว่าสาเหตุที่ LoGH กลับมาดังระเบิดในปีนี้เพราะครบรอบ 20 ปีการจำหน่ายแอนิเมชั่นครั้งแรกนั่นเอง จะว่าไปก็ครบ 20 ปีทานากะ โยชิกิ ผู้ประพันธ์เรื่องนี้ได้รับรางวัล Seiun จากเรื่องนี้สำหรับนวนิยายไซไฟยอดเยี่ยมด้วยเช่นกัน ข้อมูลเพิ่มเติมเชิญได้ที่ http://www.ginei.jp ภาษาญี่ปุ่นค่ะ ถ้าไม่ชำนาญสามารถใช้โปรแกรมแปลภาษาช่วยได้นะคะ

วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11145 มติชนรายวัน

09 กันยายน 2551

Legend of the Galactic Heroes มหากาพย์แห่งจักรวาล [2]

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

กลับมาอีกครั้งค่ะ ยังไม่จบกับการตามหาข้อมูลการ์ตูนมหากาพย์ไซไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น อาจเรียกได้ว่าเป็นสามก๊กอวกาศสำหรับวงการแอนิเมชันก็ไม่ผิด สืบเนื่องจากครั้งก่อนเล่าให้ฟังถึงภาคปกติของ Legend of the Galactic Heroes (LoGH) ซึ่งฟาดไป 110 ตอน แค่เห็นจำนวนก็หนาวแล้ว แต่แท้ที่จริงยังไม่หมดแค่นี่ค่ะ! (มีอีกเรอะ) จะขอกล่าวถึงรายละเอียดของฉบับแอนิเมชั่นนะคะ

ใน 110 ตอนนี้เป็นแอนิเมชั่นฉบับดั้งเดิมตอนละ 25 นาที จำหน่ายครั้งแรกในรูปแบบโฮมวิดีโอซึ่งเป็นตลับวิดีโอระบบ VHS ปัจจุบันนี้หาแทบไม่ได้แล้ว แต่การ์ตูนที่ไม่ได้ฉายทางโทรทัศน์เช่นนี้ ปัจจุบันเรียก Original Animated Video หรือ OAV ค่ะ OAV ของเรื่องนี้ออกมาในปี 1988 (20 ปีก่อน) และจบในประมาณ 8 ปีต่อมา ถ้าใครจำได้ ยุคนั้นเป็นยุควิดีโอบูมและเป็นยุคที่แอนิเมชั่นดีๆ ออกมามากมายเนื่องจากไม่จำเป็นต้องผลิตและรอขายโฆษณาทางโทรทัศน์แบบยุคก่อนหน้านั้นอีกแล้ว แต่ยุค VHS ก็สิ้นสุดลงเนื่องจากการมาถึงของเคเบิลทีวี ก่อนจะกลับมาฮิตอีกครั้งเพราะมีการผลิตเป็น VCD และ DVD ซึ่งราคาพอรับได้ในปัจจุบัน

ถึงแม้ตอนหลักจะยาวจนน่ากลัว LoGH ก็มีตอนสั้นๆ ประมาณ 1-1.5 ชั่วโมง ทั้งแบบ movie และ OAV ออกมาหลายตอนเลยค่ะ แถมยังมี side story เรียกว่า Gaiden ซึ่งเป็นเนื้อเรื่องจากนวนิยาย 8 เล่มนอกเหนือจากเรื่องหลักออกมาอีก 2 เรื่อง เรียกว่าแฟนๆ ดูกันไม่มีวันจบ รายชื่อตอนที่นอกเหนือจาก 110 ตอนได้แก่

Legend of Galactic Heroes: My Conquest is the Sea of Stars เป็น Movie ฉายในปี 1988 ตอนต้นปี ความสำเร็จของแอนิเมชั่นชิมลางนี้น่าจะทำให้ทีมงานมั่นใจที่จะสร้างทั้ง 110 ตอนและจำหน่ายในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ตอนนี้เป็นการเล่าอารัมภบท LoGH แบบย่อๆ ในเวลา 60 นาทีซึ่งมีเนื้อเรื่องหลักที่การพบกันครั้งแรกในสนามรบระหว่างไรน์ฮาร์ดกับยัง สองหนุ่มตัวเอกของเรื่อง ความโดดเด่นอยู่ที่คาแร็กเตอร์ทรงเสน่ห์และจุดยืนพร้อมทั้งปมในใจของทั้งสองคน

Legend of Galactic Heroes: Golden Wings จำหน่ายในรูปแบบ OVA เมื่อปี 1992 คือ 4 ปีหลังออกจำหน่ายครั้งแรก ความยาว 60 นาที ว่าด้วยเรื่องวัยเด็กของไรน์ฮาร์ด ฟอน มิวเซล ลูกชายของครอบครัวขุนนางตกยากที่มีพ่อไม่เอาไหน ส่วนแม่ของเขาเสียชีวิตไปแล้วเนื่องจากโดนรถของขุนนางชน นี่เป็นเหตุให้ไรน์ฮาร์ดเกลียดชนชั้นขุนนางมาก อยู่มาวันหนึ่ง อันเนโรเซ่พี่สาวของไรน์ฮาร์ดเกิดเข้าตาจักรพรรดิเข้าจึงถูกพาตัวไปเป็นสนม ไรน์ฮาร์ดโกรธพ่อของเขามากและเชื่อมาตลอดว่าพ่อขายพี่สาวให้จักรพรรดิ กลายเป็นว่าชนชั้นขุนนางพรากคนสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาไปถึงสองคน สิ่งเดียวที่เขาคิดว่าจะทำได้เพื่อทวงพี่สาวคืนมาคือเข้าเรียนในโรงเรียนทหารร่วมกับเพื่อนในวัยเด็กของเขา "ซิกฟรีด" ซึ่งภายหลังกลายมาเป็นนายทหารคนสนิทของเขานั่นเอง ไรน์ฮาร์ดหวังว่าเขาจะสามารถไต่เต้าขึ้นไปให้ยิ่งใหญ่กว่าจักรพรรดิเพื่อให้พี่สาวกลับมาอยู่กับตนในท้ายที่สุด แอนิเมชั่นตอนนี้ลายเส้นต่างจากตอนอื่นมากเพราะใช้ลายเส้นจากหนังสือการ์ตูนค่ะ เนื้อเรื่องก็ล้อตามที่ปรากฏในหนังสือการ์ตูนด้วยเช่นกัน เนื่องจากฉบับการ์ตูนมีความเป็นดราม่าอยู่มาก ดังนั้น ตอนนี้จึงเป็นตอนที่ซาบซึ้งที่สุดสำหรับคนชอบบทซึ้งแน่นอนค่ะ

Legend of Galactic Heroes: Overture to a New War เป็น Movie ฉายในปี 1993 ความยาว 90 นาที เป็นการเล่าใหม่ในช่วง 2 ตอนแรกของเรื่อง แต่เพิ่มเติมปูมหลังในอดีตของยัง เวนลีอีกนิดหน่อยสำหรับแฟนคลับของเขาโดยเฉพาะ เนื้อหาซ้อนทับกับ My Conquest is the Sea of Stars OAV เรื่องแรกสุดเลยค่ะ เหมือนกันเปี๊ยบๆ ก็ไม่ผิด แต่มีการขยายความให้ละเอียดขึ้น งานภาพผ่านไป 5 ปีสวยและสบายตาขึ้นค่ะ แต่ดูทั้งสองตอนก็ไม่ผิดเพราะให้อารมณ์โบราณที่ต่างกันนิดหน่อย

Legend of Galactic Heroes Side Stories (ซีซั่น 1) บางทีก็เรียก Gaiden 1 หรือ A Hundred Billion Stars, A Hundred Billion Lights ค่ะ จำหน่ายในรูปแบบ OAV จำนวน 24 ตอนในปี 1998-1999 ช่วงแรกของซีซั่นเป็นการขยายความเรื่องราวในอดีตของไรน์ฮาร์ดกับซิกฟรีดช่วงเวลาก่อนจะเกิด 110 ตอน เป็นเรื่องของการเดินทางไปยังดาวเคราะห์น้ำแข็งและความเจ็บปวดที่ถูกทรยศ ผสมกับการต่อสู้อื่นๆ ตามประสาการ์ตูนสงครามค่ะ

Legend of Galactic Heroes Side Stories (ซีซั่น 2) บางที่เรียก Gaiden 2 หรือ Spiral Labyrinth จำหน่ายเป็น OVA จำนวน 28 ตอนในปี 1999-2000 เล่าเรื่องอดีตของยัง เวนลีบ้าง เป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับ Gaiden 1 คือก่อน 110 ตอนนั่นเอง เรื่องนี้คือช่วงที่ยังเป็นวีรบุรุษแห่ง El Facile ส่วนไรน์ฮาร์ดก็ได้รับมอบหมายภารกิจแรกไปที่ Iserlohn แบบเดียวกับใน Gaiden 1 ยังมีเรื่องตามหลังจากนั้นอีกแต่คล้ายกับว่าจะเล่าไปทางไรน์ฮาร์ดมากกว่าหน่อย

ไว้งวดหน้ามาเล่าต่อถึงความยิ่งใหญ่ของเรื่องนี้ค่ะ

วันที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11138 มติชนรายวัน

30 สิงหาคม 2551

Legend of the Galactic Heroes มหากาพย์แห่งจักรวาล [1]

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ขณะนี้ผู้เขียนมาเรียนต่ออยู่ต่างบ้านต่างเมืองค่ะ ดังนั้น แม้จะสามารถสั่งหนังสือการ์ตูนและให้ส่งมาถึงลอนดอนได้ แต่ก็คงใช้ระยะเวลาพอสมควรโดยเฉพาะช่วงแรกซึ่งได้แต่นั่งเหงาอ่านการ์ตูนเล่มเก่าไปเรื่อยๆ วิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดความเบื่อคือ "ดูซีรีส์" หรือหนังชุดขนาดยาวค่ะ และการ์ตูนชุดยาวที่พอจะนึกออกในเวลานี้ก็คือ "Legend of the Galactic Heroes" ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นแอนิเมชั่น (ภาพยนตร์การ์ตูน) มหากาพย์การสู้รบในอวกาศที่ดีที่สุดตลอดกาลค่ะ

Legend of the Galactic Heroes (LoGH) เป็นแอนิเมชั่นที่สร้างขึ้นจากนวนิยายชื่อเดียวกันนี้ ประพันธ์โดยทานากะ โยชิกิ (ผู้ประพันธ์เรื่อง Arslan นวนิยายแฟนตาซีสุดคลาสสิคอีกเรื่อง) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1982 (26 ปีก่อน) จำนวน 18 เล่ม เป็นเรื่องหลัก 10 เล่มกับ side story อีก 8 เล่ม และในปี 1988 ซึ่งเป็นปีแรกที่แอนิเมชั่นออกจำหน่าย ฉบับนวนิยายก็ได้รับรางวัล Seiun ซึ่งเป็นรางวันที่มอบให้นวนิยายแนวไซไฟยอดเยี่ยมประจำปีของญี่ปุ่น

แม้สเกลเนื้อเรื่องจะกว้างมากเนื่องจากเป็นการสู้รบในจักรวาลระหว่างสองจักรวรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งทางช้างเผือก แต่ปมทั้งหมดเกิดขึ้นรอบตัวฮีโร่สองคนเท่านั้น คนหนึ่งคือ "ไรน์ฮาร์ด ฟอน เลินแกรม" นายพลแห่งจักรวรรดิกาแลกซี (Galactic Empire) ซึ่งปกครองโดยระบบกษัตริย์ที่ดูคล้ายปรัสเซียในศตวรรษที่ 19 เขาได้รับสมญานามว่า "หนุ่มผมทอง" เพราะเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่ใครๆ ก็นินทาว่าเขาได้เป็นนายพลเพราะเป็นน้องชายของสนมไกเซอร์แห่งจักรวรรดิ อีกฝั่งหนึ่งคือ "ยัง เวนลี" เสนาธิการทหารอัจฉริยะแห่งฝ่ายปลดแอก (Free Planets Alliance) ซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เป็นคนที่ทำตัวติดดินเสมอและยืดหยุ่นกับชีวิตมากกว่าไรน์ฮาร์ด

ความเคลื่อนไหวในเรื่องทั้งหมดจะมีศูนย์กลางที่สองคนนี้เป็นหลัก อาจเรียกได้ว่า LoGH ให้อารมณ์เหมือนดูสามก๊กอย่างไรอย่างนั้น เพราะนอกจากตัวละครที่โดดเด่นขึ้นมาในแต่ละช่วงมีบุคลิกชวนซาบซึ้งจนเราแทบอยากตั้งแฟนคลับ การสู้รบที่ใช้ทั้งไหวพริบในสนามรบและการเอาตัวรอดจากแรงกดดันทางการเมืองล้วนทำให้ LoGH ดูสมจริงกว่าแอนิเมชั่นแนวไซไฟของญี่ปุ่นในสายตาของชาวโลกทั่วไปซึ่งมักจะระลึกถึงหุ่นรบหรือนักบินฝีมือเทพ ไม่แปลกใจเลยที่เรื่องนี้จะยาวถึง 110 ตอนค่ะ นี่เฉพาะซีรีส์หลักนะคะ ยังมีฉบับภาพยนตร์และ Original Animation Video (OAV) อื่นๆ ที่ตัดบางช่วงของเนื้อเรื่องมาเล่าอย่างละเอียดให้ฟังอีกค่ะ

ที่จริงเวอร์ชั่นแรกที่ได้รู้จักเรื่องนี้คือเวอร์ชัน "Manga" หรือหนังสือการ์ตูนซึ่งวาดโดย "มิจิฮาระ คัทสึมิ" มีพิมพ์เป็นภาษาไทยนานมากแล้วอยู่ 3 เล่ม (คือภาคหลักเล่ม 1-2 และ Golden Wings) แต่ที่ญี่ปุ่นมี 11 เล่ม + 1 Golden Wings ค่ะ ฉบับหนังสือการ์ตูนนี้ได้รับการยอมรับว่าเล่าปูมหลังได้รายละเอียดใกล้เคียงกับฉบับนวนิยายมากกว่าในแอนิเมชั่นเสียอีกเนื่องจากใส่แนวคิดและบุคลิกของแต่ละคนได้ไม่อั้นโดยไม่คิดมากเรื่องฉากสู้รบ อาจเป็นเพราะ อ.มิจิฮาระผู้วาดไม่ได้เขียนเมคานิกหรือบรรดารูปยานรบเองค่ะ ดราม่าจึงโดดเด่นกว่าไซไฟ จำได้ว่าตอนอ่านเรื่องนี้ (น่าจะเป็นสิบปีมาแล้ว) ยังคิดอยู่ในใจว่าทำไมวางปมได้ซับซ้อนและคลี่ลายได้สนุกขนาดนี้ ตอนนั้นเชื่อว่าต้องมีเนื้อเรื่องที่ยิ่งใหญ่อยู่อีกแน่ ซึ่งกว่าจะรู้ว่าแท้จริง LoGH เป็นนวนิยายและแอนิเมชั่นระดับตำนานก็ผ่านไปนานมากแล้ว เหมือนรักแรกที่กลับมาพบกันอีกครั้งยามแก่เลยค่ะ ฮ่าๆๆ

แต่ครั้นจะเริ่มดูตั้งแต่ตอนที่ 1 ถึง 110 แค่เห็นจำนวนตอนก็ไม่กล้าแตะเสียแล้ว สำหรับผู้เริ่มต้นแนะนำให้ดูฉบับสั้นๆ ก่อนค่ะ เช่น My Conquest is the Sea of Stars (movie) ยาว 60 นาที ฉายเมื่อปี 1988 เป็นบทนำเกริ่นให้ฟังก่อนจะเริ่มดูทั้ง 110 ตอน โดยเล่าถึงการพบกันครั้งแรกกลางสนามรบของไรน์ฮาร์ดกับยังซึ่งขณะนั้นยังเป็นนายทหารชั้นผู้น้อยอยู่ แสดงให้เห็นบุคลิกและแนวคิดของทั้งสองคนได้เป็นอย่างดี อีกตอนคือ Overture to a New War (movie) ยาว 90 นาที ฉายเมื่อปี 1993 นำสองตอนแรกมาเรียบเรียงและเล่าใหม่อีกครั้งโดยมีรายละเอียดปูมหลังของยัง เวนลีเพิ่มขึ้นอีกหน่อย

ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia, Anime Nfo, และ LoGH Info Center นะคะ งวดหน้าเดี๋ยวลองมาดูว่าเรื่องนี้มีกี่ตอนกันแน่ค่ะ เยอะจนชักกังวลว่าจะหาได้ครบทุกตอนไหมเนี่ย

วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11131 มติชนรายวัน

24 สิงหาคม 2551

รักอุ่นๆ บนรถเมล์สีชมพู

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

จำได้ว่าสมัยเรียนชั้น ม.5 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งตั้งอยู่กลางเมือง ความที่ขยันขันแข็งอยากเอ็นทรานซ์ได้คณะที่ต้องการก็เลยต้องอดทนเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนจนถึงเกือบหกโมงเย็น หลังจากนั้นก็นั่งรถเมล์กลับบ้าน ถึงบ้านก็ปาไปเกือบสองทุ่ม เหนื่อยค่ะแต่รู้สึกสนุกที่ได้มองผ่านหน้าต่างรถเมล์และดูคนเดินไปเดินมาริมทาง บางทีก็มองเพื่อนร่วมทางบนรถว่าเขาทำอะไรกันบ้าง บางวันก็เจอคนดีๆ ช่วยถือกระเป๋าให้ บางวันก็หวาดเสียวเวลามีผู้ชายท่าทางเมาๆ ขึ้นมาบนรถ เป็นช่วงเวลาที่สนุกกับรถเมล์ก่อนจะห่างไปอีกเป็นสิบปี

วันนี้มาเรียนอยู่ต่างประเทศเลยต้องกลับมาใช้รถสาธารณะอีกครั้ง แต่ใช้รถไฟใต้ดินเป็นหลักนะคะ ไม่ค่อยสนุกหรอกค่ะที่ต้องอยู่บนรถไฟร้อนๆ แล้วออกมาเจออากาศหนาวๆ ข้างนอก แต่ถ้าจำเป็นต้องขึ้นไปเรียนทุกวัน การมองหาสิ่งดีๆ บนรถไฟน่าจะทำให้ชีวิตมีความสุขกว่านั่งเซ็ง ซึ่ง "รักหลากสีกับรถเมล์สายรัก" ช่วยให้สายตามองหาเรื่องเล็กๆ ชวนให้หัวใจกระชุ่มกระชวยได้ดีขึ้นค่ะ

"ชิโฮะ" เด็กสาววัยมัธยมเพิ่งย้ายจากโตเกียวมาเรียนในต่างจังหวัด ทั้งที่เธอเมารถแต่ก็จำเป็นต้องขึ้นรถเมล์ไปเรียน ดังนั้น เธอจึงรู้สึกเบื่อทุกครั้งที่ต้องขึ้นรถแล้วนั่งพะอืดพะอมไปเรื่อย แต่สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เธอลืมอาการคลื่นไส้ไปได้คือเด็กหนุ่มต่างโรงเรียนที่ขี่จักรยานไปเรียนในเวลาเดียวกับที่เธอขึ้นรถ ชิโฮะแอบมองเขาทุกวันและคิดว่าเป็นสิ่งดีๆ ตอนเริ่มต้นวันใหม่ที่ทำให้หัวใจของเธอเป็นสีชมพู

โชคช่วยเมื่อวันหนึ่งรถเมล์เบรกกะทันหันจนชิโฮะหัวกระแทกกระจก เด็กหนุ่มขี่จักรยานเจ้าเก่าจึงหยุดและหันมามองรถเมล์ เขาสบตาเข้ากับชิโฮะและแอบขำในความเปิ่นเป๋อของเธอ นั่นคือครั้งแรกที่ได้ทำความรู้จักกันอย่างไม่เป็นทางการ

ในวันฝนตก รถเมล์แน่นมากกว่าทุกวันจนชิโฮะอดนั่งริมหน้าต่างเพื่อส่องหนุ่มน้อยเหมือนเคย โชคร้ายกลับกลายเป็นโชคดีเพราะหนุ่มจักรยานก็ขึ้นรถเมล์มาด้วย เกือบจะได้ทำความรู้จักอยู่แล้วเชียว วิญญาณละครไทยเข้าสิงคนเขียนแน่ๆ ค่ะ เพราะเพื่อนหนุ่มน้อยจักรยานเรียกให้ไปนั่งด้วยกัน ระหว่างคุยเพื่อนก็ชวนให้นินทาคนเสียนี่ แล้วก็ไปนินทาว่าหนุ่มจักรยาน "มัตซึน" ไม่ชอบผู้หญิงที่พูดสำเนียงโตเกียวเนื่องจากเคยไปทัศนศึกษาที่โตเกียวแล้วโดนดูถูกว่าเขาพูดสำเนียงบ้านนอก

ชิโฮะก็ดันได้ยินเสียงนินทาเสียด้วยค่ะ! แล้วมัตซึนค่อยมาทราบทีหลังว่าชิโฮะก็เพิ่งมาจากโตเกียวเสียด้วย อกหักทั้งที่ยังไม่ทันจีบอย่างนี้ต้องเรียกแห้วค่ะ น้ำเน่ามาก แต่ชอบจังเลยค่ะ

สุดท้ายก็ตามสไตล์การ์ตูนโรแมนซ์ทั่วไป มัตซึนตามมาขอโทษและปรับความเข้าใจ กลายเป็นความรักและคบกันเป็นแฟนในที่สุด

เป็นเรื่องที่ธรรมดาและพล็อตเก่าแก่มากใช่ไหมคะ แต่การอ่านหนังสือหรือการ์ตูนที่เล่าเรื่องราวที่เราคุ้นเคยหรือรู้สึกอ่านแล้วเป็นสุขก็มีประโยชน์ในแง่เป็นงานอดิเรกเพื่อการผ่อนคลาย ไม่ว่าจะอ่านกี่รอบก็รู้สึกสบายใจได้ เหมาะกับการอ่านตอนเครียดๆ หรือชีวิตห่อเหี่ยวเป็นที่สุดค่ะ

ในเล่มนี้ยังมีความรักกุ๊กกิ๊กที่เกี่ยวข้องกับรถเมล์อีกหลายเรื่องนะคะ อ่านแล้วก็รู้สึกว่าชีวิตน่าเบื่อในรถไฟใต้ดินก็ไม่ได้แย่เสียทีเดียวนัก ได้เห็นคนหลากหลายเชื้อชาติแต่งกลายแปลกตาขึ้นรถมาด้วยอารมณ์ต่างๆ แล้วก็สนุกค่ะ แถมก่อนไปเรียนหนังสือต้องเดินข้ามลอนดอนบริดจ์ไปขึ้นรถไฟด้วย อากาศยามเช้ากับสะพานสวยๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ลอนดอนบริดจ์คือวิวร้อยล้านที่นักท่องเที่ยวหลายคนฝันจะมาเห็น แต่เราได้เห็นทุกวัน! ถ้าไม่เรียกว่าโชคดีก็ไม่ทราบจะเรียกอะไรแล้วค่ะ

การมองหาความสุขเล็กๆ ในที่ทำงานหรือสถานที่เรียนถือเป็นหนึ่งในข้อปฏิบัติของการใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขนะคะ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนมุมมองก็ทำให้โลกแห่งความเป็นจริงกลายเป็น "โลกแห่งความเป็นจริงที่สวยงาม" ได้แล้ว

วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11124 มติชนรายวัน

ซามูไรซูเปอร์กุ๊ก" กองทัพเดินด้วยท้องและของอร่อย

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

ก่อนที่จะมาเรียนต่อต่างประเทศ รุ่นพี่ที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศก็พูดติดตลกเกี่ยวกับอาหารการกินในต่างแดนว่า "ข้อดีของการที่เราไปอยู่เมืองนอกนานๆ คือเราจะรักเมืองไทยมากขึ้น รักอาหารไทยและมีความสุขเวลากินข้าวสวยร้อนๆ จนแทบไม่อยากกินอาหารของชาติอื่นเลย" พูดเสร็จรุ่นพี่ก็ยิ้มแป้นนั่งดูเรากินขนมปังต่อ

บางทีความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทยก็ทำให้เราลืมไปว่าแค่ข้าวร้อนๆ ก็อร่อยอย่างคาดไม่ถึงได้นะคะ ยิ่งถ้ามีกับข้าวอร่อยๆ มาเคียงก็เหมือนขึ้นสวรรค์

ความรู้สึกซาบซึ้งกับอาหารพื้นๆ ที่ไม่ได้หรูหราเกิดขึ้นเมื่อได้อ่าน "ซามูไรซูเปอร์กุ๊ก" ค่ะ ว่าด้วยทหารเดินเท้าซึ่งเป็นทหารที่มีคุณค่าน้อยที่สุดในกองทัพนายหนึ่งซึ่งไม่เก่งด้านสู้รบเอาเลย แต่เขามีฝีมือในการปรุงอาหารอย่างมาก เขาคือ "ยาฮาจิ" ชายร่างเล็กที่มักจะยิ้มอย่างอารมณ์ดีเมื่อได้ปรุงอาหารใหม่ๆ

ยาฮาจิเกิดในยุคศึกสงครามสมัยที่ยังใช้ธนูเยอะกว่าปืนไฟน่ะค่ะ ในตอนนั้นทุกแห่งประสบปัญหาข้าวยากหมากแพง ชาวไร่ชาวนาอดอยากและล้มป่วยเสียชีวิตมากมาย ทำให้ชายหนุ่มหลายคนจำใจเข้ามาเป็นทหารในกองทัพเพื่อให้มีกินไปวันๆ แต่กองทัพเองก็ใช่ว่าจะอุดมสมบูรณ์ บางทัพของตระกูลที่ผู้นำไม่ได้ร่ำรวยก็อาจให้ทหารได้กินแค่ข้าวตากแห้งชืดๆ กับบ๊วยตากแห้งที่ช่วยเพิ่มรสเค็มปะแล่มเป็นเครื่องเคียงเท่านั้น เนื้อสัตว์แทบจะเป็นอาหารในฝันเสียมากกว่าเพราะต้องล่าเอาตามป่าเขา ดังนั้น ทหารหลายคนในกองทัพจึงสุขภาพทรุดโทรมจากการได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน

คนที่เห็นปัญหานี้และตัดสินใจนำความรู้ที่มีออกมาใช้ปรุงอาหารให้เพื่อนทหารด้วยกันคือยาฮาจินี่ล่ะค่ะ เขายอมทำสิ่งที่เสียศักดิ์ศรีนักรบอย่างการไปหยิบเอาอาหารแห้งในตัวทหารที่เสียชีวิตแล้วมาปรุง หรือการจุดไฟหุงต้มอาหารทั้งที่กลางสนามรบเขาห้ามจุดไฟ นิสัยบ้าบิ่นของยาฮาจิก็ทำให้เขาเกือบต้องหัวกุดเมื่อแม่ทัพทราบเรื่องและโกรธมาก ยาฮาจิได้รับโอกาสให้ทำอาหารมอบให้แม่ทัพขี้โมโหและโชคดีที่เขาทำอร่อยจึงได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าครัวในที่สุด เรียกว่าเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในชีวิตเขาเลยค่ะ

เสน่ห์ของการ์ตูนเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ความมุ่งมั่นของยาฮาจิเพียงอย่างเดียว แต่ผู้ประพันธ์เรื่องนี้บรรยายไว้ละเอียดยิบว่าอาหารจานนั้นมีส่วนประกอบอะไรที่เป็นประโยชน์บ้าง ที่น่าประทับใจจนอยากกินคงเป็นข้าวต้ม 5 สีค่ะ อาหารชุดนี้ยาฮาจิทำเพื่อมอบให้จูเบ นายของตนที่ล้มป่วยและเจ็บคอจนกินไม่ได้แม้แต่ข้าวต้ม เขาปรุงอาหารขึ้นมา 5 ชนิด ซึ่งต้องกินเรียงลำดับกัน ได้แก่ ซุปใสทำจากขิงและน้ำข้าวช่วยลดอาการเจ็บคอ ต่อที่ตัวเพิ่มความอยากอาหารคือข้าวต้มสีทองจากปลาฮาโมะและเห็ดมัตสึทาเคะเป็นซุปลื่นๆ คล่องคอ (อ่านถึงถ้วยที่สองก็เริ่มรู้สึกว่าน้ำลายสอปากแล้วค่ะ) ถ้วยที่สามคือข้าวต้มสีดำผสมสมุนไพรหลากหลาย มีดักแด้กับตัวอ่อนแมลงบดละเอียดเพิ่มสารอาหาร (คงเพิ่มโปรตีนแน่นอน คนไทยเรานิยมมานาน) ถ้วยที่สี่เป็นข้าวต้มขาวจากข้าวสดซึ่งไม่ใช่ข้าวสารแห้งแบบที่เรากินกันทุกวันนี้ค่ะ เป็นข้าวใหม่ซึ่งยังมีคุณค่าทางอาหารอยู่มาก และถ้วยสุดท้ายคือข้าวต้มผสมเห็ดไมทาเคะและเนื้อสัตว์ เจ้าเห็ดไมทาเคะช่วยรักษาอาการอักเสบได้ดีน่าจะช่วยอาการป่วยได้มาก

อ่านจบห้าถ้วยก็ต้องหยิบทิชชูมาซับน้ำลายสักหน่อยค่ะ ไม่น่าเชื่อว่าแค่ข้าวต้มก็ยังมีวิธีการทำหลากหลายและได้ประโยชน์ต่างๆ กันขนาดนี้ ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกทึ่งในอาหารเหลือเกิน

อ่านเรื่องนี้จบแล้วอยากกินข้าวสวยร้อนๆ ขึ้นมาจับใจเลยค่ะ แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในไทย มองซ้ายมองขวาก็เจอแต่ขนมปัง พาสต้า ข้าวอินเดีย คิดถึงวันสุดท้ายที่ได้กินข้าวหอมมะลิหุงใหม่ๆ เม็ดเรียวๆ แล้วน้ำตาจะร่วงค่ะ ไม่ใช่ไม่มีเงินซื้อข้าวกับหม้อนะคะ แต่ไม่มีฝีมือค่ะ...หุงทีไรไม่ดิบก็แฉะทุกที

สรุปว่า ยาฮาจิให้ข้อคิดกับเราว่าการกินอย่างเป็นสุขอาจไม่ใช่เพราะได้กินอาหารอร่อย แต่เพราะเรากินแล้ว "ระลึกในความอร่อย" ของอาหารมากกว่าค่ะ (เพียงแต่ถ้าอร่อยด้วยก็คงจะดีมาก)

วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11117 มติชนรายวัน

10 สิงหาคม 2551

"โอเดตต์"ความเป็นมนุษย์เริ่มที่หัวใจ

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

จากประสบการณ์ในการพูดคุยอย่างจริงจังกับคนที่ไม่ได้ชอบอ่านการ์ตูน ความเห็นของคนเหล่านี้ต่อคนที่อ่านการ์ตูนมีเป็น 2 แบบค่ะ แบบแรกออกในเชิงบวกสักหน่อย คือ มองว่าคนที่อ่านการ์ตูนน่าจะเป็นคนอารมณ์ดีและไม่ซีเรียสกับชีวิตมาก กับแบบที่สอง คิดว่าคนที่อ่านการ์ตูน (ในระดับสะสมคือเกินกว่าอ่านเอาสนุกทั่วไป) เป็นคนไม่รู้จักโต มีความคิดเป็นเด็ก ไม่ยอมเผชิญหน้ากับความเป็นจริงและหลงใหลในโลกของจินตนาการ

ในฐานะคนอ่านการ์ตูนกลับรู้สึกว่าทั้งสองความเห็นมาจากสายตาของคนที่ไม่ได้อ่านการ์ตูนจริงๆ ด้วยค่ะ ความจริงเป็นอย่างไรไม่สำคัญ แต่สายตาจากคนในสังคมที่มองก็ตัดสินไปแล้วให้คนที่เดินถือการ์ตูนอ่านในไทยกลายเป็นประชากรอีกชนชั้นหนึ่ง ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจนี้น่าจะคล้ายๆ กับที่ "โอเดตต์" หุ่นยนต์แอนดรอยด์สาวรู้สึก

"โยชิซาว่า โอเดตต์" คือหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ ผลิตโดยศาสตราจารย์โยชิซาว่า อัจฉริยะด้านหุ่นยนต์ซึ่งอายุยังน้อยและเฮฮาปาร์ตี้กับการสร้างหุ่นให้ใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด สิ่งที่ยังขาดไปสำหรับโอเดตต์คือ "ความเป็นมนุษย์" หมายถึงความรู้สึกสุขทุกข์สนุกสนาน โอเดตต์จึงอยากเข้าโรงเรียนมัธยมปลายเพื่อหาเพื่อนและเรียนรู้สังคมมนุษย์จากเหล่าเพื่อนสาวของเธอโดยปิดเรื่องที่เธอเป็นหุ่นยนต์แรงช้างไว้เป็นความลับ

ยิ่งได้อยู่ร่วมกับมนุษย์ โอเดตต์ก็ยิ่งรัก "ความเป็นตัวเอง" น้อยลงและอยากจะเหมือนเพื่อนให้มากขึ้น พัฒนาการทางจิตใจขั้นนี้เหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไปเลยค่ะ วัยมัธยมเป็นวัยที่สังคมเพื่อนมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง อย่างน้อยเขาก็ใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนมากกว่าอยู่กับครอบครัวเยอะ การยอมรับจากเพื่อนสำคัญกว่าพ่อแม่ด้วยเหตุผลเดียวกัน และการที่ตัวเองแตกต่างจากคนอื่นถือเป็นเรื่องน่าอับอายมากกว่าภูมิใจ จนกว่าจะค้นหาว่าแท้จริงตัวเขาเองก็มีเอกลักษณ์ คือ มีดีในแบบของตัวเองนั่นล่ะค่ะถึงจะได้เข้าวัยผู้ใหญ่เสียที

โอเดตต์เข้าใจตัวเองอย่างแจ่มแจ้งอย่างรวดเร็วเพียงแค่จบตอนแรกค่ะ เธอขอร้องให้ศาสตราจารย์สร้างความรู้สึก "อร่อย" ให้เธอเมื่อกินอาหารทั้งที่อาหารของเธอเพียงแค่ชาร์ตไฟฟ้าก็เพียงพอแล้ว ขอร้องให้ทำน้ำตาที่ไหลออกมาตอนรู้สึกเสียใจ แน่นอนว่าเธอมีน้ำตาไว้ล้างฝุ่นที่ตาแต่ความรู้สึกเสียใจคืออะไรก็ไม่รู้ และขอร้องให้ลดพละกำลังช้างสิบเชือกของเธอเท่ากับมนุษย์คนอื่นๆ สุดท้ายศาสตราจารย์ก็ใจอ่อนยอมทำให้จนโอเดตต์ใกล้เคียงกับมนุษย์ธรรมดา

แต่กลับมีเหตุการณ์ที่ทำให้เธอนึกเสียใจในการทิ้งเอกลักษณ์ของตัวเองไปค่ะ เธอกับเพื่อนตกลงไปในบ่อน้ำแห้งขอดโดยไม่ได้ตั้งใจ โชคไม่ดีที่เพื่อนสาวมีอาการหอบหืดกำเริบและกำลังจะเสียชีวิต แม้โอเดตต์จะพยายามปีนขึ้นไปจากบ่อก็ทำไม่ได้เพราะเธอไม่ใช่หุ่นยนต์แรงช้างอีกแล้ว เธอเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดาและกำลังจะปล่อยให้เพื่อนตาย

ผู้วาดยังไม่ทำท่อน้ำตาแตกตั้งแต่ต้นเรื่องค่ะ โอเดตต์และสหายรักรอดทั้งคู่ แต่สิ่งที่น่าซาบซึ้งยิ่งกว่าการรอดตายคือโอเดตต์เข้าใจแล้วว่าเธอก็เป็นเธอ มีดีที่ความเป็นตัวเธอเอง ซึ่งแม้จะต่างจากคนอื่นอยู่หลายขุมเพราะเป็นหุ่นยนต์แต่เธอก็มีสิ่งที่มนุษย์ไม่มีมากมาย

เรื่องนี้อ่านได้เรื่อยๆ แต่กลับดึงดูดให้วางมือไม่ลงค่ะ เป็นเรื่องเล่าเรียบง่ายของประชากรอีกชนชั้นหนึ่งซึ่งถูกมองว่าต่างจากมนุษย์ทั่วไปทั้งที่ภายนอกก็เหมือนชาวบ้าน ให้อารมณ์คล้ายนักอ่านการ์ตูนหลายคนที่หากหน้าตาเลยวัยรุ่นไปแล้วแต่หยิบการ์ตูนขึ้นมาอ่านเมื่อไร ก็จะถูกมองว่าเป็นประชากรอีกประเภทหนึ่งและถูกตัดสินว่าเป็นคนอย่างนู้นอย่างนี้ไปทันที การค้นหาความเป็นมนุษย์ของหุ่นยนต์อย่างโอเดตต์จึงอาจเปรียบได้กับการค้นหาความภูมิใจในตัวเองของนักอ่านการ์ตูนด้วยค่ะ วันใดที่ภูมิใจว่าตัวเองชอบอ่านการ์ตูน วันนั้นคือวันที่เริ่มก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่แล้ว

แต่ก็ต้องดูความเหมาะสมด้วยนะคะ! ก่อนที่โอเดตต์จะเผยบรรดาสายไฟและแผงวงจรของตัวเองต่อหน้าเพื่อน เธอขอร้องให้เพื่อนหลับตาเสียก่อนเพราะเธอไม่มีเวลามากพอจะอธิบายที่มาที่ไป เช่นเดียวกับจิตแพทย์ที่ชอบอ่านการ์ตูนคนนี้ แม้จะย่องไปร้านการ์ตูนและซื้ออย่างสง่างามแต่ก็จะไม่นั่งอ่านการ์ตูนตามที่สาธารณะค่ะ

ไม่ได้อยากปิดบังแต่ก็ไม่ได้อยากป่าวประกาศ ความภูมิใจในตัวเองต้องสมดุลกับความเหมาะสมของการเป็นส่วนหนึ่งในสังคมด้วย ซึ่งโอเดตต์นำเสนอการทดลองหาจุดสมดุลนี้ได้อย่างสนุกเลยล่ะค่ะ

จากมติชนรายวันฉบับวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11110

02 สิงหาคม 2551

ฝันอันสูงสุดของนักช็อป

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง

"ช็อปปิ้ง" หมายถึงการซื้อของในความคิดของคนทั่วๆ ไป แต่สำหรับบางคน การช็อปปิ้งเป็นมากกว่าแค่ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค แต่มันคือ "พิธีกรรม" ที่ส่งผลทางจิตใจในหลายเรื่อง เช่น ผ่อนคลายความเครียด สนุกสนานเฮฮาเหมือนเที่ยวสวนสนุก หรืออาจจะเป็นเป้าหมายในชีวิตเพื่อกระตุ้นให้อดทนสู้ทำงานอย่างมุ่งมั่นโดยหวังว่าสักวันจะเก็บเงินได้เพียงพอที่จะซื้อของที่หมายปอง ถ้าเห็นคนใกล้ตัวบ้าช็อปปิ้งแล้วรู้สึกหงุดหงิด ลองอ่าน "โตเกียว อลิซ" ดูนะคะ รับรองว่าจะหงุดหงิดน้อยลง (เพราะไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนบ้าช็อปได้ขนาดนี้)

"อาริสุกาวะ ฟู" นางเอกของเรื่องคือเด็กสาวทำงานออฟฟิศธรรมดาที่นับถือการช็อปปิ้งเป็นลัทธิประจำใจ หลายคนอาจใช้ความสงบ ความดี หรือบุคคลที่นับถือเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว แต่สำหรับฟูแล้ว เธอปรารถนาเพียงการช็อปปิ้ง ขอให้ได้ซื้อของเถอะ สิ่งร้ายๆ ก็จะถูกปัดเป่าให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

ปัญหาที่เธอมักจะพบเป็นประจำคือตัวเลขในบิลบัตรเครดิตปลายเดือนค่ะ เพราะทั้งที่คิดว่าจะประหยัดเงินอดมื้อกินมื้อเพื่อสอยกระเป๋าชาแนลรุ่นคัมบอนไลน์ (Cambon line) สีชมพูน่ารักมานอนกอด (เธอคิดจะเอามากอดบนเตียงจริงๆ) แต่พอเผลอเห็นข้าวของที่ลดราคาตามห้างทำตาระยิบระยับแล้วขอไปอยู่ด้วย เธอก็ใจอ่อนซื้อมาจนค่าใช้จ่ายเกือบติดลบทุกเดือน แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ลำบากที่สุดแต่ฟูก็ไม่เคยเข็ด เธอยังคงช็อปต่อไปและมุ่งมั่นฝันถึงคัมบอนไลน์ทุกคืน

ในที่สุดวันที่ต้องการก็มาถึง ฟูชวนเพื่อนสาวไปห้างสรรพสินค้าด้วยกันเพื่อซื้อคัมบอนไลน์ให้ได้ เธอถึงขนาดต้องเอาที่ปิดตามาปิดไว้เพื่อไม่ให้เผลอสบสายตาออดอ้อนจากบรรดาสินค้าที่เรียงรายอยู่ก่อนถึงเคานท์เตอร์กระเป๋าชาแนล (ขนาดนั้นเลยนะ) แม้จะเตรียมการอย่างดี แต่ช่วงลดถล่มราคาของบาร์นนี่ส์ก็ทำให้ฟูและเพื่อนขาดสติ ช็อปกระจายจนสิ้นเนื้อประดาตัวและต้องพลาดหวังจากชาแนลสุดรักอีกครั้งค่ะอ่านแล้วก็ตลกทั้งฟูและเพื่อนของเธอค่ะ ลองคิดเล่นๆ ดูว่าถ้าฟูชอบชาแนลมาก อย่างนี้ไปทำงานเป็นพนักงานขายกระเป๋าชาแนลเลยไม่ดีกว่าเหรอ

คำตอบอยู่ในตอนถัดไปไม่กี่ตอนค่ะ เมื่อฟูบ้าช็อปปิ้งอีกครั้งและซื้อช็อกโกแลตมามากจนกินไปถึงชาติหน้าก็ไม่หมด เธอจึงนำมาจัดเป็นดิสเพลย์แล้วยกให้หัวหน้างานของเธอค่ะ เดาว่าเป็นการถ่ายเทสต๊อคสำหรับนักช็อปเพื่อเตรียมพื้นที่ให้ซื้อของมาเพิ่มอีกได้ ฟูมอบให้หัวหน้าในวันวาเลนไทน์โดยไม่คิดอะไรแต่รู้สึกว่าหัวหน้าจะคิดค่ะ เขาเห็นรูปกระเป๋าชาแนลบนโต๊ะทำงานของฟูและทราบว่าเป็นสิ่งที่เธออยากได้ ก็เลยซื้อมาให้เป็นของขวัญขอบคุณซะเลย

อ่านถึงตรงนี้แล้ววี้ดวิ้วในใจค่ะ คิดว่าฟูคงดีใจกรี๊ดกร๊าดที่ได้ของที่ต้องการแน่นอน แต่...ไม่ใช่อย่างนั้นเลยค่ะ! หัวหน้าไม่เข้าใจถึงวิญญาณนักช็อป! สิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่กระเป๋าชาแนล แต่เป็นความรู้สึกที่ได้เก็บเงินและเฝ้ามองอยู่ทุกวัน จนวันที่เงินถึงก็เดินไปซื้อมานอนกอดต่างหาก! ของฟรีที่มีคนยื่นให้มันไร้ค่าสิ้นดี ส่งผลให้ฟูรับกระเป๋ามาและวางไว้ห่างๆ ด้วยความเสียใจ

แม้จะไม่ค่อยเข้าใจสิงห์นักช็อปเท่าไรแต่ก็เห็นใจฟูค่ะ ศรัทธาของคนเราตีความด้วยสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในสังคมเข้าใจไม่ได้ทั้งหมดหรอก แต่ก็ยังงงอยู่ดี งงได้สองวันก็บรรลุเลยค่ะ เมื่อฝากเพื่อนซื้อเครื่องสำอางในร้าน duty free สนามบินเพราะถูกกว่าในห้างสรรพสินค้า เพื่อนก็ใจดีน่ารักมากค่ะ ซื้อแล้วส่งไปรษณีย์มาให้โดยคิดแค่ค่าสินค้ากับค่าส่ง ไม่คิดค่าเหนื่อยหรือค่าแรงแม้แต่นิดเดียว ทีแรกนึกว่าเขาคงเกรงใจเรา แต่ไม่ใช่ค่ะ เธอบอกว่า...

"มีอีกก็ฝากอีกได้นะ ถ้าไม่รู้ราคาก็ถามได้ เรามีบินบ่อยๆ (เป็นแอร์ฯ น่ะค่ะ) รับรองไม่คิดค่าแรง เพราะเราชอบช็อปปิ้งน่ะ"

สรุปว่าเธอชอบความรู้สึกที่ได้เดินดูสินค้า เปรียบเทียบ ตัดสินใจ จ่ายตังค์ (ถ้าจ่ายน้อยจะยิ่งดี หรือเพื่อนจ่ายแต่เราขอไปเดินช่วยเลือกก็จะดีมาก) หลังจากซื้อแล้ว ถ้าเป็นของชอบก็อาจจะเอากลับมากอด แต่ถ้าเฉยๆ อาจจะไม่ใช้ไม่แตะเลยก็ได้ค่ะ นี่น่ะหรือ...ลัทธิช็อปปิ้ง

คงต้องลองศึกษาสัจธรรมนักช็อปจากการ์ตูนเรื่องนี้อีกซักหน่อยค่ะ แค่ทุกวันนี้ช็อปการ์ตูนเดือนละหลายพันบาทก็แทบต้องกินแกลบแทนข้าวอยู่แล้ว อย่าต้องให้ช็อปปิ้งขึ้นสมองแบบสาวฟูเลยค่ะ งานนี้กระทั่งแกลบอาจจะไม่มีให้กินก็ได้

จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับวันที่วันที่ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11103